ประกาศกระทรวงการคลัง
ประกาศกระทรวงการคลัง
ออกตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศกระทรงการคลังออกตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติ
การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕
(๒) ประกาศกระทรวงการคลังออกตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติ
การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๐ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๕๓๐
ข้อ ๒ สาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคาร
พาณิชย์ตามมาตรา ๖ ต้องดำรงสินทรัพย์ไว้ในประเทศไทยเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า ๑๒๕ ล้านบาท
ข้อ ๓ สินทรัพย์ที่สาขาของธนาคารต่างประเทศต้องดำรงตามข้อ ๒ มีดังนี้
(๑) เงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์รัฐบาลไทย พันธบัตร
ธนาคารแห่งประเทศไทย
(๒) หุ้น หุ้นกู้ หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยธนาคารเพื่อการเกษตร
และสหกรณ์การเกษตร หรือบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(๓) หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน
ต้นเงินและดอกเบี้ย
(๔) หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยองค์การของรัฐหรือ
รัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือรัฐวิสาหกิจอื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบ
(๕) อสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจหรือสำหรับพนักงาน
และลูกจ้าง โดยหักค่าเสื่อมราคาตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบ
ข้อ ๔ ในการดำรงสินทรัพย์ตามข้อ ๓ สาขาของธนาคารต่างประเทศต้องปฏิบัติ
ตามวิธีการและเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) สินทรัพย์ที่ดำรงต้องปราศจากภาระผูกพัน
(๒) สินทรัพย์ที่ดำรงต้องเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากสินทรัพย์สภาพคล่องซึ่งต้อง
ดำรงไว้ตามมาตรา ๑๑ ตรี
(๓) สำหรับสินทรัพย์ตามข้อ ๓ (๑) - (๔) ให้คำนวณมูลค่าสินทรัพย์โดยถือ
ตามราคาที่ตราไว้หรือราคาทุนแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า
(๔) สำหรับสินทรัพย์ตามข้อ ๓ (๕) ให้ถือเป็นสินทรัพย์ที่ดำรงได้ไม่เกินร้อยละ
๒๐ ของสินทรัพย์ที่ต้องดำรง
(๕) สินทรัพย์ดำรงต้องจัดหาด้วยเงินทุนตามมาตรา ๖ วรรคสาม
(๖) ในการใช้เงินทุนเพื่อดำรงสินทรัพย์ตามข้อ ๓ สาขาของธนาคารต่างประเทศ
ที่มีบัญชีระหว่างกันกับสำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นที่เป็นนิติบุคคลเดียวกัน จะต้องมีดุลเป็นลูกหนี้
สุทธิต่อสำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นดังกล่าว ในเวลาใดเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่าสินทรัพย์ที่ต้องดำรง
ตามข้อ ๓
สำหรับการคำนวณหาดุลเป็นลูกหนี้สุทธิดังกล่าวข้างต้นให้นำยอดที่สาขาของ
ธนาคารต่างประเทศเป็นลูกหนี้สำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นดังกล่าว มาหักด้วย (๑) ยอดที่สาขา
ของธนาคารต่างประเทศนั้นเป็นเจ้าหนี้สำนักงานใหญ่และสาขาอื่นดังกล่าว (ยอดสุทธิบัญชี
ระหว่างกัน) และ ๒ ผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานประจำปีซึ่งได้ผ่านการรับรองจากผู้สอบ
บัญชีในประเทศไทยแล้ว
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๔
สุธี สิงห์เสน่ห์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
[รก.๒๕๓๔/๙๒/๔๗๗๒/๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๔]
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).