พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ
พ.ศ. ๒๕๔๒[๑]
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓
ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นปีที่ ๕๔
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓
แห่งพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย
พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ
พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้นไป
มาตรา ๓
ในพระราชกฤษฎีกานี้
ข้าราชการ หมายความว่า
ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
ข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการธุรการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
ข้าราชการรัฐสภาสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา
ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจข้าราชการครูตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู
ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร และข้าราชการประเภทอื่นที่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
โครงการ หมายความว่า
โครงการให้เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ
เงินเดือนเดือนสุดท้าย หมายความว่า
เงินที่ได้รับจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ออกจากราชการ
รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับค่าวิชา และหรือเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะ
และหรือสำหรับประจำตำแหน่งที่ต้องฝ่าอันตรายเป็นปกติ และหรือสำหรับการสู้รบและหรือสำหรับการปราบปรามผู้กระทำความผิด
แต่ไม่รวมถึงเงินเพิ่มอย่างอื่น ๆ ส่วนข้าราชการตำบล ซึ่งกรมตรวจสั่งแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากผู้ว่าจ้าง
เงินเดือนเดือนสุดท้าย หมายความว่า
เงินเดือนที่ผู้ว่าจ้างจ่ายตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตามอัตราเงินเดือนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจเดือนสุดท้ายที่ออกจากราชการ
รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับค่าวิชา และหรือเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะ และหรือสำหรับประจำตำแหน่งที่ต้องฝ่าอันตรายเป็นปกติ
และหรือสำหรับการสู้รบ และหรือสำหรับการปราบปรามผู้กระทำความผิด
แต่ไม่รวมถึงเงินเพิ่มอย่างอื่น ๆ
เวลาราชการ หมายความว่า เวลาราชการที่ข้าราชการรับราชการมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันสุดท้ายที่ได้รับเงินเดือนตามเกณฑ์ละวิธีการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยไม่ให้นับเศษของปี
และไม่รวมถึงเวลาราชการที่มีสิทธิได้นับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เวลาราชการที่เหลือ หมายความว่า เวลาตั้งแต่วันที่ข้าราชการลาออกจากราชการจนถึงวันที่
๓๐ กันยายน ของปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
มาตรา ๔
เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรที่จะให้มีโครงการให้เงินช่วยเหลือข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
ให้กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ
และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป
รายละเอียดของโครงการตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑)
องค์ประกอบของคณะกรรมการโครงการซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้ข้าราชการรายใดเข้าร่วมโครงการ
ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงบประมาณและผู้แทนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องตามจำนวนที่เหมาะสม
(๒) ประมาณการข้าราชการที่จะเข้าร่วมโครงการ
(๓)
หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความจำนงของข้าราชการที่จะเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งกำหนดระยะเวลาการแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการโครงการไปยังข้าราชการ
ซึ่งได้แสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการ
มาตรา ๕
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติรายละเอียดของโครงการตามมาตรา ๔ วรรคสอง
ในปีงบประมาณใด ให้เริ่มใช้โครงการในปีงบประมาณถัดไป
มาตรา ๖
อัตราเงินช่วยเหลือข้าราชการซึ่งลาออกจากราชกรก่อนเกษียณอายุและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้
ส่วนวิธีการเบิกจ่ายนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
มาตรา ๗
ข้าราชการที่จะแสดงความจำนงเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือตามโครงการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑)
มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือมีเวลาราชการตั้งแต่ยี่สิบห้าปีขึ้นไป ทั้งนี้ ให้นับถึงวันที่ ๓๐ กันยายน
ของปีที่ลาออกจากราชการตามโครงการ
(๒) มีเวลาราชการที่เหลือไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่ลาออกจากราชการตามโครงการ
(๓) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ
ถูกสอบสวนหรือสอบหาข้อเท็จจริงทางวินัยหรือพิจารณาโทษทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชกาประเภทนั้น
ๆ หรือเป็นผู้ต้องห้ามในคดีอาญา ซึ่งมิใช่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
(๔)
ไม่เป็นผู้ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องออกจากราชการไม่ว่ากรณีใด ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น
ๆ
มาตรา ๘
ให้ข้าราชการซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุตามโครงการมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนและหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ผู้นั้นรับบำเหน็จ
ให้ได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราเจ็ดเท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย
โดยแบ่งจ่ายเป็นสองงวดในจำนวนเท่ากัน และจ่ายในปีละงวด
(๒) ในกรณีที่ผู้นั้นรับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ
ให้ได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนและหลักเกณฑ์ตาม (๑) รวมทั้งเงินช่วยเหลือรายเดือนผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเรียกโดยย่อว่า
ช.ร.บ.
ซึ่งคำนวณจากอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการที่เหลือหารด้วยห้าสิบ ทั้งนี้ จำนวนเงิน ช.ร.บ. นี้
ต้องไม่สูงกว่าร้อยละยี่สิบของเงินเดือนเดือนสุดท้าย และเมื่อนำไปรวมกับเบี้ยหวัดหรือบำนาญหรือเงินเพิ่มอื่น
ๆ แล้วจะต้องไม่สูงกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้าย
เงินเดือนเดือนสุดท้ายให้หมายความรวมถึงเงินเดือนที่ได้เลื่อนในวันที่
๓๐ กันยายน ของปีที่ลาออกจากราชการตามโครงการด้วย
มาตรา ๙
การจ่าย ช.ร.บ.ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ ช.ร.บ. ให้เบิกจ่ายพร้อมกับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับ ช.ร.บ. ถึงแก่ความตายให้จ่าย
ช.ร.บ. ถึงวันที่ถึงแก่ความตาย โดยให้จ่ายตามส่วนแห่งจำนวนวันที่มีสิทธิได้รับ
และจะนำ ช.ร.บ. ไปรวมกับบำนาญหรือเงินเพิ่มพิเศษอื่น ๆ
ในการคำนวณบำเหน็จตกทอดและเงินช่วยพิเศษไม่ได้
มาตรา ๑๐
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินตามมาตรา ๗ ถึงแก่ความตายก่อนได้รับเงินช่วยเหลอดังกล่าว
ให้จ่ายเงินช่วยเหลือนั้นแก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๑
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือตามมาตรา ๗ ได้กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ
หรือกลับเข้าทำงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำในรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ
หรือองค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน ให้ผู้นั้นหมดสิทธิรับเงินช่วยเหลือตั้งแต่วันที่กลับเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานดังกล่าว
และให้ส่งคืนเงินช่วยเหลือที่ได้รับไว้ทั้งหมดพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำสิบสองเดือนของธนาคารออมสินให้แก่กระทรวงการคลังตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
มาตรา ๑๒
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับ ช.ร.บ. ได้กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการการเมืองและได้เลิกรับบำนาญเพื่อนับเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลัง
ก็ให้ระงับการจ่าย ช.ร.บ. ตั้งแต่วันที่กลับเข้ารับราชการนั้น และเมื่อผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งข้าราชการการเมืองแล้ว
ก็ให้มีสิทธิได้รับ ช.ร.บ. ตามจำนวนที่เคยได้รับต่อไป
มาตรา ๑๓ ผู้ซึ่งรับเบี้ยหวัดเมื่อย้ายประเภทไปเป็นผู้รับบำเหน็จเหตุทดแทนให้ผู้นั้นหมดสิทธิรับ
ช.ร.บ. ตั้งแต่วันที่ย้ายประเภทเป็นต้นไป
มาตรา ๑๔
ผู้ซึ่งรับ ช.ร.บ. ผู้ใดเสียสิทธิรับบำนาญปกติตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
หรือเสียสิทธิรับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ให้ผู้นั้นหมดสิทธิรับ ช.ร.บ.
ตั้งแต่วันเสียสิทธิดังกล่าว
มาตรา ๑๕
ให้โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตข้าราชการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกานี้
และให้ข้าราชการที่ได้แสดงความจำนง โดยขอลาออกจากราชการเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือตามโครงการดังกล่าวและได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ตั้งแต่วันที่
๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป
มาตรา ๑๖
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูประบบราชการ
ซึ่งมีแผนในการปรับอัตรากำลังข้าราชการให้มีขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีมาตรการจูงใจให้ข้าราชการลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ
อันได้แก่เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ
สมควรดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายในการปฏิรูประบบราชการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
จุฑามาศ/ปรับปรุง
๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๙๓ ก/หน้า ๗/๗ ตุลาคม ๒๕๔๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).