กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยการร้องทุกข์
พ.ศ. ๒๕๔๗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๓๑ (๒) และมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่
๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการร้องทุกข์
ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๗ เมื่อวันที่
๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ครั้งที่ ๓/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ตร. จึงออกกฎ
ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
บรรดาการร้องทุกข์
และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ได้ร้องทุกข์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่ กฎ
ก.ตร. ฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วย กฎ ก.ตร. นี้
ข้อ ๒
การร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือเกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบของผู้บังคับบัญชาต่อตน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ
ก.ตร. นี้
ข้อ ๓
เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเมื่อมีกรณีเป็นปัญหาขึ้นระหว่างกันควรจะได้ปรึกษาหารือทำความเข้าใจกัน ฉะนั้น เมื่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีปัญหาเกี่ยวกับการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือเกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบของผู้บังคับบัญชาต่อตน และแสดงความประสงค์ที่จะปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา
ให้ผู้บังคับบัญชานั้นให้โอกาสและรับฟังหรือสอบถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเพื่อเป็นทางแห่งการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นต้น
ถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ประสงค์ที่จะปรึกษาหารือ
หรือปรึกษาหารือแล้วไม่ได้รับคำชี้แจงหรือได้รับคำชี้แจงไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้ร้องทุกข์ตามข้อ
๔ และข้อ ๕
ข้อ ๔
ข้าราชการตำรวจผู้ถูกผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือปฏิบัติโดยมิชอบต่อตน มีสิทธิร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ก.ตร. ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบเรื่องอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์
ข้อ ๕
การใช้สิทธิร้องทุกข์ ให้ดำเนินการดังนี้
(๑)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการหรือเทียบเท่าลงมาให้ร้องทุกข์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าที่เป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ที่ทำให้เกิดเหตุร้องทุกข์เว้นแต่กรณีเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองบังคับการ
ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับการหรือเทียบเท่าที่เป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ที่ทำให้เกิดเหตุร้องทุกข์
(๒)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่รองผู้บังคับการหรือเทียบเท่าลงมาถึงผู้กำกับการหรือเทียบเท่า
ให้ร้องทุกข์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการหรือเทียบเท่าที่เป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ที่ทำให้เกิดเหตุร้องทุกข์
(๓)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่รองผู้บัญชาหรือเทียบเท่าลงถึงผู้บังคับการหรือเทียบเท่า
ให้ร้องทุกข์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าที่เป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ที่ทำให้เกิดเหตุร้องทุกข์
หรือ ก.ตร.
(๔)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการหรือเทียบเท่าของกองบังคับการที่ขึ้นตรงต่อสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ตร.
(๕)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่จเรตำรวจแห่งชาติ หรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า
ลงมาถึงผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าให้ร้องทุกข์ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ตร.
(๖)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ให้ร้องทุกข์ต่อ ก.ตร.
(๗)
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้บังคับบัญชาอื่นนอกเหนือจาก (๑) ถึง (๖) ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาที่เป็นหัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานหรือกลุ่มตำแหน่ง
ที่ผู้ร้องทุกข์นั้นสังกัดอยู่
กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในฐานะเป็นผู้รักษาการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งใด
ให้ถือว่าเหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดำรงตำแหน่งที่รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนนั้น
การใช้สิทธิร้องทุกข์ตาม
(๓) (๔) และ (๕) ให้ใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา หรือ ก.ตร. ได้เฉพาะทางใดทางหนึ่งเท่านั้น
ข้อ ๖
ให้ผู้บังคับบัญชาหรือ ก.ตร. ตามข้อ ๕ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่รับไว้ในแต่ละกรณี
ระยะเวลาการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
ให้พิจารณาและดำเนินการตามข้อ ๑๖ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วอย่างช้าไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องทุกข์และเอกสารหลักฐานตามข้อ
๑๔ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้งโดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินสามสิบวัน
ข้อ ๗
การร้องทุกข์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์พร้อมทั้งแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการร้องทุกข์ให้เห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือปฏิบัติโดยมิชอบต่อตนอย่างใด และความประสงค์ของการร้องทุกข์
ข้อ ๘
ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิคัดค้านผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือกรรมการข้าราชการตำรวจผู้พิจารณาเรื่องร้องทุกข์
ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑)
เป็นผู้ที่ทำให้เกิดเหตุแห่งการร้องทุกข์
(๒)
มีส่วนได้เสียในเรื่องที่ร้องทุกข์
(๓)
มีสาเหตุโกรธเคืองผู้ร้องทุกข์
(๔)
เป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้บังคับบัญชาผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์
(๕)
มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การพิจารณาเสียความเป็นธรรม
การคัดค้านต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือร้องทุกข์
หรือแจ้งเพิ่มเติมเป็นหนังสือก่อนที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
หรือกรรมการข้าราชการตำรวจ แล้วแต่กรณี เริ่มพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือกรรมการข้าราชการตำรวจ
ซึ่งจะต้องพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เห็นว่าตนเองมีเหตุคัดค้านหรือถูกคัดค้านจะถอนตัวไม่พิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้นก็ได้ถ้ามิได้ถอนตัว
ให้ผู้นั้นส่งคำคัดค้านให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปของผู้ถูกคัดค้าน
ประธานกรรมการ หรือประธานอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี พิจารณาเหตุที่คัดค้านถ้าเป็นการคัดค้านประธานก็ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่เป็นผู้พิจารณา
หากเห็นว่าเหตุนั้นน่าเชื่อถือให้ดำเนินการดังนี้
(๑)
กรณีร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่พิจารณาคำคัดค้านนั้นเป็นผู้พิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้นแทนผู้ที่ถูกคัดค้าน
(๒)
กรณีร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ให้ประธานกรรมการ หรือประธานอนุกรรมการ คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่
แล้วแต่กรณี แจ้งผู้ถูกคัดค้านนั้นทราบและมิให้พิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้น
ในกรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ถูกคัดค้าน
ก็ให้ดำเนินการตามวรรคสามโดยอนุโลม ทั้งนี้
โดยให้อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ในลำดับเหนือขึ้นไปเป็นอำนาจหน้าที่ของ
ก.ตร.
ข้อ ๙
เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาร้องทุกข์
(๑)
ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากการที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งเป็นหนังสือต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถือวันที่ผู้ถูกสั่งได้รับแจ้งคำสั่งเป็นวันทราบคำสั่ง
การแจ้งคำสั่งให้แจ้งโดยเร็วโดยใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(ก)
ให้บุคคลเป็นผู้แจ้งแก่ผู้ถูกสั่งที่ที่ทำงาน หรือตามที่อยู่ที่ได้ให้ไว้กับเจ้าหน้าที่
หรือภูมิลำเนาของผู้ถูกสั่ง โดยให้ผู้ถูกสั่งลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน
และให้มอบสำเนาคำสั่งแก่ผู้ถูกสั่งไว้หนึ่งฉบับ
ในกรณีผู้ถูกสั่งไม่ยอมรับ
หากได้วางคำสั่งนั้นหรือปิดคำสั่งนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจ
ข้าราชการอื่น เจ้าพนักงาน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล
สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ข้าราชการประจำอำเภอหรือจังหวัดที่ไปเป็นพยาน ก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งแล้ว
ในกรณีที่ขณะไปส่งไม่พบผู้ถูกสั่ง
จะส่งคำสั่งแก่บุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานในสถานที่นั้นก็ได้ และให้ถือว่าผู้ถูกสั่งได้รับแจ้งในวันที่ได้ส่งคำสั่งให้แก่บุคคลนั้น
ยกเว้นกรณีผู้ถูกสั่งเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือเป็นผู้ถูกสั่งลงโทษกรณีละทิ้งหน้าที่ราชการไปแล้วไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกเลย
ให้ดำเนินการแจ้งคำสั่งตาม (ข) แทน
(ข)
ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกสั่ง ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้นหรือตามที่อยู่ที่ได้ให้ไว้กับเจ้าหน้าที่แล้ว
เมื่อปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่าผู้นั้นได้รับคำสั่งดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้วให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศหรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ
เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น
(ค)
กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจะใช้วิธีส่งทางเครื่องโทรสารก็ได้ แต่ต้องมีหลักฐานการได้ส่งจากหน่วยงานผู้จัดบริการโทรคมนาคมที่เป็นสื่อในการส่งโทรสารนั้น
และต้องจัดส่งคำสั่งตัวจริงโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามที่กล่าวมาแล้วในข้อนี้ให้แก่ผู้ถูกสั่งในทันทีที่อาจกระทำได้
ในกรณีนี้ให้ถือว่าผู้ถูกสั่งได้รับแจ้งคำสั่งตามวัน เวลา ที่ปรากฏในหลักฐานของหน่วยงานผู้จัดบริการโทรคมนาคมดังกล่าว
เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น
(๒)
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาไม่มีคำสั่งเป็นหนังสือต่อผู้ร้องทุกข์โดยตรงให้ถือวันที่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ร้องทุกข์รับทราบหรือควรได้ทราบคำสั่งนั้นเป็นวันทราบเรื่องอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์
(๓)
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือปฏิบัติโดยมิชอบต่อผู้ร้องทุกข์ โดยไม่มีคำสั่งอย่างใดให้ถือวันที่ผู้ร้องทุกข์ควรได้ทราบถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเป็นวันทราบเรื่องอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์
ข้อ ๑๐
การร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งเหนือผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ให้ทำหนังสือร้องทุกข์ถึงผู้บังคับบัญชานั้นพร้อมกับสำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับและยื่นที่ส่วนราชการของผู้บังคับบัญชานั้น
การร้องทุกข์ต่อ
ก.ตร. ให้ทำหนังสือร้องทุกข์ถึงประธานกรรมการข้าราชการตำรวจหรือเลขานุการ ก.ตร. พร้อมกับสำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับและยื่นที่สำนักงาน
ก.ตร.
การยื่นหรือส่งหนังสือร้องทุกข์
ผู้ร้องทุกข์จะยื่นหรือส่งผ่านผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ก็ได้
และให้ผู้บังคับบัญชานั้นดำเนินการตามข้อ ๑๔
ในกรณีที่มีผู้นำหนังสือร้องทุกข์มายื่นเอง
ให้ผู้รับหนังสือออกใบรับหนังสือและลงทะเบียนรับหนังสือไว้เป็นหลักฐานในวันที่รับหนังสือ
และให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานดังกล่าวเป็นวันยื่นหนังสือร้องทุกข์
ในกรณีที่ส่งหนังสือร้องทุกข์ทางไปรษณีย์
ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางออกใบรับฝากเป็นหลักฐานฝากส่งหรือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือเป็นวันส่งหนังสือร้องทุกข์
เมื่อได้ยื่นหรือส่งหนังสือร้องทุกข์ไว้แล้ว
หากผู้ร้องทุกข์จะยื่นหนังสือร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมก่อนที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
หรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ก็ได้ โดยยื่นหรือส่งตรงต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือ
ก.ตร. แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันยื่นหนังสือร้องทุกข์ เว้นแต่กรณีที่เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้นภายหลังจากระยะเวลาดังกล่าว
ข้อ ๑๑
เรื่องร้องทุกข์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องเป็นเรื่องร้องทุกข์ที่ยื่นหรือส่งภายในกำหนดเวลา
เรื่องร้องทุกข์ที่ยื่นหรือส่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว
ถ้าผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ หรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี เห็นว่าการรับพิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการหรือการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการตำรวจจะรับไว้พิจารณาก็ได้
หนังสือร้องทุกข์ใดที่มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วน
ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบหรือสำนักงาน ก.ตร. ให้คำแนะนำแก่ผู้ร้องทุกข์เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือร้องทุกข์นั้นให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
และในการนี้ให้ถือวันที่ยื่นหนังสือร้องทุกข์ครั้งแรกเป็นหลักในการนับระยะเวลาการยื่นเรื่องร้องทุกข์
ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ไม่แก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
หรือ ก.ตร. พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ต่อไปโดยไม่ต้องรอการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือร้องทุกข์
ในกรณีที่มีปัญหาว่าเรื่องร้องทุกข์รายใดเป็นเรื่องร้องทุกข์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่
ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือ
ก.ตร. มีคำสั่งหรือมติไม่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณา ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือสำนักงาน
ก.ตร. แล้วแต่กรณีแจ้งคำสั่งหรือมตินั้นให้ผู้ร้องทุกข์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ในหนังสือแจ้งต้องประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้
(๑)
เหตุผลในการไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
(๒)
สิทธิในการร้องทุกข์คำสั่งต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ก.ตร. ในกรณีที่เป็นคำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีที่เป็นมติไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของ
ก.ตร.
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์
มีคำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ตามวรรคห้า ผู้ร้องทุกข์อาจร้องทุกข์คำสั่งนั้นต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือร้องทุกข์ต่อ
ก.ตร. ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้มีคำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ได้อีกชั้นหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าวและให้นำข้อ
๑๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การร้องทุกข์คำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ตามวรรคหก
ผู้ร้องทุกข์จะยื่นหรือส่งหนังสือร้องทุกข์ผ่านผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ก็ได้
ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ส่งหนังสือร้องทุกข์คำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
เช่น ความเห็นและคำสั่งตลอดจนหลักฐานการรับทราบคำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์หนังสือร้องทุกข์เดิม
หลักฐานการรับทราบคำสั่งหรือหลักฐานที่ยืนยันว่าผู้ร้องทุกข์รับทราบหรือควรได้ทราบคำสั่งหรือการกระทำของผู้บังคับบัญชา
อันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์และเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้งคำสั่งของผู้ร้องทุกข์ไปให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือสำนักงาน
ก.ตร. โดยเร็ว
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือ
ก.ตร. มีคำสั่งหรือมติยืนตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ไม่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาหรือกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือ
ก.ตร. มีคำสั่งหรือมติให้รับเรื่องร้องทุกข์คำสั่งดังกล่าวไว้พิจารณา ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือสำนักงาน
ก.ตร. แจ้งให้ผู้ร้องทุกข์และผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
และในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือ
ก.ตร. มีคำสั่งหรือมติยืนตามคำสั่งไม่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณา ในหนังสือแจ้งต้องประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้
(๑)
เหตุผลในการมีคำสั่งหรือมติยืนตามคำสั่งไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
(๒)
สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปหรือ
ก.ตร. มีคำสั่งหรือมติให้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณา ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์เพื่อมีมติตามข้อ
๑๖ ต่อไป
ข้อ ๑๒
ผู้ร้องทุกข์จะขอถอนเรื่องร้องทุกข์ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือ
ก.ตร. แล้วแต่กรณี พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์เสร็จสิ้นก็ได้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นหรือส่งตรงต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือ
ก.ตร. เมื่อได้ถอนเรื่องร้องทุกข์แล้ว การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ให้เป็นอันระงับ
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง
หากผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ หรือ ก.ตร. เห็นว่าเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการหรือเกิดความเสียหายแก่ทางราชการจะดำเนินการต่อไป
หรือส่งให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการต่อไปได้
ข้อ ๑๓
ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดใหม่ ให้ยื่นร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือองค์กรบริหารงานบุคคลที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานที่ผู้ร้องทุกข์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดนั้น
ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดใหม่หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ไว้แล้ว
และผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์สังกัดเดิมหรือ ก.ตร. ยังมิได้สั่งการหรือมีมติตามข้อ
๑๖ ให้ส่งเรื่องร้องทุกข์และเอกสารหลักฐานตามข้อ ๑๕ ไปให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือองค์กรบริหารงานบุคคลที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ต่อไป
ข้อ ๑๔
เมื่อได้รับหนังสือร้องทุกข์ตามข้อ ๑๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือสำนักงาน
ก.ตร. แล้วแต่กรณี มีหนังสือแจ้งพร้อมทั้งส่งสำเนาหนังสือร้องทุกข์ให้ผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ทราบโดยเร็ว
และให้ผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์นั้นส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและคำชี้แจงของตน
(ถ้ามี) ไปเพื่อประกอบการพิจารณาภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันได้รับหนังสือ
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้รับหนังสือร้องทุกข์ที่ได้ยื่นหรือส่งตามข้อ
๑๐ วรรคสาม ให้ผู้บังคับบัญชานั้นส่งหนังสือร้องทุกข์พร้อมทั้งสำเนาต่อไปยังผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องทุกข์
เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ได้รับหนังสือร้องทุกข์ที่ได้ยื่นหรือส่งตามวรรคสองหรือข้อ
๑๐ วรรคสาม ให้ผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์นั้นจัดส่งหนังสือร้องทุกข์พร้อมทั้งสำเนาและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและคำชี้แจงของตน
(ถ้ามี) ไปยังผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรือสำนักงาน ก.ตร. แล้วแต่กรณี
ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องทุกข์
ข้อ ๑๕
การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์พิจารณาจากเรื่องราวการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ของผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์และในกรณีจำเป็นและสมควรอาจขอเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
รวมทั้งคำชี้แจงจากหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท
หรือบุคคลใด ๆ หรือขอให้ผู้ร้องทุกข์ ผู้แทนหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ
ห้างหุ้นส่วน บริษัท ข้าราชการ หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ข้อ ๑๖
เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ได้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามข้อ
๕ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๗) แล้ว ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑)
ถ้าเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์นั้นถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย และเป็นไปโดยชอบแล้วให้สั่งยกคำร้องทุกข์
(๒)
ถ้าเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์นั้นไม่ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือมิชอบด้วยประการอื่น ให้สั่งให้แก้ไขโดยเพิกถอนหรือยกเลิกการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือมิชอบนั้น หรือให้ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย หรือเป็นไปโดยชอบ
(๓)
ถ้าเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์นั้นถูกต้องตามระเบียบ
กฎหมาย หรือเป็นไปโดยชอบแต่บางส่วน และไม่ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือมิชอบบางส่วน
ให้สั่งให้แก้ไขหรือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือเป็นไปโดยชอบ
(๔)
ถ้าเห็นว่าสมควรดำเนินการโดยประการอื่นใดเพื่อให้มีความถูกต้องตามกฎหมายและมีความเป็นธรรม
ให้สั่งการได้ตามควรแก่กรณี
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เป็นผู้สั่งการเว้นแต่ในกรณีที่ระเบียบ
กฎหมาย กำหนดให้เป็นอำนาจการสั่งการของผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์โดยเฉพาะ
หรือเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์จะต้องสั่งหรือดำเนินการด้วยตนเองเป็นการเฉพาะตัว
ก็ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ดำเนินการให้เป็นไปตามผลการพิจารณาภายในระยะเวลาที่กำหนด
ข้อ ๑๗
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ได้สั่งการเป็นประการใดแล้วให้เป็นที่สุดจะร้องทุกข์ต่อไปอีกมิได้
ข้อ ๑๘
เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ได้ดำเนินการตามข้อ ๑๖
แล้วให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์แจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
ในหนังสือแจ้งต้องประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้
(๑)
เหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
(๒)
สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ข้อ ๑๙
การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ในกรณีที่ร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ให้นำข้อ ๑๕
และ ข้อ ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๐
เมื่อ ก.ตร. พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติ
ก.ตร. และจะร้องทุกข์ต่อไปอีกมิได้
ข้อ ๒๑
เมื่อ ก.ตร. ได้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงาน
ก.ตร. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบหรือดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตร. และแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
ในหนังสือแจ้งผู้ร้องทุกข์ต้องประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้
(๑)
เหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
(๒)
สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ข้อ ๒๒
การแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องทุกข์ทราบตามข้อ ๑๘ และข้อ ๒๑ ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการในข้อ
๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๓
กรณีร้องทุกข์ต่อไปมิได้ตามข้อ ๑๗ และข้อ ๒๐ ผู้ร้องทุกข์อาจใช้สิทธิทางศาลได้
ข้อ ๒๔
การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ตร. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา
ส่วนเวลาสิ้นสุด ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๔๗
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
ภูวนนท์/ผู้จัดทำ
๑ กันยายน ๒๕๕๓
พัสสน/ผู้ตรวจ
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนที่ ๖๘ ก/หน้า ๙/๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).