附則
พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ภาพยนตร์
พุทธศักราช ๒๔๗๓
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มี
พระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ
ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า
โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควรควบคุมการทำและฉายภาพยนตร์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยบทมาตราต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช ๒๔๗๓
มาตรา ๒*
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๔ เป็นต้นไป
*[รก. ๒๔๗๓/-/๑๙๔/๒๑ กันยายน ๒๔๗๓]
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
เสนาบดี หมายความว่า
เสนาบดีผู้มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราช
บัญญัตินี้
ฉาย หมายความว่า
ฉายโดยใช้เครื่องฉายภาพยนตร์หรือเครื่องอย่างอื่น
ทำนองเดียวกัน
สถานที่มหรสพ หมายความว่า สถานที่ใด ๆ ซึ่งฉายภาพยนตร์ให้คนดูโดยไม่เก็บหรือเก็บเงินค่าดู
โดยเชิญหรือไม่เชิญก็ตาม
มาตรา ๔
ท่านห้ามมิให้ทำหรือฉายหรือแสดง ณ สถานที่มหรสพซึ่งภาพยนตร์
หรือประกาศกอบด้วยลักษณะฝ่าฝืนหรืออาจฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดี ถึงแม้เพียงว่าการทำ การฉาย หรือการแสดงภาพยนตร์ หรือประกาศนั้น
ๆ น่าจะมีผลเช่นว่านั้น ท่านก็ห้ามดุจกัน
ภาพยนตร์หรือประกาศที่ทำในพระราชอาณาจักร ถ้ามีลักษณะหรืออาจมีผล
เช่นที่ว่านี้ไซร้
ท่านห้ามมิให้นำหรือส่งออกนอกพระราชอาณาจักร
มาตรา ๕ ภายในบังคับมาตรา ๑๙
แห่งพระราชบัญญัตินี้นอกจากที่ได้รับ
ใบอนุญาตก่อนแล้ว ท่านห้ามมิให้
(๑) ฉายภาพยนตร์ ณ สถานที่มหรสพ
(๒) นำหรือส่งภาพยนตร์ซึ่งทำในพระราชอาณาจักรออกนอกพระราชอาณา
จักร
(๓) ประกาศด้วยภาพหรือรูปถ่ายแสดงเรื่องของภาพยนตร์ จะติดประกาศ
นั้น ๆ ไว้ในที่เปิดเผย หรือแจกหรือสำแดงด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม
มาตรา ๖ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
เสนาบดีมีอำนาจ
ตั้งนายตรวจ เจ้าพนักงานผู้พิจารณา และสภาพิจารณาภาพยนตร์
สภาพิจารณาภาพยนตร์นั้นให้มีเจ้าพนักงานกระทรวงมหาดไทยและ
เจ้าพนักงานอื่นหรือบุคคลใด
ซึ่งเสนาบดีเห็นสมควรตั้งเป็นกรรมการ
ท่านว่าในการประชุมของสภาพิจารณาภาพยนตร์นั้น ต้องมีกรรมการสามคน
อย่างน้อยคนหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นองค์ประชุมได้
มาตรา ๗
เมื่อนายตรวจเห็นว่าภาพยนตร์ใดมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ
มาตรา ๔ ให้มีอำนาจ
(๑) ห้ามมิให้ทำภาพยนตร์นั้นต่อไป
(๒) ยึดภาพยนตร์ที่ทำเสร็จแล้วหรือที่ยังไม่เสร็จ และส่งภาพยนตร์นั้น ๆ แก่
เจ้าพนักงานผู้พิจารณาขอให้พิจารณา
มาตรา ๘ ให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณา พิจารณาภาพยนตร์และประกาศซึ่งกล่าว
ในมาตรา ๕ และ ๗
ตามลำดับวันที่ขอมาและต้องให้คำวินิจฉัยภายในกำหนดสามวัน นับแต่วันที่
ได้รับคำขอเป็นต้นไป
ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษ เจ้าพนักงานผู้พิจารณาจะพิจารณาและให้คำวินิจฉัย
ภายในสามวันที่กล่าวแล้วนั้นไม่ได้ไซร้
ท่านให้มีอำนาจยืดเวลาออกไปอีกได้ไม่เกินสิบห้าวัน และให้รายงานการยืดเวลาต่อเสนาบดีทันที
มาตรา ๙
การพิจารณาตามความในมาตรา ๘ นั้น ให้เจ้าพนักงานพิจารณา
ในสถานที่ของผู้ขอใบอนุญาต หรือในสถานที่ซึ่งเสนาบดีจัดไว้
แล้วแต่เจ้าพนักงานผู้พิจารณา
จะเห็นสมควร
เวลาพิจารณา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในสถานที่นั้น เว้นแต่ตัวเจ้าพนักงาน
ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ผู้ซึ่งเจ้าพนักงานเชิญมาช่วยพิจารณา
ผู้ขอใบอนุญาตและคนรับใช้ของผู้ขอ
ใบอนุญาต
มาตรา ๑๐
ให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณามีอำนาจ
(๑) สั่งคืนภาพยนตร์ที่นายตรวจยึดไว้ให้แก่ผู้ทำ หรือออกใบอนุญาตให้ตามที่
ขอไว้ เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์
หรือประกาศนั้นไม่มีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๔ ในกรณีเช่นนี้
ให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณาประทับตราไว้ที่ภาพยนตร์หรือที่ประกาศนั้นเป็นสำคัญ
(๒) สั่งยืนตามคำสั่งของนายตรวจที่ให้ยึดภาพยนตร์นั้น หรือยกคำร้องขอใบ
อนุญาตเสีย
เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์หรือประกาศนั้นมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๔
ถ้าเจ้าพนักงานผู้พิจารณาเห็นว่าภาพยนตร์บางตอนมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบท
บัญญัติมาตรา ๔ และตอนนั้น ๆ
ได้ถูกลบหรือตัดออกตามคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้พิจารณาแล้ว
ไซร้
ท่านให้ถือว่าภาพยนตร์นั้นไม่มีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๔
มาตรา ๑๑ ในกรณีต่อไปนี้ ท่านว่าอุทธรณ์ไปยังสภาพิจารณาภาพยนตร์ได้
(๑) เมื่อนายตรวจสั่งห้ามมิให้ดำเนินการทำภาพยนตร์ใดต่อไป
(๒) เมื่อนายตรวจยึดภาพยนตร์ไว้ และเจ้าพนักงานผู้พิจารณาสั่งยืนตามคำสั่ง
ของนายตรวจ
(๓) เมื่อพนักงานผู้พิจารณายกคำขอใบอนุญาตเพื่อฉายภาพยนตร์ หรือเพื่อนำ
หรือส่งภาพยนตร์ออกนอกพระราชอาณาจักร
หรือเพื่อสำแดงหรือแจกประกาศด้วยภาพหรือรูปถ่าย
มาตรา ๑๒ ให้สภาพิจารณาภาพยนตร์
มีอำนาจ
(๑) สั่งคืนภาพยนตร์ที่นายตรวจยึดไว้ให้แก่ผู้ทำ หรืออนุญาตให้ผู้ทำภาพยนตร์
ทำต่อไป
หรือสั่งเจ้าพนักงานผู้พิจารณาให้ออกใบอนุญาตตามที่ขอไว้ เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์หรือ
ประกาศนั้น ไม่มีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๔
(๒) สั่งยืนตามคำสั่งของนายตรวจที่ให้ยึดภาพยนตร์หรือให้หยุดการทำ
ภาพยนตร์
หรือสั่งยืนตามคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานผู้พิจารณาที่ยกคำขอใบอนุญาต และสั่งให้ยึด
ภาพยนตร์หรือประกาศที่มีคำร้องขอใบอนุญาตนั้นหรือสั่งให้ส่งกลับออกไป
เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์
หรือประกาศนั้นมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๔
ท่านให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๐ วรรคสุดท้ายบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๓
คำวินิจฉัยของสภาพิจารณาภาพยนตร์นั้นให้ถือว่าเด็ดขาดถึงที่สุด
เว้นแต่คำวินิจฉัยให้ยึดภาพยนตร์ที่ทำในพระราชอาณาจักรนั้น
ท่านว่าผู้ทำหรือผู้ขอใบอนุญาตมี
สิทธินำคดีสู่ศาลหลวงได้ภายในหกเดือน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของสภาเป็นต้นไป ถ้าไม่
นำคดีสู่ศาลภายในกำหนดไซร้ ท่านให้ทำลายภาพยนตร์นั้นเสีย
มาตรา ๑๔
การเก็บรักษาหรือฉายภาพยนตร์ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น
ท่านว่าอยู่ในความเสี่ยงภัยของเจ้าของหรือผู้ขอใบอนุญาต
และให้เจ้าของหรือผู้ขอใบอนุญาต
ออกค่าใช้จ่ายด้วย
ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นแก่ภาพยนตร์ ท่านว่าเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่มีความรับผิด
เว้นแต่เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของเจ้าหน้าที่จะได้จงใจทำให้
เกิดการเสียหายนั้นขึ้น
มาตรา ๑๕ การออกใบอนุญาตให้นั้น
ท่านว่าไม่ปลดเปลื้องผู้ถือใบอนุญาต
ให้พ้นจากความผิดในทางแพ่งหรือทางอาชญา
อันเกิดจากการฉายภาพยนตร์นอกจากในส่วน
ความผิดที่กล่าวไว้ในมาตรา ๔
มาตรา ๑๖
เสนาบดีมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งออกตามความในพระราช
บัญญัตินี้ได้ ตามแต่จะเห็นควร
มาตรา ๑๗
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจใบอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์
ถ้าและไม่มีใบอนุญาตให้ตรวจในขณะนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งหยุดการฉายต่อไปได้
มาตรา ๑๘
เพื่อรักษาการให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านว่า
เจ้าพนักงานปกครองท้องที่ตั้งแต่ชั้นนายอำเภอขึ้นไป
นายตำรวจตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรี
ขึ้นไป นายตรวจ เจ้าพนักงานผู้พิจารณา
และกรรมการสภาพิจารณาภาพยนตร์ มีสิทธิเข้าไป
ในสถานที่มหรสพซึ่งกำลังฉายภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน
มาตรา ๑๙ ในกรณีต่อไปนี้
ท่านว่าไม่ต้องมีใบอนุญาต
(๑) กรมใดในรัฐบาลฉายภาพยนตร์เพื่อการศึกษา หรือสาธารณประโยชน์อย่าง
อื่น
หรือกรมใดในรัฐบาลส่งภาพยนตร์ซึ่งทำในพระราชอาณาจักรออกนอกพระราชอาณาจักร
(๒) ฉายให้ญาติมิตรดูเป็นการส่วนตัว หรือภายในสมาคมหรือสโมสร ซึ่งภาพ
ยนตร์อันได้ทำขึ้นมิได้หวังผลในทางค้า หรือนำหรือส่งภาพยนตร์ที่ทำในพระราชอาณาจักรอันมี
ลักษณะเช่นว่านี้ออกนอกพระราชอาณาจักร
ในกรณีที่กล่าวในอนุมาตรา ๒ นี้ ถ้าปรากฏว่าภาพยนตร์นั้นมีลักษณะฝ่าฝืน
ต่อบทบัญญัติมาตรา ๔
นายตรวจมีอำนาจยึดภาพยนตร์นั้นได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในพระราช
บัญญัตินี้
มาตรา ๒๐ ภายในบังคับมาตรา ๒๑
และ ๒๒ ผู้ใดบังอาจทำ ฉาย นำ หรือ
ส่งออกนอกพระราชอาณาจักรซึ่งภาพยนตร์ หรือสำแดง ประกาศ
อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทแห่ง
พระราชบัญญัตินี้
ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา ๒๑
ผู้ใดทำการฝ่าฝืนต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้บังอาจฉาย หรือ
นำหรือส่งออกนอกพระราชอาณาจักรซึ่งภาพยนตร์
หรือสำแดงประกาศอันได้ขอใบอนุญาต
แล้ว และเจ้าพนักงานไม่ยอมออกใบอนุญาตให้
ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๒ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้บังอาจขัดคำสั่ง
อันชอบด้วยกฎหมายที่นายตรวจได้สั่งโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๗ ท่านว่าผู้นั้น
มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
ปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓
ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไป
ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎเสนาบดี
กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการออก
ใบอนุญาตและการประทับตราและว่าด้วยกิจการอื่น ๆ
เพื่อปฏิบัติการตามบทแห่งพระราช
บัญญัตินี้
กฎเสนาบดีนี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ประกาศมา ณ วันที่ ๒๐ กันยายน
พุทธศักราช ๒๔๗๓ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาล
ปัจจุบัน
ภคินี/แก้ไข
๒๕/๒/๒๕๔๕
A+B(C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).