พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
พนักงานอัยการ
(ฉบับที่ ๒)
พ.ศ.
๒๕๐๐
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐
เป็นปีที่
๑๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพนักงานอัยการ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๐
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคท้ายของมาตรา
๔ แห่ง พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘
เขต หมายความว่า
เขตท้องที่ของกรมอัยการ
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕
แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๕
พนักงานอัยการได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้
๑. อธิบดี
๒. รองอธิบดี
๓. ผู้อำนวยการกอง
๔. ผู้อำนวยการอัยการเขต
๕. อัยการประจำกรม
๖. อัยการจังหวัดเอก
๗. อัยการประจำกอง
๘. อัยการจังหวัด
๙. อัยการจังหวัดผู้ช่วย
๑๐. อัยการผู้ช่วย และ
๑๑.
ผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙
แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๙ ในเขตหนึ่งๆ
ให้มีพนักงานอัยการนายหนึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการอัยการประจำเขต เรียกว่า ผู้อำนวยการอัยการเขต
ในท้องที่ที่ตั้งศาลจังหวัดให้มีพนักงานอัยการนายหนึ่งเป็นหัวหน้า
เรียกว่า อัยการจังหวัดเอก หรือ
อัยการจังหวัด และให้มีผู้ช่วย
เรียกว่า อัยการจังหวัดผู้ช่วย หรือ
อัยการผู้ช่วย
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
พ.ศ. ๒๔๙๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๒
อธิบดีและรองอธิบดีมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล
ผู้อำนวยการอัยการเขตมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาลภายในเขต
พนักงานอัยการผู้อื่นมีอำนาจดำเนินคดีได้เฉพาะศาลแห่งท้องที่ที่พนักงานอัยการผู้นั้นรับราชการประจำ
เว้นแต่
(๑)
เมื่ออธิบดีได้มีคำสั่งให้พนักงานอัยการซึ่งรับราชการประจำในท้องที่หนึ่งไปช่วยราชการในอีกท้องที่หนึ่งชั่วคราว
หรือให้ไปดำเนินคดีใดเฉพาะเรื่อง
หรือเมื่อผู้อำนวยการอัยการเขตได้มีคำสั่งให้พนักงานอัยการซึ่งรับราชการประจำในท้องที่หนึ่งภายในเขตไปช่วยราชการในอีกท้องที่หนึ่งชั่วคราว
หรือให้ไปดำเนินคดีใดเฉพาะเรื่องภายในเขต และอธิบดีหรือผู้อำนวยการอัยการเขต
แล้วแต่กรณี ได้แจ้งให้ศาลแห่งท้องที่นั้นทราบแล้ว
พนักงานอัยการผู้นั้นมีอำนาจดำเนินคดีได้ตลอดถึงศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา
(๒) เมื่อคดีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินไว้ในศาลชั้นต้นขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
พนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีนั้น หรือพนักงานอัยการผู้อื่นซึ่งประจำศาลชั้นต้นนั้น
หรือพนักงานอัยการซึ่งรับราชการประจำอยู่ในราชการส่วนกลาง
มีอำนาจดำเนินคดีในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้
(๓) ในคดีที่ศาลส่งประเด็นไปสืบพยานยังศาลอื่นหรือโอนคดีไปพิจารณายังศาลอื่น
พนักงานอัยการประจำศาลอื่นนั้น หรือพนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีมาแต่ต้น
หรือพนักงานอัยการซึ่งประจำศาลที่ดำเนินคดีมาแต่ต้น
มีอำนาจดำเนินคดีนั้นในศาลที่สืบพยานตามประเด็นหรือศาลที่รับโอนคดีนั้นได้
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖
แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๖
ในการปฏิบัติราชการนอกจากการใช้อำนาจหรือกระทำหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น
ให้พนักงานอัยการซึ่งรับราชการอยู่ในส่วนภูมิภาคฟังบังคับบัญชาผู้อำนวยการอัยการเขตและผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วแต่กรณี แต่ทั้งนี้ไม่ลบล้างอำนาจของอธิบดี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พจน์
สารสิน
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากตำแหน่งผู้อำนวยการอัยการภาค ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำภาค
ได้ถูกยกเลิกโดยกฎหมายให้เลิกภาค
แต่ส่วนราชการประจำภาคแต่เดิมยังมีความจำเป็นในทางวิชาการเกี่ยวกับงานอัยการและงานที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้อำนวยการอัยการภาค มาเป็นผู้อำนวยการอัยการเขต
เพื่อทำหน้าที่พนักงานอัยการประจำเขต
โดยได้เสนอพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่ออกเป็นเขต เป็นส่วนหนึ่งแล้ว
สัญชัย/ผู้จัดทำ
๘
มกราคม ๒๕๕๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๔/ตอนที่ ๙๘/หน้า ๑๔๘๑/๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).