พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
(ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๔๙๙
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่
๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๙
เป็นปีที่ ๑๑
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๙
มาตรา ๒*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเพื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศ
ในพระราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.๒๔๙๙/๗๘/๑๐๕๘/๒ ตุลาคม ๒๔๙๙]
มาตรา ๓
พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวัน
ที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
และให้ใช้กฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่กล่าวแล้วบังคับแก่คดีนั้น ๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕
แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๕
ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการไต่
สวนหรือออกคำสั่งใด
ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒
(๑) ถึง (๕) แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
และเมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้ว เห็นว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินกว่าสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้ว
ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษา แล้วแต่กรณี
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒
แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๒
ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ใน
อำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้
(๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง หรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง
(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(๓) ทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา
(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง
ไม่เกินสองพันบาท
(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินกว่าสองพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้
(๖) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่า
สองพันบาท แต่ไม่เกินห้าพันบาทหรือคดีอาญา
ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปี แต่ไม่เกินเจ็ดปี
หรือปรับเกินกว่าหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณาไม่มีอำนาจพิพากษานั้น
เมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยนายหนึ่งตรวจสำนวน
และลงลายมือชื่อใน
คำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
ด้วยปรากฏว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์มีความสำคัญยิ่งขึ้น
จึงควรให้มาฟ้องยังศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดอันมีผู้พิพากษาสองนายเป็นองค์คณะแทนศาลแขวง
และสมควรเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งและค่าปรับคดีอาญาที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นนายเดียวและศาลแขวงมีอำนาจดำเนินคดีให้เหมาะสม
และเพื่อให้คดีได้เสร็จลุล่วงไปโดยเร็วยิ่งขึ้น
ภคินี/แก้ไข
๒๕/๒/๒๕๔๕
A+B (C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).