พระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีน
เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติ
การประกอบโรคศิลปะ
พ.ศ. ๒๕๔๒
พ.ศ. ๒๕๕๒
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่
๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
เป็นปีที่ ๖๔
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕ (๕) มาตรา ๑๔ (๕) มาตรา ๑๙
และมาตรา ๓๓ (๕) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒
อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๕
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๒
มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
การแพทย์แผนจีน หมายความว่า
การกระทำต่อมนุษย์หรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค
การบำบัดโรค การป้องกันโรค
การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพโดยใช้ความรู้แบบแพทย์แผนจีน
มาตรา ๔
ให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามมาตรา ๕ (๕)
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีน
ประกอบด้วย
(๑)
กรรมการวิชาชีพซึ่งเป็นผู้แทนกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แห่งละหนึ่งคน
(๒)
กรรมการวิชาชีพซึ่งเป็นคณบดีคณะการแพทย์แผนจีนหรือคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณบดีหรือหัวหน้าภาควิชาที่ผลิตบัณฑิตการแพทย์แผนจีนในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับความเห็นชอบหรือได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้จัดตั้งแห่งละหนึ่งคน
ถ้ามีมากกว่าสามคนให้เลือกกันเองเหลือสามคน
(๓)
กรรมการวิชาชีพซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้แบบแพทย์แผนจีนไม่เกินสามคน
ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสมาคมหรือกรรมการมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับความรู้แบบแพทย์แผนจีนในประเทศไทยอย่างน้อยหนึ่งคน
(๔)
กรรมการวิชาชีพซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนมีจำนวนเท่ากับจำนวนกรรมการวิชาชีพใน
(๑) (๒) และ (๓) รวมกันในขณะเลือกตั้งแต่ละคราว
ให้ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา ๖ กรรมการวิชาชีพตามมาตรา ๕ (๔)
ต้องเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑)
เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ
(๒)
เป็นบุคคลล้มละลาย
มาตรา ๗ กรรมการวิชาชีพตามมาตรา ๕ (๒) (๓) และ (๔)
มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปีและอาจได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งอีกได้
นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
กรรมการวิชาชีพตามมาตรา ๕ (๒) (๓) และ (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
รัฐมนตรีให้ออก สำหรับกรรมการวิชาชีพซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๕ (๓)
(๔)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖
มาตรา ๘ การเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพตามมาตรา ๕ (๔)
การเลือกตั้งประธานกรรมการวิชาชีพและรองประธานกรรมการวิชาชีพให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๙
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนให้เป็นไปตามมาตรา ๒๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๑๐ การดำเนินการของคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนให้เป็นไปตามหมวด
๓ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๑๑
ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน ต้องมีความรู้ในวิชาชีพคือเป็นผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเท่าปริญญาสาขาการแพทย์แผนจีนจากสถาบันการศึกษาที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนรับรอง
และต้องสอบผ่านความรู้ตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนกำหนด
สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย
ต้องได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนจากประเทศที่สำเร็จการศึกษาด้วย
มาตรา ๑๒
ในกรณีบุคคลที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ทำการประกอบโรคศิลปะ
โดยอาศัยความรู้แบบแพทย์แผนจีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๔๓)
เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีนและหนังสืออนุญาตนั้นยังไม่สิ้นอายุก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวมีความรู้ในวิชาชีพตามมาตรา ๑๑
และให้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนได้
ทั้งนี้ ต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนกำหนด
การยื่นคำขอตามความในวรรคหนึ่งให้กระทำก่อนหนังสืออนุญาตสิ้นอายุ
เว้นแต่ผู้ที่หนังสืออนุญาตมีอายุเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบวันให้ยื่นคำขอภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิยื่นคำขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามมาตรานี้อีกต่อไป
เมื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งได้ยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคสองแล้ว
ให้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีนต่อไปได้จนกว่าได้รับแจ้งให้ทราบถึงการไม่รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต
มาตรา ๑๓
ในระยะเริ่มแรกที่ยังมิได้มีการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน
มิให้นำมาตรา ๕ (๔) มาใช้บังคับจนกว่าจะได้มีการขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะในสาขาดังกล่าวแล้ว
มาตรา ๑๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕ (๕) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ
พ.ศ. ๒๕๔๒
กำหนดให้การประกอบโรคศิลปะในสาขาอื่นที่เพิ่มขึ้นจะต้องกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ซึ่งสาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาหนึ่งที่เป็นการกระทำต่อมนุษย์หรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค
การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค
การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพหากได้มีการกำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่รับการบริการจากผู้ที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะด้าน
สมควรกำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ
พ.ศ. ๒๕๔๒
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ปริยานุช/จัดทำ
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒
โชติกานต์/ปรับปรุง
๘ พฤศจิกายน
๒๕๕๙
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนที่ ๔๖ ก/หน้า ๖/๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).