พระราชกฤษฎีกา
จัดตั้งเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พ.ศ. ๒๕๔๐
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นปีที่ ๕๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสุขาภิบาลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขึ้นเป็นเทศบาลตำบล
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๕๓๘ มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. ๒๔๙๕ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้จัดตั้งสุขาภิบาลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขึ้นเป็นเทศบาลตำบล มีชื่อว่า เทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
มาตรา ๔ ให้กำหนดเขตเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไว้ดังนี้
หลักเขตที่ ๑ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของคลองข้าวผอก เป็นเส้นตั้งฉากกับคลองข้าวผอกที่จุดซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางคลองเจ้าเจ็ดบริเวณสะพานโรงเรียนวัดเจ้าเจ็ดนอก เป็นแนวตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะ ๓,๐๕๐ เมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ระยะ ๖๐๐ เมตร
ทิศเหนือ
ตั้งแต่หลักเขตที่ ๑ ข้ามคลองข้าวผอกเป็นแนวตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึงหลักเขตที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งใต้ของคลองวัวเหนือ และห่างจากหลักเขตที่ ๑ ระยะ ๑,๖๙๐ เมตร
จากหลักเขตที่ ๒ เลียบริมคลองวัวเหนือฝั่งใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ถึงหลักเขตที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ตรงที่คลองวัวเหนือ บรรจบกับคลองส่งน้ำชลประทานเจ้าเจ็ด - ผักไห่
ทิศตะวันออก
จากหลักเขตที่ ๓ เลียบริมคลองส่งน้ำชลประทานเจ้าเจ็ด - ผักไห่ ฝั่งตะวันออก ไปทางทิศใต้ ถึงหลักเขตที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดที่คลองชลประทานเจ้าเจ็ด - ผักไห่ บรรจบกับคลองเจ้าเจ็ด
จากหลักเขตที่ ๔ ตรงไปทางทิศใต้ข้ามคลองเจ้าเจ็ด ไปทางทิศใต้ผ่านถนนเสนา - บางซ้าย และไปถึงคลองลัดซึ่งเป็นหลักเขตที่ ๕ ที่ตั้งอยู่ตรงฝั่งใต้ของคลองลัด ซึ่งอยู่ห่างจากหลักเขตที่ ๔ ระยะ ๙๐๐ เมตร
จากหลักเขตที่ ๕ เลียบริมคลองลัดฝั่งใต้ไปทางทิศตะวันตก ระยะประมาณ ๔๐๐ เมตร ข้ามลำรางซึ่งแยกมาจากคลองลัด เลียบริมลำรางฝั่งตะวันตกไปทางทิศใต้ ถึงหลักเขตที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดที่ลำรางบรรจบกับคลองลัด ระยะ ๙๒๐ เมตร
ทิศใต้
จากหลักเขตที่ ๖ ตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ข้ามคลองสานตัดผ่านด้านเหนือของประตูระบายน้ำ ถึงหลักเขตที่ ๗ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหลักเขตที่ ๖ ระยะ ๒,๘๐๐ เมตร
ทิศตะวันตก
จากหลักเขตที่ ๗ เป็นแนวตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ข้ามคลองหนองบัวและคลองบ้านใหม่ ถึงหลักเขตที่ ๘ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งใต้ของคลองเจ้าเจ็ด ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และห่างจากหลักเขตที่ ๗ ระยะ ๒,๘๔๐ เมตร จากหลักเขตที่ ๘ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนบรรจบหลักเขตที่ ๑
ดังปรากฏตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
ตามเส้นแนวเขตที่กล่าวไว้ในมาตรานี้ ให้มีหลักย่อยปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตตามสมควร
มาตรา ๕ ในระหว่างดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งกรรมการสุขาภิบาลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพ้นจากตำแหน่งในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่เห็นสมควรมีจำนวนเท่ากับจำนวนคณะเทศมนตรีเทศบาลตำบลตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ เพื่อดำเนินกิจการในหน้าที่ของคณะเทศมนตรีไปพลางก่อน จนกว่าคณะเทศมนตรีที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ เข้ารับหน้าที่
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑. แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๔๐
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากสุขาภิบาลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสภาพอันสมควรยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ปกครองดูแลและทำนุบำรุงท้องถิ่นของตนตามระบบเทศบาล จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
สุภาพร/พิมพ์
๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๖
สุภาพร/แก้ไข
๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๖
ปิติวรรณ/ปรับปรุง
๘ เมษายน ๒๕๖๓
อรญา/ตรวจ
๙ มิถุนายน ๒๕๖๓
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๓๖ ก/หน้า ๑๐/๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).