พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าว
บางจำพวกในภาวะคับขัน
พุทธศักราช
๒๔๘๔
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่
๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
และวันที่
๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.
พิชเยนทรโยธิน
ปรีดี
พนมยงค์
ตราไว้
ณ วันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
เป็นปีที่
๘ ในรัชชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะคับขัน
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน
พุทธศักราช ๒๔๘๔
มาตรา ๒[๑]
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ในพระราชบัญญัตินี้
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า
บุคคลซึ่งคณะกรรมการตามความในพระราชบัญญัตินี้ได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวก
รัฐมนตรี หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งนาย
และกรรมการไม่น้อยกว่าสี่นายแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเศรษฐกิจด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
เป็นองค์การเพื่อดำเนินการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกตามบทพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕
เมื่อมีความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงสาธารณะ
ความปลอดภัยและสงบสุขของประชาชน หรือเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศหรือของคนไทย
ให้คณะกรรมการมีอำนาจเข้าควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวก
การเข้าควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวนั้น
ให้แจ้งให้คนต่างด้าวนั้นทราบเป็นหนังสือ
และให้มีประกาศปิดไว้ในที่เปิดเผยอันสมควร
มาตรา ๖
ให้คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาว่ากิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวอันเป็นคนของประเทศใด
จำพวกใด หรือผู้ใดจะควรถูกควบคุมและจัดการเพียงไร
คนต่างด้าวนั้น นอกจากบุคคลธรรมดา
ให้หมายความรวมตลอดถึงมูลนิธิ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนและมิได้จดทะเบียน
และองค์การรูปอื่นใดแม้จะมิได้เป็นนิติบุคคล หรือเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย
แต่ได้กระทำการเพื่อประโยชน์แก่คนต่างด้าวนั้น
ในกรณีที่กิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่ถูกควบคุมและจัดการเกี่ยวพันกับกิจการหรือทรัพย์สินของบุคคลใด
จะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวอื่นก็ตาม เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร ให้มีอำนาจควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นได้ด้วย
มาตรา ๗
ในการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินนั้น ให้คณะกรรมการมีอำนาจ
๑.
เข้าดำเนินกิจการและเข้าครอบครองทรัพย์สินแทนคนต่างด้าว
จัดการเสมือนได้รับโอนกิจการหรือทรัพย์สินนั้นมาเป็นของตนเอง
๒. หยุดการดำเนินการกิจการนั้น
ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน
หรือจำหน่ายสิ่งที่เห็นว่าค่าไม่คุ้มกับการใช้จ่ายในการรักษา
หรือเป็นสิ่งที่เก็บรักษาไว้ไม่ได้ หรือรักษาไว้ได้โดยยากโดยสภาพของสิ่งนั้น
๓. เลิกกิจการเพื่อชำระบัญชีหรือจัดการจำหน่ายทรัพย์สินทั้งหมด
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี
ในกรณีที่คนต่างด้าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว
ให้คณะกรรมการมีอำนาจฟ้องขอให้คนต่างด้าวล้มละลายได้
๔. จ่ายเงินให้แก่คนต่างด้าวที่กิจการหรือทรัพย์สินถูกควบคุมและจัดการตามจำนวนพอควรแก่การครองชีพของคนต่างด้าวนั้นและครอบครัว
เป็นคราว ๆ ไป
มาตรา ๘
ให้ผู้ที่กิจการหรือทรัพย์สินถูกควบคุมและจัดการ
มอบกิจการหรือทรัพย์สินพร้อมด้วยสมุดบัญชี ดวงตรา เอกสาร
และสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินนั้นทั้งสิ้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ทันที
มาตรา ๙
ผู้ใดครอบครองทรัพย์สิน สมุดบัญชี ดวงตรา เอกสาร และสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่ถูกควบคุมและถูกจัดการ
มีหน้าที่ต้องรายงานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบโดยมิชักช้า
มาตรา ๑๐
คนต่างด้าวซึ่งกิจการหรือทรัพย์สินหรือของนิติบุคคลที่ตนเป็นผู้แทนถูกควบคุมหรือจัดการต้องไปพบกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกครั้งที่ถูกเรียก
การย้ายถิ่นที่อยู่จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการแล้ว
มาตรา ๑๑
เมื่อได้มีประกาศถึงการเข้าควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวผู้ใดแล้ว
นิติกรรมใดที่คนต่างด้าวผู้นั้นกระทำขึ้นโดยมิได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ นอกจากสัญญาซื้อสิ่งจำเป็นเกี่ยวกับการครองชีพ
ให้ถือเป็นโมฆะ
การปฏิบัติตามนิติกรรมที่ได้กระทำขึ้นไว้ก่อนการควบคุมนั้นจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อได้กระทำทางพนักงานเจ้าหน้าที่
ส่วนนิติกรรมซึ่งได้กระทำขึ้นตั้งแต่วันที่ ๘
ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ จนถึงวันประกาศให้ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สิน
ถ้ามิได้รับสัตยาบันจากพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนด ๓๐
วันนับแต่วันประกาศให้ถือเป็นโมฆะ
มาตรา ๑๒
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการควบคุมและจัดการ ตลอดจนเงินเดือน ค่าจ้าง
ค่าบำเหน็จกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้คิดจากทรัพย์สินของคนต่างด้าวนั้น
มาตรา ๑๓
ในกรณีที่ต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี หรือจำหน่ายทรัพย์สิน
เมื่อได้หักค่าใช้จ่าย หนี้สิน ค่าบำเหน็จกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
ถ้ามีเงินคงเหลือ ให้คณะกรรมการรวบรวมไว้
มาตรา ๑๔
กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดในการเสียหายใด ๆ อันเกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติตามบทพระราชบัญญัตินี้
ผู้ที่กิจการหรือทรัพย์สินถูกควบคุมและจัดการ
จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเนื่องในการที่คณะกรรมการได้ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของตนไม่ได้
และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่คณะกรรมการรวบรวมไว้ด้วย
มาตรา ๑๕
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการเท่าที่คณะกรรมการมอบหมาย
มาตรา ๑๖
ให้กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกบุคคลใดมาสอบถามข้อความหรือให้ส่งทรัพย์สิน
ดวงตรา สมุดบัญชี เอกสาร
หรือสิ่งอื่นใดอันเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินซึ่งถูกควบคุมและจัดการนั้นและให้มีอำนาจเข้าตรวจค้นในเคหะสถานหรือที่ทำงานของบุคคลซึ่งสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกิจการ
หรือทรัพย์สินอันถูกควบคุมและจัดการนั้น
มาตรา ๑๗
ผู้ใดกระทำการช่วยเหลือด้วยประการใดแก่คนต่างด้าวเพื่อมิให้กิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวนั้นต้องถูกควบคุมและถูกจัดการ
หรือเพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการควบคุมและการจัดการกิจการหรือทรัพย์สินนั้นอย่างสมบูรณ์
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๘
ผู้ใดขัดคำสั่งกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเรียกมาสอบถามหรือให้ส่งสิ่งใดตามมาตรา
๑๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๙
ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๑๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๐
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๑
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๘ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
หรือจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๒
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเศรษฐกิจรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
วศิน/แก้ไข
๕
พฤศจิกายน ๒๕๕๓
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘/-/หน้า ๑๘๙๘/๒๖ ธันวาคม ๒๔๘๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).