法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
14
มาตรา อารัมภบท

พระราชกฤษฎีกา

พระราชกฤษฎีกา

ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๕๔

ภูมิพลอดุลยเดช

ป.ร.

ให้ไว้ ณ

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

เป็นปีที่ ๖๖

ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและโอนทรัพย์สินและหนี้สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

และมาตรา ๙๓ ประกอบกับมาตรา ๙๕ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๘๔

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑]

พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้

“คณะกรรมการชำระบัญชี” หมายความว่า

คณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

“กรรมการชำระบัญชี” หมายความว่า

กรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

“สินทรัพย์” หมายความว่า

บรรดาสิทธิเรียกร้องและทรัพย์สินทั้งหมดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่คงเหลือหลังวันเลิกดำเนินกิจการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

“รัฐมนตรี” หมายความว่า

รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งจำนวนไม่เกินเจ็ดคน

เป็นคณะกรรมการชำระบัญชี ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงการคลังอย่างน้อยหนึ่งคน

และกรรมการชำระบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งคน

และกรรมการชำระบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบัญชี

การเงินหรือการคลัง

ให้คณะกรรมการชำระบัญชีคัดเลือกกรรมการชำระบัญชีคนหนึ่ง

เป็นประธานกรรมการชำระบัญชี

คณะกรรมการชำระบัญชีจะแต่งตั้งบุคคลใดทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการชำระบัญชีก็ได้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ การแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีตามมาตรา ๔

ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

มาตรา ๖

มาตรา ๖ กรรมการชำระบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) รัฐมนตรีให้ออก

(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๗) เสร็จสิ้นการชำระบัญชี

มาตรา ๗

มาตรา ๗ การประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีต้องมีกรรมการชำระบัญชีมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการชำระบัญชีทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ถ้าประธานกรรมการชำระบัญชีไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการชำระบัญชีเลือกกรรมการชำระบัญชีคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมชั่วคราว

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการชำระบัญชีคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ในกรณียังมิได้แต่งตั้งกรรมการชำระบัญชีแทนกรรมการชำระบัญชีที่ว่างลง

ให้กรรมการชำระบัญชีเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

เว้นแต่มีกรรมการชำระบัญชีเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของกรรมการชำระบัญชีทั้งหมด

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยจ่ายจากทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๙

มาตรา ๙ คณะกรรมการชำระบัญชีจะต้องชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่สิบสองนับตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ ใช้บังคับ

หากการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

คณะกรรมการชำระบัญชีต้องทำรายงานผลการชำระบัญชีเสนอรัฐมนตรีเพื่อทราบก่อนครบกำหนดดังกล่าวไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ในกิจการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการชำระบัญชีเป็นผู้แทนคณะกรรมการชำระบัญชี

และเพื่อการนี้ประธานกรรมการชำระบัญชีจะมอบอำนาจให้กรรมการชำระบัญชี พนักงาน

หรือลูกจ้างของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกระทำกิจการเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะอย่างแทนก็ได้

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่แต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีแล้วเสร็จ

คณะกรรมการชำระบัญชีต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ประกาศโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายจำนวนไม่น้อยกว่าสามฉบับเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวันว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้เลิกดำเนินกิจการแล้ว

และให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการชำระบัญชีโดยให้กำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายเสนอคำขอ

(๒)

ส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายทุก ๆ คนบรรดาที่มีชื่อปรากฏในสมุดบัญชี

หรือเอกสารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีมีอำนาจและหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(๑) ติดตาม ทวงถาม รวบรวม และรับเงิน เอกสาร ทรัพย์สิน หรือสิ่งของใด

ๆ ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีสิทธิได้รับจากบุคคลอื่น

(๒) บอกกล่าว ทวงถาม ใช้สิทธิเรียกร้อง แจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ

ว่าต่าง แก้ต่างและดำเนินอรรถคดีทั้งปวงทางศาล หรืออนุญาโตตุลาการ

ในนามบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เกี่ยวกับอรรถคดีทั้งปวง

โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในการจำหน่ายสิทธิของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ

การมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์

หรือฎีกาหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่

(๓) ดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามสัญญา

ข้อตกลงหรือภาระผูกพันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีอยู่ต่อบุคคลภายนอก

(๔) ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาระติดพัน ค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ที่เกิดขึ้นในการชำระบัญชีตามลำดับก่อนหนี้สินรายอื่น

(๕)

นำเงินเท่าจำนวนซึ่งต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่มิได้ขอรับชำระหนี้

ไปวางชำระหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้

(๖) จัดหา ซื้อ เช่า อาคารสถานที่ พาหนะ วัสดุอุปกรณ์

เครื่องใช้สำนักงาน รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

(๗) ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง

หรือผู้จำนำ ทั้งที่มิได้ปรับโครงสร้างหนี้ หรือที่ปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว

ทั้งนี้ โดยการลดเงินต้น ดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาที่จะคำนวณดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระหนี้

แปลงหนี้ของลูกหนี้เป็นทุนในกิจการของลูกหนี้

รับโอนทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนองหรือผู้จำนำ

เพื่อชำระหนี้

(๘) ว่าจ้างบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการชำระบัญชีมอบหมาย

เพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

(๙) ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙

มาตรา ๕๐

มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

ให้คณะกรรมการชำระบัญชีมีอำนาจกันเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการชำระบัญชีกำหนด

ก่อนการคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนกับสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่โอนสินทรัพย์ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือบุคคลซึ่งเป็นหรือเคยเป็นกรรมการ

กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้างและผู้ปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ซึ่งถูกฟ้องและดำเนินคดีตามมาตรา ๑๘ ด้วย

เงินซึ่งกันสำรองไว้ตามวรรคหนึ่ง

ให้นำไปคำนวณและแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนกับสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่โอนสินทรัพย์ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ในการคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับเสร็จการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ บรรดาอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

คณะกรรมการบริหาร หรือกรรมการผู้จัดการ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ตามที่ประกาศ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์หรือคำสั่งใด ๆ

ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนดไว้

ให้คณะกรรมการชำระบัญชีเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณา วินิจฉัย ชี้ขาด

หรือกระทำการดังกล่าวแทน

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ให้นำบทบัญญัติหมวด ๕ ลักษณะ ๒๒ ในบรรพ ๓

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีโดยอนุโลม

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ

ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ

หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย

การขายสินทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง

ให้รวมถึงสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเป็นคดีอยู่ในศาล

โดยให้ผู้ซื้อเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ในระหว่างการชำระบัญชี

ถ้าต้องมีการโอนทรัพย์สินใด ๆ หรือต้องดำเนินการตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

และกรณีนั้นได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือกฎหมายอื่น

ให้ยังคงได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรตามกฎหมายดังกล่าวต่อไป

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีให้ความช่วยเหลือบุคคลซึ่งเป็นหรือเคยเป็นกรรมการกรรมการบริหาร

กรรมการผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งถูกฟ้องและดำเนินคดีด้วยเหตุอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงาน

หรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยสุจริต

การให้ความช่วยเหลือตามวรรคหนึ่ง

ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกันตัวชั่วคราว ค่าจ้างทนายความ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

การประสานงานกับผู้ซื้อหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารหลักฐานต่าง ๆ

ที่จำเป็นต้องใช้ในการต่อสู้คดี ทั้งนี้

การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าที่บุคคลตามวรรคหนึ่ง

มีสิทธิได้รับอยู่ก่อนวันเลิกดำเนินกิจการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ใช้บังคับกับคณะกรรมการชำระบัญชี

พนักงาน และลูกจ้างที่ดำเนินการชำระบัญชีด้วย

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ เมื่อเสร็จการชำระบัญชีแล้วให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการ

ดังต่อไปนี้

(๑)

เสนอรายงานการชำระบัญชีต่อรัฐมนตรีภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จการชำระบัญชีเพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรี

และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้

ให้ถือว่าวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี

(๒)

ให้โอนทรัพย์สินที่คงเหลือให้แก่กระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี

(๓) มอบสมุด บัญชี

และเอกสารทั้งหมดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยให้แก่กระทรวงการคลัง ภายในสิบสี่วันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ให้กระทรวงการคลังเก็บรักษาสมุด

บัญชี

และเอกสารทั้งหมดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้สิบปีนับแต่วันรับมอบเอกสารดังกล่าว

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อภิสิทธิ์

เวชชาชีวะ

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๙๕

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

บัญญัติให้ยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อสิ้นปีที่สิบนับแต่วันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับ

และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่สิบสองนับแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ

โดยให้นำมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยอนุโลม

และโดยที่มาตรา ๙๓ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้กำหนดให้การแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชี

วิธีการชำระบัญชี ระยะเวลาการชำระบัญชี

เงื่อนไขในการโอนทรัพย์สินและหนี้สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

และเงื่อนไขอื่นใดที่จำเป็นให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๓๑ พฤษภาคม

๒๕๕๔

ณัฐวดี/ตรวจ

๓๑ พฤษภาคม

๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๔๒ ก/หน้า ๕๔/๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔

14 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_51aea3642e991881

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com