我的書籤免費註冊

กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2547 หมวด ๑

ข้อ ๓–ข้อ ๗共 5 條

ข้อ ๓

ข้อ ๓ การสืบสวนข้อเท็จจริง หมายถึง การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งผู้มีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ เพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งพฤติการณ์และการกระทำนั้นว่าเกิดขึ้นจากการกระทำของข้าราชการตำรวจผู้ใดหรือข้าราชการตำรวจผู้ซึ่งมีเหตุอันสมควรสงสัยหรือถูกร้องเรียนหรือถูกกล่าวโทษว่าได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ประการใด

ข้อ ๔

ข้อ ๔ ภายใต้บังคับข้อ ๒ กรณีที่ควรทำการสืบสวนข้อเท็จจริง ได้แก่ (๑) ผู้บังคับบัญชามีเหตุอันควรสงสัยว่าข้าราชการตำรวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัย (๒) มีผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยผู้ร้องเรียนนั้นได้แจ้งชื่อและที่อยู่ของตนเองเป็นที่แน่นอน พร้อมทั้งระบุพฤติการณ์แห่งกรณีที่กล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจกระทำผิดวินัยนั้น (๓) ส่วนราชการอื่นหรือหน่วยงานอื่นแจ้งมาให้ทราบว่าข้าราชการตำรวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัยหรือสงสัยว่ากระทำผิดวินัย (๔) มีบัตรสนเท่ห์กล่าวโทษว่าข้าราชการตำรวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัยตามปกติการร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการตำรวจว่ากระทำผิดวินัยในลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ห้ามมิให้รับฟังเว้นแต่บัตรสนเท่ห์นั้นระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐานกรณีแวดล้อม และหรือระบุพยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร ชี้แนะแนวทางเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้ (๕) กรณีปรากฏเป็นข่าวในสื่อสารมวลชนใด ๆ ว่า ข้าราชการตำรวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัย ตามปกติหากไม่มีชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียนกล่าวหาหรือกล่าวโทษห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่ข่าวในสื่อมวลชนนั้นระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กรณีแวดล้อม และหรือระบุพยานบุคคล พยานวัตถุหรือพยานเอกสารชี้แนะแนวทางเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้ (๖) กรณีอื่น ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาหรือจเรตำรวจเห็นควรให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริง

ข้อ ๕

ข้อ ๕ เมื่อมีกรณีตามข้อ ๔ เกิดขึ้น ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับสารวัตรหรือเทียบเท่าขึ้นไปหรือจเรตำรวจดำเนินการสืบสวนด้วยตนเอง หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือจะสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการสืบสวนหรืออาจส่งประเด็นไปให้เจ้าพนักงานอื่นช่วยสืบสวนก็ได้ กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาหรือกล่าวโทษหรือมีเหตุอันควรสงสัยโดยปกติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของข้าราชการตำรวจผู้นั้นพิจารณาดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง เว้นแต่เรื่องที่ร้องเรียนกล่าวหาหรือกล่าวโทษ หรือสงสัยนั้นเป็นเรื่องสำคัญหรือเป็นที่สนใจของประชาชน หรือเป็นกรณีที่ทุจริตเกี่ยวกับเงินจำนวนมาก ให้อยู่ในดุลพินิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะสั่งให้สำนักงานจเรตำรวจหรือส่วนราชการใดหรือผู้ใดดำเนินการสืบสวนก็ได้

ข้อ ๖

ข้อ ๖ เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจได้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสั่งให้ผู้ใดดำเนินการสืบสวนเรื่องหนึ่งเรื่องใดไปแล้ว ห้ามมิให้สั่งให้สืบสวนในเรื่องเดียวกันนั้นอีก ในกรณีที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยหน่วยอื่นซึ่งมิใช่ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาและปรากฏว่าในเรื่องเดียวกันนั้นผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงได้สั่งการให้ดำเนินการสืบสวนเรื่องนั้นอยู่ด้วย ในกรณีเช่นนี้ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจที่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงงดการสืบสวนนั้นแล้วเสนอผู้สั่งแต่งตั้งเพื่อส่งเรื่องที่ดำเนินการไปแล้วให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงเพื่อรวมเรื่องพิจารณาดำเนินการต่อไป

ข้อ ๗

ข้อ ๗ กรณีผู้ร้องเรียนหรือส่วนราชการอื่นหรือหน่วยงานอื่นแจ้งมาตามข้อ ๔ (๒) และ (๓) ให้ผู้บังคับบัญชาที่รับเรื่องดังกล่าวแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องหรือส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้น ๆ ทราบ ทุกกรณีโดยมิชักช้า การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวน

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).