พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ยศตำรวจรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๑๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๒
เป็นปีที่ ๒๔
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยยศตำรวจสภาผู้แทนราษฎร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติยศตำรวจรัฐสภา พ.ศ.
๒๕๑๒
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยศตำรวจสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๔๙๔
มาตรา ๔
ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวดตำรวจรัฐสภา
มีดังต่อไปนี้
พันตำรวจตรี
ร้อยตำรวจเอก
ร้อยตำรวจโท
ร้อยตำรวจตรี
มาตรา ๕
ยศตำรวจชั้นประทวนสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวดตำรวจรัฐสภา
มีดังต่อไปนี้
นายดาบตำรวจ
จ่าสิบตำรวจ
สิบตำรวจเอก
สิบตำรวจโท
สิบตำรวจตรี
มาตรา ๖
การบรรจุข้าราชพลเรือนสามัญในสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา
ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดตำรวจรัฐสภา ผู้บังคับหมู่ตำรวจรัฐสภา และพลตำรวจรัฐสภา
ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
มาตรา ๗
การแต่งตั้งให้มียศเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร
ให้กระทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การแต่งตั้งให้มียศเป็นตำรวจชั้นประทวน
ให้กระทำโดยคำสั่งของประธานรัฐสภา
มาตรา ๘
การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้กระทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นประทวน
ให้กระทำโดยคำสั่งของประธานรัฐสภา
มาตรา ๙
ให้ประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๑
ได้บัญญัติให้มีสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาขึ้นแทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
และได้มีกฎหมายให้โอนข้าราชการในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาแล้ว
จึงสมควรปรับปรุงพระราชบัญญัติยศตำรวจสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๔๙๔ เสียใหม่
วิภา/แก้ไข
วศิน/ตรวจ
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๘๖/ตอนที่ ๘๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑ ตุลาคม ๒๕๑๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).