พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ควบคุมแร่ดีบุก
พ.ศ.
๒๕๑๔
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔
เป็นปีที่
๒๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมแร่ดีบุก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติควบคุมแร่ดีบุก
พ.ศ. ๒๕๑๔
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
บทบัญญัติหมวด ๑
แห่งพระราชบัญญัตินี้จะให้ใช้บังคับเมื่อใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติควบคุมแร่ดีบุก พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๒) พระราชบัญญัติควบคุมแร่ดีบุก (ฉบับที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๓) พระราชบัญญัติควบคุมแร่ดีบุก (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ.๒๔๙๙
บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น
ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
แร่ หมายความว่า
แร่ดีบุกที่ถลุงแล้วหรือที่ยังมิได้ถลุง
และหมายความตลอดถึงแร่ชนิดอื่นที่มีเนื้อดีบุกเจือปนอยู่เกินร้อยละสี่ของแร่นั้น ๆ
แต่ไม่หมายความถึงแร่ชนิดอื่นที่มีเนื้อดีบุกเจือปนอยู่เกินร้อยละสี่แต่ไม่เกินร้อยละแปดของแร่นั้น
ๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ทำเหมือง หมายความว่า
การกระทำแก่พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่บกหรือที่น้ำ
เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายวิธี
ผู้ทำเหมือง หมายความว่า
ผู้ถือประทานบัตรหรือผู้รับใบอนุญาตทำเหมืองชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยแร่
ใบสุทธิแร่ หมายความว่า
หนังสือสำคัญที่ออกให้ผู้ทำเหมือง ทำเหมือง ขายแร่ และส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามโควตา
ภายในกำหนดระยะเวลาโควตาและเงื่อนไข ดังระบุไว้ในหนังสือสำคัญนั้น
โควตา หมายความว่า
จำนวนส่วนควบคุมแร่ที่กำหนดให้พึงทำเหมืองได้ในเหมืองแร่รายหนึ่ง ๆ
เป็นส่วนร้อยของจำนวนแร่ทำเหมือง ภายในกำหนดระยะเวลา
ระยะเวลาโควตา หมายความว่า
กำหนดระยะเวลาซึ่งจะพึงทำเหมืองและจำหน่ายแร่ตามโควตา
จำนวนแร่ทำเหมือง หมายความว่า
จำนวนแร่ซึ่งเหมืองแร่รายหนึ่ง ๆ พึงทำเหมืองได้ในปีหนึ่ง ๆ
ตามที่คณะกรรมการประเมินกำหนด
คณะกรรมการประเมิน หมายความว่า
คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้ซื้อแร่ หมายความว่า
ผู้รับใบอนุญาตซื้อแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่
อธิบดี หมายความว่า
อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่*
รัฐมนตรี หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ในส่วนที่เกี่ยวกับการศุลกากร
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด
๑
การทำเหมือง
การซื้อแร่ การขายแร่
และการส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักร
มาตรา ๖ ห้ามมิให้ผู้ทำเหมือง ทำเหมือง ขายแร่
หรือส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับใบสุทธิแร่
มาตรา ๗ ผู้ทำเหมืองผู้ใดประสงค์จะขอใบสุทธิแร่ ให้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ตามแบบพิมพ์ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่*กำหนด
มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการประเมินขึ้นคณะหนึ่ง
ประกอบด้วยบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเก้าคน
เพื่อประเมินกำหนดจำนวนแร่ทำเหมืองของเหมืองแร่รายหนึ่ง ๆ
ตามหลักเกณฑ์ซึ่งรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๙ เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*เป็นผู้ออกใบสุทธิแร่ตามส่วนระยะเวลาและส่วนร้อยของจำนวนแร่ทำเหมืองที่คณะกรรมการประเมินกำหนด
ใบสุทธิแร่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๐
ผู้รับใบสุทธิแร่รายใดไม่พอใจในจำนวนแร่ทำเหมืองของตน
ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันรับใบสุทธิแร่
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
มาตรา ๑๑ ถ้าใบสุทธิแร่ชำรุดในสาระสำคัญ สูญหายหรือถูกทำลาย
ผู้รับใบสุทธิแร่อาจขอรับใบแทนต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ได้
โดยเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*จะออกใบแทนให้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำขอ
มาตรา ๑๒ ในระยะเวลาโควตาหนึ่ง ๆ
ผู้รับใบสุทธิแร่ผู้ใดทำเหมืองได้เกินโควตาที่ได้รับ รัฐมนตรีอาจพิจารณาเพิ่มโควตาให้ได้
แต่ถ้าผู้รับใบสุทธิแร่ผู้ใดไม่สามารถทำเหมืองได้เต็มโควตาที่ได้รับ
รัฐมนตรีอาจลดโควตาลงได้
มาตรา ๑๓
เพื่อควบคุมให้การส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักรได้ตามจำนวนที่กำหนด
รัฐมนตรีจะให้นำโควตาที่เหลือจากผู้รับใบสุทธิแร่รายหนึ่งไปให้แก่ผู้ทำเหมืองรายอื่นในระยะเวลาโควตาเดียวกันก็ได้
มาตรา ๑๔ ในระยะเวลาโควตาหนึ่ง ๆ
อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
จะโอนโควตาจากใบสุทธิแร่ฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับไปเพิ่มลงในใบสุทธิแร่อีกฉบับหนึ่งก็ได้
เมื่อผู้รับใบสุทธิแร่เหล่านั้นร้องขอ แต่เมื่อรวมโควตาทั้งหมดแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนแร่ทำเหมืองของใบสุทธิแร่ฉบับที่ได้รับโอนโควตามาเพิ่มนั้น
มาตรา ๑๕ ในระยะเวลาโควตาหนึ่ง ๆ
ถ้าผู้ทำเหมืองผู้หนึ่งได้รับใบสุทธิแร่สำหรับทำเหมืองในเขตเหมืองแร่หรือเขตที่ได้รับใบอนุญาตทำเหมืองชั่วคราวของตนเป็นใบสุทธิแร่หลายฉบับ
เมื่อผู้ทำเหมืองร้องขอให้รวมจำนวนแร่ทำเหมืองในใบสุทธิแร่หลายฉบับเข้าด้วยกัน ให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*บันทึกอนุญาตให้รวมจำนวนแร่ทำเหมืองลงในใบสุทธิแร่ตามคำร้องขอ
มาตรา ๑๖
ในการทำเหมืองภายหลังวันเริ่มต้นระยะเวลาโควตา
อธิบดีจะเปลี่ยนแปลงโควตาของผู้ทำเหมืองให้ลดลงตามส่วนระยะเวลาโควตาที่เหลือก็ได้
มาตรา ๑๗
ในกรณีที่ผู้ทำเหมืองได้รับใบสุทธิแร่สำหรับทำเหมืองในเขตเหมืองแร่
หรือเขตที่ได้รับใบอนุญาตทำเหมืองชั่วคราวแล้ว
และประสงค์จะทำเหมืองในเขตเหมืองแร่หรือเขตที่ได้รับใบอนุญาตทำเหมืองชั่วคราวของตนเองในเขตอื่นที่มีเขตติดต่อกันนั้น
ให้ผู้ทำเหมืองนำใบสุทธิแร่มาแจ้งให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*บันทึกเลขหมายประทานบัตร
หรือใบอนุญาตทำเหมืองชั่วคราวที่ผู้ทำเหมืองประสงค์จะทำเหมืองเพิ่มขึ้นนั้นลงในใบสุทธิแร่ของผู้ทำเหมืองนั้นเสียก่อน
แล้วจึงให้ทำเหมืองได้
มาตรา ๑๘ ในกรณีที่ผู้รับใบสุทธิแร่ตาย
ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้รับใบสุทธิแร่
นำใบสุทธิแร่ของผู้ตายไปให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ตรวจพิจารณาสลักหลังให้เพื่อใช้ใบสุทธิแร่นั้นต่อไป
มาตรา ๑๙ ห้ามมิให้ผู้ซื้อแร่ซื้อแร่จากผู้ทำเหมือง
เว้นแต่เป็นแร่ที่ผู้ทำเหมืองขายตามใบสุทธิแร่
และผู้ซื้อแร่ต้องบันทึกรายการซื้อพร้อมทั้งลงลายมือชื่อกำกับในใบสุทธิแร่
มาตรา ๒๐
ห้ามมิให้ผู้รับใบสุทธิแร่มีแร่ไว้ในครอบครองของตนเองหรือของผู้แทนหรือลูกจ้างเกินโควตาที่ได้รับตามใบสุทธิแร่ในระยะเวลาโควตาหนึ่ง
ๆ เว้นแต่ภายในกำหนดอัตราปริมาณที่รัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีไว้ในครอบครองเกินโควตาได้
มาตรา ๒๑
ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าแร่ที่ผู้ซื้อแร่มีอยู่ในครอบครอง
ถ้าจะให้ส่งออกนอกราชอาณาจักรทั้งหมด
จะกระทบกระเทือนปริมาณแร่ส่งออกนอกราชอาณาจักร รัฐมนตรีอาจสั่งกำหนดอัตราส่วนให้ผู้ซื้อแร่ระงับการส่งแร่ทั้งหมดหรือบางส่วนออกนอกราชอาณาจักรได้
ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าผู้ซื้อแร่สามารถจะส่งแร่ที่มีอยู่ในครอบครองออกนอกราชอาณาจักรได้
แต่ผู้ซื้อแร่ไม่ส่งออกนอกราชอาณาจักรและการกักแร่นั้นจะกระทบกระเทือนปริมาณแร่ที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร
รัฐมนตรีอาจสั่งให้ส่งแร่ทั้งหมดหรือบางส่วนออกนอกราชอาณาจักรได้
มาตรา ๒๒
แร่ที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อการวิเคราะห์แต่ละคราวไม่เกินห้าสิบกรัมไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้
มาตรา ๒๓
อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบสุทธิแร่หรือใบอนุญาตซื้อแร่
เมื่อปรากฏว่าได้มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
หมวด
๒
การส่งแร่เข้ามูลภัณฑ์กันชน
มาตรา ๒๔
ให้เรียกเก็บแร่หรือเงินแทนแร่จากผู้ทำเหมืองหรือผู้ซื้อแร่ซึ่งมิได้ซื้อจากผู้ทำเหมือง
เพื่อส่งเข้ามูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศ ตามอัตราและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่เรียกเก็บแร่หรือเงินแทนแร่เพื่อส่งเข้ามูลภัณฑ์กันชนตามวรรคหนึ่งไม่อาจกระทำได้ตามกำหนดเวลา
ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกู้ยืมเงินเพื่อส่งเข้ามูลภัณฑ์กันชนได้
แล้วให้เรียกเก็บเงินแทนแร่จากผู้ทำเหมืองหรือผู้ซื้อแร่ซึ่งมิได้ซื้อจากผู้ทำเหมือง
โดยรวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วย
ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับในส่วนจำนวนเงินที่รัฐบาลเป็นผู้ส่งเข้ามูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศโดยตรง
มาตรา ๒๕ เมื่อได้เรียกเก็บแร่หรือเงินแทนแร่แล้ว
ให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ออกหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนให้แก่ผู้ทำเหมืองหรือผู้ซื้อแร่ซึ่งมิได้ซื้อจากผู้ทำเหมือง
เพื่อเป็นหลักฐานว่าผู้นั้นมีส่วนในมูลภัณฑ์กันชน
หนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๖ สิทธิเรียกร้องตามหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนอาจโอนหรือจำนำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๗ ถ้าหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนชำรุดในสาระสำคัญ
สูญหายหรือถูกทำลาย
ผู้ถือหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนอาจขอรับใบแทนต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ซึ่งออกหนังสือสำคัญนั้นได้
มาตรา ๒๘
เมื่อรัฐมนตรีประกาศจ่ายเงินส่วนแบ่งอันเป็นผลจากการชำระบัญชีมูลภัณฑ์กันชนแล้ว
ผู้ถือหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนขอรับเงินส่วนแบ่งตามหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนคืนได้
โดยส่งมอบหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่*ซึ่งออกหนังสือสำคัญนั้น
หรือต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่*
หมวด
๓
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๒๙ ผู้ทำเหมืองผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖
หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในใบสุทธิแร่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินสี่เท่าของราคาแร่ในวันกระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ
และจะริบแร่ที่มีอยู่โดยการกระทำความผิดตามมาตรานี้เสียก็ได้
มาตรา ๓๐ ผู้ซื้อแร่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา ๓๑ ผู้รับใบสุทธิแร่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๐
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่เท่าของราคาแร่ในวันกระทำความผิดในส่วนที่เกินจำนวน
และจะริบแร่ที่มีอยู่เกินจำนวนนั้นเสียก็ได้
มาตรา ๓๒
ผู้ซื้อแร่ผู้ใดได้รับคำสั่งของรัฐมนตรีให้ส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักร
ตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง
ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่เท่าของราคาแร่ในวันกระทำความผิดในส่วนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องด้วยพระราชบัญญัติควบคุมแร่ดีบุก พุทธศักราช ๒๔๗๙ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมหรือระงับการควบคุมเกี่ยวกับการผลิต
การซื้อ การขาย และการส่งแร่ดีบุกออกนอกราชอาณาจักรได้ทันท่วงที
ในขณะที่คณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศได้ตกลงให้มีการควบคุมหรือไม่ให้มีการควบคุมโควตาการส่งแร่ดีบุกออกนอกราชอาณาจักร
และบทบัญญัติว่าด้วยการส่งแร่ดีบุกเข้ามูลภัณฑ์กันชนยังไม่รัดกุมเพียงพอ
และบางบทบัญญัติได้นำไปบัญญัติไว้แล้วในกฎหมายว่าด้วยแร่ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมแร่ดีบุกเสียใหม่
*พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕[๒]
มาตรา ๔๕ ในพระราชบัญญัติควบคุมแร่ดีบุก พ.ศ. ๒๕๑๔
ให้แก้ไขคำว่า กรมทรัพยากรธรณี เป็น
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
คำว่า อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็น
อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
และคำว่า ทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ เป็น
เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕
ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่
ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม นั้นแล้ว
และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ
รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่
โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น
เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ
เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว
โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี
ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่
และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว
ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ดวงใจ/แก้ไข
๒๐
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
เนติมา/พัชรินทร์
จัดทำ
๒๘
พฤษภาคม ๒๕๔๖
วศิน/แก้ไข
๑๕
มิถุนายน ๒๕๕๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๘/ตอนที่ ๘๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑ สิงหาคม ๒๕๑๔
[๒]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๙
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).