พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๕๖
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
เป็นปีที่ ๖๘
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หมายความว่า
ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา
กองทุน หมายความว่า
กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
คณะกรรมการ หมายความว่า
คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
กรรมการ หมายความว่า
กรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
มาตรา ๔ ให้ประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
มาตรา ๕ ให้มีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
(๑) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ
(๒) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล
(๓) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ
(๔) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม
(๕) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร
(๖) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๖ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน
ดังต่อไปนี้
(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
(๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(๓) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด
(๔)
เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๓
(๕) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน
(๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค
(๗) ดอกผลของเงินกองทุน
มาตรา ๗ รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย
(๑) ประธานรัฐสภา เป็นประธานกรรมการ
(๒) รองประธานรัฐสภา เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่
ประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการสภาผู้แทนราษฎร
ประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการวุฒิสภา ปลัดกระทรวงการคลังและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(๔) กรรมการจำนวนสิบสามคนซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งตามมติของแต่ละสภา
ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนห้าคนตามจำนวนหรือสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมือง
สมาชิกวุฒิสภาจำนวนสามคน ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสามคน และผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนสองคน
กรณีรองประธานรัฐสภาตาม (๒)
เป็นประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการวุฒิสภาตาม (๓)
ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง
ให้ประธานวุฒิสภามอบหมายให้รองประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการวุฒิสภาคนใดคนหนึ่ง
เป็นกรรมการโดยตำแหน่งตาม (๓)
ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการและเลขานุการ
และเลขาธิการวุฒิสภาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง
ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาใหม่
แล้วแต่กรณี
มาตรา ๙ กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๘ (๔)
มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปีและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๘ (๔)
พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง
เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
และให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง
หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
มาตรา ๑๐ นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๘ (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓)
คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
(๔) สิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๗) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๑๑ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม
ถ้าประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๒ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินการของกองทุน
(๒) กำหนดแนวทางการบริหารและการจ่ายเงินของกองทุน
(๓) ระดมการจัดหาทุน
(๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน
การอนุมัติการเบิกจ่ายเงินและการยกเลิกการจ่ายเงิน การบริหาร การจัดหาผลประโยชน์
และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน
(๕) วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๖)
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
มาตรา ๑๓ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๔ ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
ประธานอนุกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ
ได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ ซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
มาตรา ๑๕ ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่
ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกองทุนตามระเบียบและมติของคณะกรรมการ
(๒) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ
(๓) จัดทำรายงานและการบัญชีของกองทุน
(๔) รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการ
(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
การดำเนินการของกองทุน
มาตรา ๑๖ สมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และจำนวนอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพอันจะพึงได้รับจากกองทุนนั้น
ให้นำระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคำนวณด้วย
สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง
จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๑๗ ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิขอรับเงินเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากกองทุนตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๑๘ ในกรณีผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรม
ให้บุคคลตามลำดับดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินจากกองทุนก่อนหลัง
(๑)
บุคคลที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาได้แสดงเจตนาเป็นหนังสือให้เป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินจากกองทุน
(๒) คู่สมรส
(๓) บุตร
(๔) บิดามารดา
การขอรับเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีสิทธิขอรับเงินยื่นคำขอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรม
ทั้งนี้
ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๑๙ การจ่ายเงินจากกองทุนเพราะเหตุทุพพลภาพให้จ่ายให้แก่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเพราะป่วยเจ็บทุพพลภาพซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ทั้งนี้
หลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๒๐ ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนในกรณีการให้การศึกษาบุตรสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง
ทั้งนี้
ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
ในกรณีที่บิดาและมารดาเป็นผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
ให้บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนในกรณีการให้การศึกษาบุตรเพียงฝ่ายเดียว
เว้นแต่เมื่อมีการจดทะเบียนหย่าหรือแยกกันอยู่และบุตรอยู่ในความอุปการะของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาฝ่ายใด
ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาฝ่ายนั้นเป็นผู้มีสิทธิได้รับ
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจ่ายเงินในกรณีการให้การศึกษาบุตร
ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๒๑ การจ่ายเงินจากกองทุนในกรณีสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น
ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
การบัญชีและการตรวจสอบ
มาตรา ๒๒ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี
ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของกองทุนให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบรับรอง
เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบบัญชีตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายงานผลการสอบบัญชีดังกล่าวต่อคณะกรรมการและสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
เพื่อทราบต่อไป
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๒๓ ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ
โดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ ตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘
附則
มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๒๔ ให้โอนบรรดากิจการ เงิน สิทธิ
และหนี้สินของกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๓ ไปเป็นของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๕ ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
และกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามพระราชบัญญัตินี้
จนกว่าจะมีประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
และกรรมการซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งตามมาตรา ๘ (๔)
ซึ่งต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๖ ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๓ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๗ ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาก่อนวันที่ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๓ ใช้บังคับ
ให้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๘ ให้บรรดาระเบียบและประกาศของกองทุนที่ออกตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
ทั้งนี้
จนกว่าจะได้มีระเบียบที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์
ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติมีภารกิจในด้านการตรากฎหมาย
การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ
ตลอดจนให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ของประชาชนรวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ดังนั้น
เพื่อตอบแทนคุณงามความดีและความเสียสละแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสมาชิกภาพได้สิ้นสุดลงสมควรให้มีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๒๓ พฤษภาคม
๒๕๕๖
ชาญ/ผู้ตรวจ
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๐/ตอนที่ ๔๔ ก/หน้า ๑/๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).