มาตรา ๑๒ ให้คณะกรรมการชำระบัญชีมีอำนาจและหน้าที่
ดังต่อไปนี้
(๑) ติดตาม ทวงถาม รวบรวม และรับเงิน เอกสาร ทรัพย์สิน หรือสิ่งของใด
ๆ ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีสิทธิได้รับจากบุคคลอื่น
(๒) บอกกล่าว ทวงถาม ใช้สิทธิเรียกร้อง แจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ
ว่าต่าง แก้ต่างและดำเนินอรรถคดีทั้งปวงทางศาล หรืออนุญาโตตุลาการ
ในนามบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เกี่ยวกับอรรถคดีทั้งปวง
โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในการจำหน่ายสิทธิของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ
การมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์
หรือฎีกาหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่
(๓) ดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามสัญญา
ข้อตกลงหรือภาระผูกพันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีอยู่ต่อบุคคลภายนอก
(๔) ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาระติดพัน ค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในการชำระบัญชีตามลำดับก่อนหนี้สินรายอื่น
(๕)
นำเงินเท่าจำนวนซึ่งต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่มิได้ขอรับชำระหนี้
ไปวางชำระหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้
(๖) จัดหา ซื้อ เช่า อาคารสถานที่ พาหนะ วัสดุอุปกรณ์
เครื่องใช้สำนักงาน รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
(๗) ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง
หรือผู้จำนำ ทั้งที่มิได้ปรับโครงสร้างหนี้ หรือที่ปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว
ทั้งนี้ โดยการลดเงินต้น ดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาที่จะคำนวณดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระหนี้
แปลงหนี้ของลูกหนี้เป็นทุนในกิจการของลูกหนี้
รับโอนทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนองหรือผู้จำนำ
เพื่อชำระหนี้
(๘) ว่าจ้างบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการชำระบัญชีมอบหมาย
เพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
(๙) ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย