กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
กำหนดประเภทหรือรายชื่อของบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก
และหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีตรวจสอบติดตาม
พ.ศ. ๒๕๖๐[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๓ (๒)
(๑) ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
(๒) รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยกฎหมายเฉพาะ หรือจัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัท
(๓) องค์การมหาชนที่จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกา
(๔) หน่วยงานของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งโดยเฉพาะ
ข้อ ๓ ให้นิติบุคคลดังต่อไปนี้ เป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๑๓ (๒)
(๑) วัด มัสยิด หรือศาสนสถานอื่น
(๒) สภากาชาดไทย
(๓) มูลนิธิ หรือสมาคม ตามรายชื่อที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดตามมาตรา ๔๗ (๗) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา ๓ (๔) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๙) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๕๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
(๔) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
ข้อ ๔ ให้บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศดังต่อไปนี้เป็นบุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามมาตรา ๑๓ (๓)
(๑) องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญขององค์การ หรือทบวงการดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศไทย ในเมื่อประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือความตกลง
(๒) สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล บุคคลในคณะทูต บุคคลในคณะกงสุล และบุคคลที่ถือว่าอยู่ในคณะทูตตามความตกลง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน
ข้อ ๕ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบติดตามการรับและการใช้มรดกของมูลนิธิหรือสมาคมตามข้อ ๓ (๓) ให้มูลนิธิหรือสมาคมนำส่งเอกสารดังต่อไปนี้แก่เจ้าพนักงานประเมิน
(๑) สำเนาพินัยกรรม เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมและหนังสือแจ้งผลการประกาศให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับถัดจากวันที่ได้รับมรดก
(๒) ข้อบังคับ รายงานการประชุมใหญ่ งบการเงิน และบัญชีรายได้รายจ่าย ที่ผ่านการรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พร้อมทั้งรายงานการดำเนินงานขององค์การหรือสถานสาธารณกุศลของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับถัดจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเป็นเวลาเก้ารอบระยะเวลาบัญชีนับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับมรดก
การนำส่งเอกสารตาม (๑) และ (๒) ให้นำส่ง ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่องค์การหรือสถานสาธารณกุศลนั้นตั้งอยู่ และให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ส่งเอกสารทั้งหมดให้เจ้าพนักงานประเมินภายในสิบห้าวันนับถัดจากวันที่ได้รับเอกสารดังกล่าว
ข้อ ๖ ให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบติดตามการรับและการใช้มรดกของมูลนิธิ หรือสมาคมตามข้อ ๓ (๓) ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในมาตรา ๑๓ (๒) โดยให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินอันเป็นมรดกตามพินัยกรรม และยังไม่มีประกาศเพิกถอนมูลนิธิหรือสมาคมในขณะที่ได้รับมรดกจากการเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล
(๒) ตรวจสอบรายงานการประชุมใหญ่ งบการเงิน และบัญชีรายได้รายจ่าย และรายงานการดำเนินงานของมูลนิธิหรือสมาคมว่ามีการใช้ทรัพย์สินที่ได้รับมรดกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเจ้ามรดกหรือไม่ ตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่นำมาบันทึกบัญชีรายได้หรือรายจ่ายถูกต้องหรือไม่การดำเนินงานตรงตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การหรือสถานสาธารณกุศลหรือไม่ มีการดำเนินงานในลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ มีการใช้ชื่อองค์การหรือสถานสาธารณกุศลเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ โดยพิจารณาจากการจดทะเบียน ระเบียบ ข้อบังคับ ตราสาร หนังสือแจ้งผลการประกาศให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๗ กรณีผลการตรวจสอบติดตามตามข้อ ๖ มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้มูลนิธิหรือสมาคมต้องเสียภาษีการรับมรดกตามมาตรา ๑๒
(๑) ไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมและหนังสือแจ้งผลการประกาศเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศลให้ตรวจสอบ หรือผลการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินที่ได้รับมรดกปรากฏว่า ไม่มีการดำเนินการรับโอนทรัพย์สินที่ได้รับมรดกถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เจ้ามรดกกำหนด หรือในขณะที่มูลนิธิหรือสมาคมได้รับมรดกมีการเพิกถอนการประกาศเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศลแล้ว
(๒) ไม่มีข้อบังคับ รายงานการประชุมใหญ่ งบการเงิน บัญชีรายได้รายจ่าย และรายงานการดำเนินงานของมูลนิธิหรือสมาคมให้ตรวจสอบ หรือการดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้รับมรดกไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เจ้ามรดกกำหนด หรือการดำเนินงานของมูลนิธิหรือสมาคมปรากฏว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การหรือสถานสาธารณกุศล เป็นการดำเนินงานในลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร มีการใช้ชื่อองค์การหรือสถานสาธารณกุศลเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว หรือมีการบันทึกบัญชีรายได้หรือรายจ่ายไม่ตรงกับเอกสารหลักฐาน
ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งผลการตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง ให้มูลนิธิหรือสมาคมรับทราบและมูลนิธิหรือสมาคมนั้นต้องรับผิดในการเสียภาษีการรับมรดก พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๙ (๑) และมาตรา ๓๑
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือรายชื่อของบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีตรวจสอบติดตาม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
พรวิภา/ปริยานุช/จัดทำ
๒๖ มกราคม ๒๕๖๐
ปริญสินีย์/ตรวจ
๑ มีนาคม ๒๕๖๐
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนที่ ๑๑ ก/หน้า ๘/๒๕ มกราคม ๒๕๖๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).