พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการ
กรมราชองครักษ์
กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๕๕
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ
วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕
เป็นปีที่ ๖๗
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมการแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกรมราชองครักษ์
กระทรวงกลาโหม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกรมราชองครักษ์
กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๕) ของมาตรา ๓
แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกรมราชองครักษ์
กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๒
(๕) สำนักงานกิจการพิเศษ
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา
๗/๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกรมราชองครักษ์
กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๒
มาตรา ๗/๑ สำนักงานกิจการพิเศษ มีหน้าที่วางแผน
อำนวยการ
ประสานงานและปฏิบัติการเกี่ยวกับงานกิจการพิเศษตามพระราชกระแสหรือพระราชประสงค์เพื่อสนับสนุนในการรักษาความปลอดภัย
สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
มีผู้อำนวยการสำนักงานกิจการพิเศษเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์
ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสำนักงานกิจการพิเศษเป็นส่วนราชการขึ้นตรงต่อกรมราชองครักษ์
กระทรวงกลาโหม
เพื่อให้รองรับกับภารกิจของกรมราชองครักษ์ที่เพิ่มมากขึ้นตามพระราชกระแสหรือพระราชประสงค์
อันเป็นการสนับสนุนในการรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี
พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์
และพระราชอาคันตุกะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๑๕ พฤศจิกายน
๒๕๕๕
ชาญ/ผู้ตรวจ
๒๐ พฤศจิกายน
๒๕๕๕
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๙/ตอนที่ ๑๐๖ ก/หน้า ๔/๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).