พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
พ.ศ. ๒๕๐๓
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๘
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓
เป็นปีที่ ๑๕
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเสียใหม่ให้
เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการ
กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓
มาตรา ๒*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก. ๒๕๐๓/๑๙/๑๒๗/๑๕ มีนาคม ๒๕๐๓]
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร
พ.ศ. ๒๕๐๐
บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วใน
พระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔*
กระทรวงกลาโหมมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและ
รักษาความมั่นคงของราชอาณาจักร
จากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยจัดให้
มีกำลังทหารไว้เพื่อการรบหรือการสงคราม
เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อการ
ปราบปรามการกบฏและการจลาจล เพื่อช่วยการพัฒนาประเทศ
และเพื่อรักษาประโยชน์ของ
ชาติในประการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
การใช้กำลังทหารเพื่อปฏิบัติการตามความในวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่
กระทรวงกลาโหมกำหนด
ราชการกระทรวงกลาโหม ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบ
แบบแผน
*[มาตรา ๔
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๙]
มาตรา ๕
กระทรวงกลาโหมอาจตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือ
บุคคลใดเพื่อกระทำการหรือพิจารณาหรือสอบสวนกรณีใด ๆ
เกี่ยวกับราชการกระทรวง
กลาโหม แล้วรายงานต่อกระทรวงกลาโหมได้
มาตรา ๖*
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกระทรวงกลาโหมและจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงกลาโหมเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ได้
ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม การสั่งหรือการปฏิบัติ
ราชการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหมมอบหมาย
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือมี
แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมหลายคน
ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้ปลัดกระทรวงกลาโหม
มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาต
การอนุมัติและการปฏิบัติราชการประจำแทนรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมได้
อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการปฏิบัติ
หน้าที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย
ระเบียบ
ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด ๆ หรือมติของสภากลาโหม
หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารเรือ
หรือผู้บัญชาการทหารอากาศทำการแทนในนามของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมก็ได้
*[มาตรา ๖
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๖ ทวิ อำนาจในการสั่ง การอนุญาต
การให้อนุมัติหรือการปฏิบัติ
ราชการประจำ ที่ผู้บังคับบัญชาทหารไม่ว่าจะเป็นชั้นใด
ซึ่งรองลงมาจากรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมจะพึงปฏิบัติ หรือดำเนินการตามกฎหมายใด ๆ
จะมอบอำนาจโดยทำเป็น
หนังสือให้ผู้บังคับบัญชาทหารตำแหน่งอื่นทำการแทนในนามของผู้บังคับบัญชาทหาร
ผู้มอบอำนาจก็ได้ ทั้งนี้
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
*[มาตรา ๖ ทวิ เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
๑๕๗ ลงวันที่
๔ มิถุนายน ๒๕๑๕]
มาตรา ๗ ในตำแหน่งประจำใด ๆ
ให้ผู้รักษาราชการ ผู้รักษาราชการแทน
หรือผู้ทำการแทน มีอำนาจและหน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาราชการ
รักษาราชการแทนหรือ
ทำการแทนนั้น ๆ
มาตรา ๘
กระทรวงกลาโหมมีส่วนราชการ ดังนี้
(๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
(๒) สำนักงานปลัดกระทรวง
(๓) กองบัญชาการทหารสูงสุด
มาตรา ๙
สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทาง
การเมือง มีเลขานุการรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
มาตรา ๑๐ สำนักงานปลัดกระทรวง
มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไป
ของกระทรวง มีปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
นอกจากนี้สำนักงานปลัดกระทรวง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนหนึ่งส่วนใด
ของกระทรวงซึ่งมิได้แยกให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการอื่นอีกด้วย
มาตรา ๑๑ กองบัญชาการทหารสูงสุด
มีหน้าที่เตรียมกำลังรบและป้องกัน
ราชอาณาจักร
มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
มาตรา ๑๒
กองบัญชาการทหารสูงสุดอาจตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ
หรือบุคคลใดเพื่อพิจารณาเรื่องใด ๆ
ที่เกี่ยวกับแผนเพื่อรักษาเอกราชและประโยชน์
แห่งประเทศชาติได้
มาตรา ๑๓
กองบัญชาการทหารสูงสุดมีส่วนราชการ ดังนี้
(๑) กองทัพบก
(๒) กองทัพเรือ
(๓) กองทัพอากาศ
(๔) ส่วนราชการอื่น ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๔ กองทัพบก
มีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบกและป้องกันราชอาณา
จักร มีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
มาตรา ๑๕ กองทัพเรือ
มีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพเรือและป้องกัน
ราชอาณาจักร มีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
มาตรา ๑๖ กองทัพอากาศ
มีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพอากาศและป้องกัน
ราชอาณาจักร
มีผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
มาตรา ๑๗*
ให้สำนักงานปลัดกระทรวง กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพ
บก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เป็นนิติบุคคล
*[มาตรา ๑๗
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการจัดระเบียบราชการกระทรวง
กลาโหม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๑๘
การแบ่งส่วนราชการกระทรวงกลาโหมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา
๘
และการแบ่งส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุดตามที่กำหนดไว้ใน (๑) (๒) และ (๓)
ของมาตรา ๑๓
ออกเป็นส่วนราชการส่วนใหญ่ถัดลงไปและการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการ
นั้น ๆ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
การแบ่งส่วนราชการอื่น นอกจากที่กล่าวไว้ในวรรคก่อน และการกำหนด
หน้าที่ของส่วนราชการนั้น ๆ
ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา ๑๙* ให้มี สภากลาโหม ประกอบด้วยสมาชิก ดังต่อไปนี้
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
(๒) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
(๓) ปลัดกระทรวงกลาโหม
(๔) รองปลัดกระทรวงกลาโหม
(๕) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
(๖) รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
(๗) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด
(๘) เสนาธิการทหาร
(๙) รองเสนาธิการทหาร
(๑๐) ผู้บัญชาการทหารบก
(๑๑) รองผู้บัญชาการทหารบก
(๑๒) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
(๑๓) เสนาธิการทหารบก
(๑๔) ผู้บัญชาการทหารเรือ
(๑๕) รองผู้บัญชาการทหารเรือ
(๑๖) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ
(๑๗) เสนาธิการทหารเรือ
(๑๘) ผู้บัญชาการทหารอากาศ
(๑๙) รองผู้บัญชาการทหารอากาศ
(๒๐) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
(๒๑) เสนาธิการทหารอากาศ
(๒๒) นายทหารยศชั้นนายพลขึ้นไป ผู้เคยดำรงตำแหน่งหรือมีความดี
ความชอบในราชการทหารมาแล้ว
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะได้แต่งตั้งจำนวน
ไม่เกินสามนาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเชิญบุคคลอื่นเข้าชี้แจงต่อสภากลาโหม
เฉพาะเรื่องใดก็ได้
*[มาตรา ๑๙
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๐* ในสภากลาโหม ให้
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน
(๒) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธาน
(๓) ผู้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กำหนดเป็นเลขาธิการและรองเลขาธิการ
ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมมากกว่าหนึ่งคน ให้รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงกลาโหมออกคำสั่งแต่งตั้งให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นรอง
ประธานคนที่หนึ่ง รองประธานคนที่สองและรองประธานคนที่สาม
ตามลำดับ
*[มาตรา ๒๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๐ ทวิ* สภากลาโหมมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราช
บัญญัตินี้
*[มาตรา ๒๐ ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวง
กลาโหม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๑*
ในการดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเรื่อง
ต่อไปนี้ ต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหม
(๑) นโยบายการทหารทั่วไป
(๒) นโยบายการระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือราชการทหาร
(๓) นโยบายการปกครองและการบังคับบัญชาภายในกระทรวงกลาโหม
(๔) การพิจารณางบประมาณการทหาร และการแบ่งสรรงบประมาณของ
กระทรวงกลาโหม
(๕) การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหาร
(๖) เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำหนด
*[มาตรา ๒๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๒*
การประชุมสภากลาโหมให้เป็นไปตามคำสั่งของประธานสภา
กลาโหม
หรือเมื่อสมาชิกสภากลาโหมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสภากลาโหมทั้งหมด
ร้องขอให้มีการประชุม
องค์ประชุมสภากลาโหมแต่ละครั้งจะต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า
ครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภากลาโหมทั้งหมด
ประธานสภากลาโหมเป็นประธานของที่ประชุม แต่ถ้าประธานสภากลาโหม
ไม่อยู่ในที่ประชุมให้รองประธานสภากลาโหมเป็นประธานของที่ประชุมแทน
โดยพิจารณาตาม
ลำดับที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๒๐
แต่ถ้าทั้งประธานสภากลาโหมและรองประธานสภา
กลาโหมไม่อยู่ในที่ประชุม
ให้สมาชิกสภากลาโหมซึ่งอาวุโสสูงสุดตามระเบียบแบบแผนของ
กระทรวงกลาโหมทำหน้าที่ประธานของที่ประชุมแทนต่อไปตามลำดับ
*[มาตรา ๒๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๒ ทวิ*
มติของสภากลาโหมนั้น ให้ส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวง
กลาโหมถือปฏิบัติ
*[มาตรา ๒๒ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวง
กลาโหม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๓*
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยความเห็นชอบของสภา
กลาโหมมีอำนาจกำหนดพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งเป็นยุทธบริเวณและหรือเขตภายในได้
*[มาตรา ๒๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๔*
เมื่อปรากฏว่าจะมีการรบหรือสถานะสงคราม หรือได้ประกาศ
ใช้กฎอัยการศึก
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยความเห็นชอบของสภากลาโหม
มีอำนาจกำหนดส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่
ตลอดจนกำหนดอำนาจ
และหน้าที่ของส่วนราชการและเจ้าหน้าที่นั้น ๆ ขึ้นใหม่ได้ตามความเหมาะสม
เมื่อหมดภาวะการรบหรือสถานะสงคราม หรือเลิกใช้กฎอัยการศึกแล้วแต่
กรณี
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยความเห็นชอบของสภากลาโหมพิจารณาสั่งเลิก
ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ
ที่ได้กำหนดและแต่งตั้งขึ้นตามความในมาตรานี้
*[มาตรา ๒๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๒๕
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราช
บัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
ปรับปรุงอำนาจและหน้าที่
ของกระทรวงกลาโหมลงไปให้แน่ชัด
และจัดระเบียบการใช้กำลังทหารให้เหมาะสมกับเหตุ
การณ์ของโลก
พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๐๗
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกระทรวงกลาโหม
ได้ตั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพิ่มขึ้น
และเห็นสมควรให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดนี้เป็นสมาชิกสภากลาโหมด้วยแต่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบ
ราชการกระทรวงกลาโหมที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้มิได้มีระบุไว้ให้ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เป็นสมาชิกสภากลาโหมได้จึงจำต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการ
กระทรวงกลาโหมเสียใหม่
*[รก. ๒๕๐๗/๓๘/๒๘๒/๒๘ เมษายน ๒๕๐๗]
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๕๗ ลงวันที่ ๔ มิถุนายน
พุทธศักราช ๒๕๑๕
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นสมควรให้ผู้บังคับบัญชาทหารไม่ว่าจะเป็น
ชั้นใดซึ่งรองลงมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
มอบอำนาจในการปฏิบัติราชการ หรือ
การดำเนินการตามกฎหมายใด ๆ
ให้ผู้บังคับบัญชาทหารตำแหน่งอื่น ทำการแทนในนามของ
ผู้บังคับบัญชาทหารผู้มอบอำนาจได้
เพื่อให้ปฏิบัติราชการของกระทรวงกลาโหมเป็นผลดี
ยิ่งขึ้น
พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๕๑๙
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ โดยที่ปัจจุบันนี้ ในการทำ
การรบหรือการสงคราม
มิได้มีการใช้กำลังทหารของต่างประเทศเข้าทำการรบหรือการสงคราม
รุกรานกันโดยเปิดเผยตามแบบธรรมเนียมของการสงครามแต่อย่างเดียวอย่างแต่ก่อน
แต่จะ
กระทำการโดยอาศัยการแทรกซึม การบ่อนทำลายและการก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น
ในบ้านเมือง
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม
เสียใหม่ให้สอดคล้องกับวิธีการทำการรบและการสงครามในปัจจุบัน
เพื่อให้กระทรวงกลาโหม
สามารถดำเนินการป้องกันภัยอันเกิดจากการรุกรานของต่างประเทศได้โดยมีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น
และโดยที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.
๒๕๐๓
เกี่ยวกับการรักษาราชการแทนและการมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่เหมาะสม
ตลอดจนขณะนี้ได้มีการยกเลิกตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการไปแล้ว
แต่บทบัญญัติบางมาตรา
แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๐๓
ยังได้อ้างถึงอยู่ สมควร
แก้ไขให้เหมาะสม
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
[รก. ๒๕๑๙/๑๕๖/๒๒พ/๒๔ ธันวาคม ๒๕๑๙]
พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๒๘
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไข
เพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเสียใหม่ให้เป็นไปตาม
หลักการบริหารและเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
[รก. ๒๕๒๘/๑๒๐/๔พ/๕ กันยายน ๒๕๒๘]
ดวงใจ/แก้ไข
๑๘ ก.พ. ๔๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).