พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
พ.ศ. ๒๕๔๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗
เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติ คันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา
ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
พ.ศ. ๒๕๔๗
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดคลองส่งน้ำสายใหญ่ คลองซอย สร้างประตูระบายน้ำ และท่อส่งน้ำในเขตโครงการฝายยางบ้านแก้งสนามนาง ในท้องที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา เสร็จแล้ว แต่ยังขาดคันและคูน้ำสำหรับส่งน้ำจากทางน้ำชลประทานไปใช้ในการเพาะปลูก สมควรให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่ดังกล่าว เพื่อให้มีการจัดทำคันและคูน้ำอันจะเป็นประโยชน์ในการเกษตรและทำให้การใช้น้ำเป็นไปโดยประหยัด จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกฤษฎีกานี้
มยุรี/พิมพ์
๒๔ กันยายน ๒๕๔๗
ศุภสรณ์/ธัญกมล/ตรวจ
๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๗
A+B
[๑] รก.๒๕๔๗/๕๒ก/๑๐/๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).