我的書籤免費註冊

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2554

子法規・公布 2011-05-27・全 23 條

อารัมภบท

พระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและโอนทรัพย์สินและหนี้สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙๓ ประกอบกับมาตรา ๙๕ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๘๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้ “คณะกรรมการชำระบัญชี” หมายความว่า คณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย “กรรมการชำระบัญชี” หมายความว่า กรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย “สินทรัพย์” หมายความว่า บรรดาสิทธิเรียกร้องและทรัพย์สินทั้งหมดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่คงเหลือหลังวันเลิกดำเนินกิจการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งจำนวนไม่เกินเจ็ดคน เป็นคณะกรรมการชำระบัญชี ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงการคลังอย่างน้อยหนึ่งคน และกรรมการชำระบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งคน และกรรมการชำระบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบัญชี การเงินหรือการคลัง ให้คณะกรรมการชำระบัญชีคัดเลือกกรรมการชำระบัญชีคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการชำระบัญชี คณะกรรมการชำระบัญชีจะแต่งตั้งบุคคลใดทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการชำระบัญชีก็ได้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ การแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีตามมาตรา ๔ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

มาตรา ๖

มาตรา ๖ กรรมการชำระบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) รัฐมนตรีให้ออก (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย (๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๗) เสร็จสิ้นการชำระบัญชี

มาตรา ๗

มาตรา ๗ การประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีต้องมีกรรมการชำระบัญชีมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการชำระบัญชีทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการชำระบัญชีไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการชำระบัญชีเลือกกรรมการชำระบัญชีคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมชั่วคราว การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการชำระบัญชีคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ในกรณียังมิได้แต่งตั้งกรรมการชำระบัญชีแทนกรรมการชำระบัญชีที่ว่างลง ให้กรรมการชำระบัญชีเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เว้นแต่มีกรรมการชำระบัญชีเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของกรรมการชำระบัญชีทั้งหมด

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยจ่ายจากทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๙

มาตรา ๙ คณะกรรมการชำระบัญชีจะต้องชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่สิบสองนับตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ใช้บังคับ หากการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย คณะกรรมการชำระบัญชีต้องทำรายงานผลการชำระบัญชีเสนอรัฐมนตรีเพื่อทราบก่อนครบกำหนดดังกล่าวไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ในกิจการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการชำระบัญชีเป็นผู้แทนคณะกรรมการชำระบัญชี และเพื่อการนี้ประธานกรรมการชำระบัญชีจะมอบอำนาจให้กรรมการชำระบัญชี พนักงาน หรือลูกจ้างของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกระทำกิจการเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะอย่างแทนก็ได้

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่แต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีแล้วเสร็จ คณะกรรมการชำระบัญชีต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) ประกาศโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายจำนวนไม่น้อยกว่าสามฉบับเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวันว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้เลิกดำเนินกิจการแล้ว และให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการชำระบัญชีโดยให้กำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายเสนอคำขอ (๒) ส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายทุก ๆ คนบรรดาที่มีชื่อปรากฏในสมุดบัญชี หรือเอกสารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ติดตาม ทวงถาม รวบรวม และรับเงิน เอกสาร ทรัพย์สิน หรือสิ่งของใด ๆ ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีสิทธิได้รับจากบุคคลอื่น (๒) บอกกล่าว ทวงถาม ใช้สิทธิเรียกร้อง แจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ ว่าต่าง แก้ต่างและดำเนินอรรถคดีทั้งปวงทางศาล หรืออนุญาโตตุลาการ ในนามบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เกี่ยวกับอรรถคดีทั้งปวง โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในการจำหน่ายสิทธิของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ หรือฎีกาหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ (๓) ดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามสัญญา ข้อตกลงหรือภาระผูกพันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีอยู่ต่อบุคคลภายนอก (๔) ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาระติดพัน ค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการชำระบัญชีตามลำดับก่อนหนี้สินรายอื่น (๕) นำเงินเท่าจำนวนซึ่งต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่มิได้ขอรับชำระหนี้ ไปวางชำระหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ (๖) จัดหา ซื้อ เช่า อาคารสถานที่ พาหนะ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (๗) ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง หรือผู้จำนำ ทั้งที่มิได้ปรับโครงสร้างหนี้ หรือที่ปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว ทั้งนี้ โดยการลดเงินต้น ดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาที่จะคำนวณดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ แปลงหนี้ของลูกหนี้เป็นทุนในกิจการของลูกหนี้ รับโอนทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนองหรือผู้จำนำ เพื่อชำระหนี้ (๘) ว่าจ้างบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการชำระบัญชีมอบหมาย เพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (๙) ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙

มาตรา ๕๐

มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีมีอำนาจกันเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการชำระบัญชีกำหนด ก่อนการคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนกับสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่โอนสินทรัพย์ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือบุคคลซึ่งเป็นหรือเคยเป็นกรรมการ กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้างและผู้ปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งถูกฟ้องและดำเนินคดีตามมาตรา ๑๘ ด้วย เงินซึ่งกันสำรองไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้นำไปคำนวณและแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนกับสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่โอนสินทรัพย์ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ในการคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับเสร็จการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

附則

มาตรา ๑๔附則

มาตรา ๑๔ บรรดาอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย คณะกรรมการบริหาร หรือกรรมการผู้จัดการ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามที่ประกาศ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์หรือคำสั่งใด ๆ ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนดไว้ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณา วินิจฉัย ชี้ขาด หรือกระทำการดังกล่าวแทน

มาตรา ๑๕附則

มาตรา ๑๕ ให้นำบทบัญญัติหมวด ๕ ลักษณะ ๒๒ ในบรรพ ๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีโดยอนุโลม

มาตรา ๑๖附則

มาตรา ๑๖ ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย การขายสินทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเป็นคดีอยู่ในศาล โดยให้ผู้ซื้อเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๑๗附則

มาตรา ๑๗ ในระหว่างการชำระบัญชี ถ้าต้องมีการโอนทรัพย์สินใด ๆ หรือต้องดำเนินการตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และกรณีนั้นได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือกฎหมายอื่น ให้ยังคงได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรตามกฎหมายดังกล่าวต่อไป

มาตรา ๑๘附則

มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีให้ความช่วยเหลือบุคคลซึ่งเป็นหรือเคยเป็นกรรมการกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งถูกฟ้องและดำเนินคดีด้วยเหตุอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยสุจริต การให้ความช่วยเหลือตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกันตัวชั่วคราว ค่าจ้างทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี การประสานงานกับผู้ซื้อหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการต่อสู้คดี ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าที่บุคคลตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิได้รับอยู่ก่อนวันเลิกดำเนินกิจการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ใช้บังคับกับคณะกรรมการชำระบัญชี พนักงาน และลูกจ้างที่ดำเนินการชำระบัญชีด้วย

มาตรา ๑๙附則

มาตรา ๑๙ เมื่อเสร็จการชำระบัญชีแล้วให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอรายงานการชำระบัญชีต่อรัฐมนตรีภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จการชำระบัญชีเพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ให้ถือว่าวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี (๒) ให้โอนทรัพย์สินที่คงเหลือให้แก่กระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี (๓) มอบสมุด บัญชี และเอกสารทั้งหมดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยให้แก่กระทรวงการคลัง ภายในสิบสี่วันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี

มาตรา ๒๐附則

มาตรา ๒๐ ให้กระทรวงการคลังเก็บรักษาสมุด บัญชี และเอกสารทั้งหมดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้สิบปีนับแต่วันรับมอบเอกสารดังกล่าว

มาตรา ๒๑附則

มาตรา ๒๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๙๕ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ บัญญัติให้ยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อสิ้นปีที่สิบนับแต่วันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับ และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่สิบสองนับแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ โดยให้นำมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยอนุโลม และโดยที่มาตรา ๙๓ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้กำหนดให้การแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชี วิธีการชำระบัญชี ระยะเวลาการชำระบัญชี เงื่อนไขในการโอนทรัพย์สินและหนี้สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และเงื่อนไขอื่นใดที่จำเป็นให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ปริยานุช/ผู้จัดทำ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณัฐวดี/ตรวจ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๔๒ ก/หน้า ๕๔/๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

接下來可以查