กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง
เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๗[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๑๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้
สมาคมนายจ้าง หมายความว่า สมาคมนายจ้างซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงาน
สหภาพแรงงาน หมายความว่า สหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงาน
ประธานกรรมการ หมายความว่า ประธานกรรมการตรวจคะแนน
อธิบดี หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมาย
การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ข้อ ๓ ให้สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัด เสนอชื่อผู้แทนซึ่งสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานคัดเลือกเข้ารับเลือกตั้งเพื่อจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างหรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างในศาลแรงงานนั้น แล้วแต่กรณี ต่ออธิบดีได้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนดสำหรับการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
ข้อ ๔ ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสมาคมนายจ้าง ให้อธิบดีเรียกประชุมผู้แทนฝ่ายนายจ้างของสถานประกอบกิจการทุกแห่งซึ่งอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป โดยให้นายจ้างของสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้แห่งละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าวเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสหภาพแรงงาน ให้อธิบดีเรียกประชุมผู้แทนฝ่ายลูกจ้างของสถานประกอบกิจการทุกแห่งซึ่งอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป โดยให้ลูกจ้างของสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งเลือกผู้แทนส่งมาร่วมประชุมได้แห่งละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าวเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ข้อ ๕ ให้อธิบดีดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบแล้วแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าวให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวทราบ
ในกรณีที่อธิบดีแจ้งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามและไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ในกรณีนี้ให้ถือว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นที่สุด
(๒) เสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าสมัครรับเลือกตั้งแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิมได้อีกครั้งหนึ่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ในกรณีนี้ให้อธิบดีดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และถ้าอธิบดีแจ้งว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามและไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยให้นำความในวรรคสอง (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การเตรียมการเลือกตั้ง
ข้อ ๖ เมื่ออธิบดีได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเสร็จแล้ว ให้อธิบดีประกาศกำหนดวันเวลาเปิดและปิดลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และสถานที่ทำการเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบโดยไม่ชักช้า
ข้อ ๗ ให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานแจ้งชื่อผู้แทนคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นกรรมการสมาคมนายจ้างหรือกรรมการสหภาพแรงงานนั้น แล้วแต่กรณี เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างหรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ต่ออธิบดีก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน
ในกรณีที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในเขตศาลแรงงานใด ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามข้อ ๔ เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ข้อ ๘ ให้อธิบดีเตรียมการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำบัญชีรายชื่อ หมายเลขประจำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๒) จัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งดังนี้
(ก) บัตรเลือกตั้ง
(ข) หีบบัตรเลือกตั้ง
(ค) เครื่องเขียน
(ง) กระดานดำ กระดาษหรืออุปกรณ์อย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันเพื่อใช้ในการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
การดำเนินการเลือกตั้ง
ข้อ ๙ ให้อธิบดีแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจคะแนนประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อยสี่คนและเจ้าหน้าที่คะแนนอย่างน้อยหนึ่งคน
ให้อธิบดีแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจคะแนนอีกหนึ่งคนจากข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรรมการตรวจคะแนนอื่นจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น
ในกรณีที่มีกรรมการตรวจคะแนนไม่ถึงสี่คน ให้เจ้าหน้าที่คะแนนกระทำการในหน้าที่กรรมการตรวจคะแนนด้วย
ข้อ ๑๐ คณะกรรมการตรวจคะแนนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดระเบียบและควบคุมดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งต้องมิให้ผู้ใดเข้าไปในที่เลือกตั้ง เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือผู้ที่จะเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๒) ตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อ่านชื่อ และหมายเหตุลงในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๓) ส่งบัตรเลือกตั้งให้กับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๔) จัดระเบียบในการเข้าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์และยุติธรรม
(๕) รับบัตรเลือกตั้งที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทำเครื่องหมายเสร็จแล้วนำมาส่งให้ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้ง
(๖) พิจารณาตัดสิทธิลงคะแนนเสียงของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ไม่ปฏิบัติตามข้อ ๑๗ หรือฝ่าฝืนข้อ ๑๘
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการตรวจคะแนนจะมอบหมายให้กรรมการตรวจคะแนนคนใดคนหนึ่งทำการแทนก็ได้
ข้อ ๑๑ เจ้าหน้าที่คะแนนมีหน้าที่คอยสับเปลี่ยนช่วยเหลือกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมิได้กำหนดว่ากรรมการตรวจคะแนนต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะ โดยให้อยู่ในความควบคุมและรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจคะแนน
ข้อ ๑๒ การลงมติวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการตรวจคะแนนคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๑๓ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีทำเครื่องหมายกากบาทด้วยปากกาลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งให้ตรงกับหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนต้องการเลือก
ข้อ ๑๔ เมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ประธานกรรมการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซึ่งอยู่ ณ ที่เลือกตั้งเพื่อแสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งหรือสิ่งใดในหีบบัตรเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการตรวจคะแนนบันทึกการเปิดและปิดหีบบัตรเลือกตั้ง โดยให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ในที่เลือกตั้งในขณะนั้นลงลายมือชื่อในบันทึกนั้นด้วย
ข้อ ๑๕ ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะลงคะแนนไปแสดงตนต่อกรรมการตรวจคะแนน โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้ แล้วให้กรรมการตรวจคะแนนตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและจดแจ้งหมายเหตุในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งว่าผู้นั้นมาใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว พร้อมทั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้ผู้นั้นหนึ่งชุด
บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุแล้วให้ใช้แสดงตนตามวรรคหนึ่งได้
ให้กรรมการตรวจคะแนน ยกเว้นประธานกรรมการและกรรมการตรวจคะแนนซึ่งเป็นข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มาแสดงตนนั้นไม่ใช่เป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้นั้นมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่ คำชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้เป็นที่สุด คณะกรรมการตรวจคะแนนต้องบันทึกคำวินิจฉัยและลงลายมือชื่อไว้ด้วย
ข้อ ๑๖ ในกรณีที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้กรรมการตรวจคะแนนจดหมายเลขของบัตรประจำตัวประชาชนและสถานที่ออกบัตรลงในบัญชีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใช้บัตรหรือหลักฐานอื่นเพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้กรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง และให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้นั้นลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นหลักฐานเพิ่มขึ้นด้วย
ข้อ ๑๗ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคนหนึ่งจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ไม่เกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่ประธานศาลฎีกากำหนดในแต่ละศาลแรงงาน
เมื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้รับบัตรเลือกตั้งแล้ว ให้ไปยังคูหาลงคะแนนที่ว่างคราวละหนึ่งคนเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเมื่อได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วให้พับบัตรเลือกตั้งแล้วนำบัตรเลือกตั้งนั้นไปมอบให้กรรมการตรวจคะแนนเพื่อหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้นลงในหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แล้วออกไปจากที่เลือกตั้ง ทั้งนี้ ต้องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร
ข้อ ๑๘ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะนำเอกสาร รวมทั้งวัตถุใด ๆ ซึ่งระบุรายชื่อหรือหมายเลขประจำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือใช้เครื่องมือสื่อสารใดในขณะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
การตรวจและการรวมคะแนน
ข้อ ๑๙ เมื่อปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนนับคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จ ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนประกาศผลของการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งนั้น และให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดตามลำดับจนครบจำนวนที่กำหนดไว้แล้วมอบให้อธิบดีโดยเร็ว
ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่ากันในลำดับสุดท้ายทำให้จำนวนผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่กำหนดไว้ ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนดำเนินการจับสลากระหว่างผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับสุดท้ายโดยเปิดเผย เพื่อให้ได้จำนวนผู้พิพากษาสมทบเท่าที่กำหนด
ข้อ ๒๐ เมื่อการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเก็บบัตรเลือกตั้งที่ใช้นับคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วใส่ซองปิดผนึกโดยลงลายมือชื่อคณะกรรมการตรวจคะแนนกำกับไว้บนซอง และแยกเก็บบัตรเสียไว้ต่างหาก แล้วมอบให้อธิบดีพร้อมกับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว อธิบดีจะทำลายบัตรเลือกตั้งและเอกสารอื่นได้เมื่อพ้นระยะเวลาคัดค้านการเลือกตั้งตามข้อ ๒๓ แล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ข้อ ๒๑ บัตรเลือกตั้งต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย
(๑) บัตรปลอม
(๒) บัตรที่ทำเครื่องหมายนอกช่องทำเครื่องหมาย
(๓) บัตรที่มีเครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
(๔) บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด
(๕) บัตรที่มิใช่บัตรซึ่งกรรมการตรวจคะแนนมอบให้
(๖) บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมาย
(๗) บัตรที่ปรากฏว่าได้พับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งบัตร
(๘) บัตรที่ทำเครื่องหมายเกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่กำหนด
บัตรดังกล่าวให้กรรมการตรวจคะแนนสลักหลังว่า เสีย และต้องมีกรรมการตรวจคะแนนสามคนลงลายมือชื่อกำกับไว้
ภายใต้บังคับข้อ ๒๒ ในการนับคะแนน หากปรากฏว่ามีบัตรเสียให้แยกบัตรเสียออกไว้เป็นส่วนหนึ่ง และห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด
ข้อ ๒๒ ในกรณีบัตรเสียที่มีลักษณะตามข้อ ๒๑ (๒) (๓) หรือ (๔) ให้ถือว่าเป็นบัตรเสียเฉพาะเครื่องหมายที่ทำนอกช่องทำเครื่องหมาย เครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท หรือเครื่องหมายที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด
การคัดค้านการเลือกตั้ง
ข้อ ๒๓ เมื่อคณะกรรมการตรวจคะแนนประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งเห็นว่า การที่บุคคลได้รับการเลือกตั้งเพื่อจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบเป็นไปโดยมิชอบ ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่ออธิบดีภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
ในกรณีที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในเขตศาลแรงงานใด ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามข้อ ๔ มีสิทธิเช่นเดียวกับสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานตามวรรคหนึ่ง
เมื่ออธิบดีได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้พิจารณาดำเนินการโดยไม่ชักช้า คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด
การเลือกตั้งเพิ่ม
ข้อ ๒๔ ในกรณีที่ผลการเลือกตั้งไม่ได้จำนวนผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบครบจำนวนที่ประธานศาลฎีกากำหนดสำหรับศาลแรงงานใด ให้อธิบดีดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบสำหรับศาลแรงงานนั้นเพิ่มเติมให้ครบจำนวนที่กำหนดไว้ และให้นำความในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ และหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
อุไรวรรณ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเพื่อจะเสนอให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงานซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน และการคัดเลือกผู้แทนซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน ตลอดจนการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจคะแนน อันจะทำให้กระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวมีความยุติธรรมและเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ภิรมย์พร/ผู้จัดทำ
๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔
กวินทราดา/ผู้ตรวจ
๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
นนทพล/ปรับปรุง
๑๖ มกราคม ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๕๒ ก/หน้า ๑/๗ กันยายน ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).