กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐)
ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง
พุทธศักราช ๒๔๘๕[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘(๔) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง
พุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๔)
พะ.ศ. ๒๕๑๘ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง
พุทธศักราช ๒๔๘๕
ข้อ ๒ ให้กรมชลประทานเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อกิจการโรงงาน
การประปา หรือกิจการอื่นในหรือนอกเขตชลประทานในอัตราลูกบาศก์เมตรละห้าสิบสตางค์
ข้อ ๓ ในการชำระค่าชลประทานตามข้อ ๒ ให้ชำระเป็นรายเดือนต่อเจ้าพนักงาน
ณ ที่ทำการโครงการชลประทานในเขตที่ทางน้ำชลประทานอยู่ในความรับผิดชอบ
หรือต่อเจ้าพนักงานที่ได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดเก็บ โดยแสดงหลักฐานจำนวนปริมาตรน้ำที่จะพึงชำระค่าชลประทานที่เจ้าพนักงานผู้ตรวจสอบได้ออกรับรองไว้
ต่อเจ้าพนักงานทุกครั้ง
ข้อ ๔ ให้ยกเว้นค่าชลประทานแก่ผู้ใช้น้ำจากทางชลประทานเพื่อกิจการสาธารณประโยชน์ที่ได้รับยกเว้นเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมชลประทาน
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐
เสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
[เอกสารแนบท้าย]
๑. แผนที่ท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ ฉบับที่
๔๒ (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่อัตราค่าชลประทานที่เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อกิจการโรงงาน
การประปา หรือกิจการอื่นในหรือนอกเขตชลประทาน และการกำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบและวิธีการในการจัดเก็บค่าชลประทาน
ตลอดจนการยกเว้นค่าชลประทานที่กำหนดไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๑๘)
ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่เหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน
สมควรแก้ไขอัตราค่าชลประทาน และกำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบและวิธีการในการจัดเก็บค่าชลประทาน
ตลอดจนการยกเว้นค่าชลประทานเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
วิมล/ผู้จัดทำ
๒๙ กันยายน ๒๕๕๗
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๒๒ ก/หน้า ๑/๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).