พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
พุทธศักราช ๒๔๗๙
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๒๐
สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘)
เจ้าพระยายมราช
พล.อ.
เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่
๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
เป็นปีที่ ๔
ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า เป็นการสมควรที่จะบำรุงมาตรฐานการ
ประกอบโรคศิลปะให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสวัสดิภาพของประชาชน
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติควบคุมการ
ประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช ๒๔๗๙
มาตรา ๒*
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
เป็นต้นไป
*[รก.๒๔๘๐/-/๑๖๐/๒๖ เมษายน ๒๔๘๐]
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการแพทย์ พุทธศักราช ๒๔๖๖
พระราชบัญญัติการแพทย์เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๒
พระราชบัญญัติการแพทย์
แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๖
และกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา ๘
และมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ พุทธศักราช ๒๔๖๖
มาตรา ๔* ในพระราชบัญญัตินี้
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
โรคศิลปะ หมายความว่า กิจการใด ๆ อันกระทำโดยตรงต่อร่างกาย
ของมนุษย์ในการบำบัดโรคซึ่งรวมตลอดถึงการตรวจโรคและป้องกันโรคในสาขา
ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(ก) เวชกรรม คือการบำบัดโรคด้วยยา ด้วยศัลยกรรม ด้วยแสงรัศมี
ด้วยสูติกรรม หรือด้วยจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)
(ข) ทันตกรรม คือการบำบัดโรคฟัน หรือการช่างฟัน
(ค) เภสัชกรรม คือการปรุงหรือผสมยา หรือการประดิษฐ์วัตถุใด ๆ
ขึ้นเป็นยา
(ง) การผดุงครรภ์
(จ) การพยาบาล
การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หมายความว่า
การประกอบ
โรคศิลปะโดยอาศัยความรู้อันได้ศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์
การประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ หมายความว่า
การประกอบ
โรคศิลปะโดยอาศัยความรู้จากตำราหรือการเรียนสืบต่อกันมาอันมิใช่การศึกษา
ตามหลักวิทยาศาสตร์
*[มาตรา ๔
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓]
มาตรา ๕*
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการ
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงวางระเบียบ
เกี่ยวแก่การรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะ
กำหนด
ให้แจ้งความต่อคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเมื่อผู้ประกอบโรคศิลปะ
ย้ายที่อยู่หรือตาย
กับกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและระเบียบอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการ
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ แต่อัตราค่าธรรมเนียมนั้น
จะกำหนดได้ไม่เกินกว่า
อัตราดังต่อไปนี้
(ก) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน
ในสาขาเวชกรรมและสาขาทันตกรรม ๒๐ บาท สาขาเภสัชกรรม ๑๐ บาท
สาขาอื่น ๕ บาท
(ข) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ
ในสาขาเวชกรรม ๔ บาท สาขาอื่น ๒ บาท
(ค) ค่าใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ ๑ บาท
(ง) ค่าแก้ไขหรือเพิ่มเติมอภิไธย ครั้งละ ๑ บาท
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
*[มาตรา ๕
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓]
คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
มาตรา ๖
ให้มีกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการควบคุมการ
ประกอบโรคศิลปะ ประกอบด้วยอธิบดีกรมสาธารณสุข เป็นประธาน
และเจ้าหน้าที่แห่ง
กรมสาธารณสุข กรมหรือกองแพทย์ทหาร
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งละ ๒ คน กับ
ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาทันตกรรม เภสัชกรรม
การผดุงครรภ์การพยาบาล สาขาละ
๑ คน ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ๒ คน
ซึ่งรัฐมนตรีจะได้ตั้งขึ้นเป็นกรรมการ
ให้คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเลือกกรรมการคนใด
คนหนึ่งเป็นรองประธาน
บรรดากรรมการดังกล่าวในวรรคต้นนอกจากอธิบดีกรมสาธารณสุขผู้เป็น
ประธานจะต้องเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะโดยชอบด้วยพระราชบัญญัตินี้
และให้ดำรง
ตำแหน่งคราวหนึ่งเป็นเวลาสามปี แต่อาจถูกตั้งซ้ำอีกก็ได้
ถ้าตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ
ให้กรม องค์การหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี
เลือกตั้งกรรมการขึ้นแทนให้เต็ม
ตำแหน่งที่ว่างอยู่ กรรมการที่เข้ามาแทนนั้น
ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนด
เวลาของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๗
ให้มีเลขาธิการนายทะเบียนนายหนึ่งเป็นเลขานุการของ
คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
และให้เป็นผู้รับผิดชอบในการรักษา
ทะเบียนผู้ประกอบโรคศิลปะ
และในกิจการอื่นทั่วไปในสำนักงานเลขาธิการ
นายทะเบียน
การแต่งตั้งเลขาธิการนายทะเบียน ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน
มาตรา ๘
คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะมีอำนาจและหน้าที่
ดังต่อไปนี้
(ก) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตแก่บุคคลซึ่งสมควรเป็นผู้ประกอบ
โรคศิลปะตามความในพระราชบัญญัตินี้
(ข) สั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะตามความใน
พระราชบัญญัตินี้
(ค) ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาอื่น ๆ
ในเรื่องหลักสูตรการศึกษาวิชาในสาขาต่าง ๆ แห่งโรคศิลปะ
(ง) โฆษณาด้วยวิธีใด ๆ
ตามที่เห็นสมควรเพื่อมิให้ประชาชนหลง
เข้าใจผิดอันอาจเป็นอันตรายเนื่องจากการประกอบโรคศิลปะ
มาตรา ๙
ในการพิจารณาขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตหรือการไต่สวน
เพื่อวินิจฉัยสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะตามความในมาตรา
๘
(ก) และ (ข) นั้น
คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะมีอำนาจตั้ง
อนุกรรมการทำการสอบสวนพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการควบคุมการ
ประกอบโรคศิลปะ
อนุกรรมการนี้จะตั้งจากบุคคลที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
หรือจากผู้อื่นที่เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะโดยชอบด้วย
พระราชบัญญัติก็ได้
มาตรา ๑๐
การประชุมของคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
ให้ประธานหรือรองประธานเป็นผู้เรียกประชุม
และต้องมีกรรมการรวมทั้งประธาน
หรือรองประธานมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนจึงจะเป็นองค์ประชุม
การลงมติให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก เว้นแต่ในกรณีที่กำหนดไว้ใน
กฎกระทรวงว่า ให้ถือคะแนนเสียงสองในสาม อนึ่งที่ประชุมอาจมีมติให้ลงคะแนนลับก็ได้
การขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต
มาตรา ๑๑
ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบโรคศิลปะเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
หรือสินจ้างหรือบำเหน็จรางวัล หรือโฆษณาด้วยวิธีใด ๆ
แสดงว่าพร้อมที่จะ
ประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ
จากคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
ตามความในพระราชบัญญัตินี้
เว้นแต่การประกอบโรคศิลปะในกรณีต่อไปนี้
(ก) นักเรียนแห่งสถานศึกษาของรัฐบาลหรือสถานศึกษาใดที่รัฐบาล
รับรองกระทำการฝึกหัดในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหัดซึ่งได้ขึ้นทะเบียน
และรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแล้ว
(ข)* พนักงานสาธารณสุขและผู้ซึ่งได้รับมอบหน้าที่จากกรมสาธารณสุข
ให้ประกอบโรคศิลปะเฉพาะบางอย่างเพื่อป้องกันหรือช่วยเหลือความเจ็บไข้ของประชาชน
ในกรณีที่จำเป็น
ตามระเบียบที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา
(ค) แพทย์ชาวต่างประเทศซึ่งมาประกอบโรคศิลปะในฐานะเป็นผู้รับ
ปรึกษาชั่วคราวโดยมีกำหนดเวลาไม่เกินสามเดือน
*[มาตรา ๑๑(ข) แก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓]
มาตรา ๑๒
การขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้แบ่งเป็น ๒ ประเภท
คือผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันประเภทหนึ่ง
และผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ
ประเภทหนึ่งผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันในสาขาเวชกรรม
ทันตกรรม เภสัชกรรม
และการผดุงครรภ์ ให้แบ่งออกเป็นสองชั้น
คือชั้นหนึ่งกับชั้นสอง และในสาขาเวชกรรม
ชั้นหนึ่งให้แบ่งออกเป็น ประเภท ก. กับประเภท ข.
[มาตรา ๑๒ วรรคท้าย แก้ไขโดย พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๔๘๓]
มาตรา ๑๓
ผู้มีสิทธิขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรค
ศิลปะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๔
และต้องมีความรู้ในวิชาชีพตามมาตรา ๑๕
มาตรา ๑๔
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็น
ผู้ประกอบโรคศิลปะ คือ
(๑) มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว
(๒) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสียหายซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบ
โรคศิลปะเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๓) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุกในคดีซึ่งคณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะเห็นว่าอาจจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๔) ไม่เป็นผู้มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพ
หรือเป็นโรคซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเห็นว่าไม่สมควรให้
ประกอบโรคศิลปะ
มาตรา ๑๕*
ความรู้ในวิชาชีพของผู้มีสิทธิขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต
เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะได้นั้น คือ
(๑) สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง
(ก) มีปริญญาหรือประกาศนียบัตรสำหรับสาขานั้น
ๆ จากจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยหรือจากสถานศึกษาอื่นในประเทศไทย
ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบ
โรคศิลปะเห็นว่ามีหลักสูตรเทียบได้ไม่ต่ำกว่าหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้
ถ้าสาขาใด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังมิได้เปิดการศึกษาและวางหลักสูตรไว้
ให้คณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะมีอำนาจกำหนดหลักสูตรเพื่อสอบความรู้ผู้นั้นได้ตามที่เห็นสมควร
หรือ
(ข)
มีปริญญาหรือประกาศนียบัตรจากสถานศึกษาในต่างประเทศ
และได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะในประเทศที่ตนได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตร
ทั้งคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะได้สอบความรู้เป็นที่พอใจแล้ว
แต่ถ้า
บุคคลเช่นนี้มีสัญชาติเป็นไทย
ก็ไม่ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะใน
ประเทศที่ผู้นั้นได้รับการศึกษา
(ค)
ผู้ที่มีปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาในสาขาเวชกรรมจาก
สถานศึกษาดังกล่าวใน (ก) หรือ (ข)
ให้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตใน
ประเภท ก.
สำหรับผู้ที่มีประกาศนียบัตรวิชาในสาขาเวชกรรมจากสถาน
ศึกษาของรัฐบาลไทย
ซึ่งมีเวลาการศึกษาไม่ต่ำกว่าสี่ปี และคณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะเห็นชอบด้วยหลักสูตรการศึกษาแห่งสถานที่นั้นแล้ว
ให้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตในประเภท ข.
(๒) สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นสอง เป็นผู้ซึ่งได้รับ
การอบรมศึกษาในสาขาทันตกรรม เภสัชกรรมหรือการผดุงครรภ์
จากโรงพยาบาล
หรือสถานศึกษาในประเทศไทยซึ่งรัฐมนตรีได้กำหนดความรู้และเงื่อนไขอันควรให้
ขึ้นทะเบียนได้ไว้ในกฎกระทรวง
แต่สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันใน
สาขาการผดุงครรภ์
ถ้าได้รับการอบรมศึกษาและได้รับประกาศนียบัตรจากกรม
สาธารณสุข ก็ให้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตได้
(๓) สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาการพยาบาล เป็นผู้มี
ประกาศนียบัตรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาอื่นที่คณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะรับรอง
(๔) สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ เป็นผู้ซึ่งได้รับการอบรมศึกษา
จากผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตแล้วตามกำหนด
เวลาและตามเงื่อนไขอันควรให้ขึ้นทะเบียนได้ซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
*[มาตรา ๑๕
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓]
ข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบโรคศิลปะและมรรยาทในวิชาชีพ
มาตรา ๑๖
ห้ามมิให้ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาหนึ่งสาขาใด ประกอบ
โรคศิลปะในสาขาอื่นซึ่งตนมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต
เว้นแต่
(ก) ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาเวชกรรมแผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง ให้
ประกอบโรคศิลปะในสาขาอื่นได้
แต่ถ้าจะประกอบโรคศิลปะในสาขาเภสัชกรรม
โดยมิใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ราชการหรือในกิจการของเทศบาล
ให้ทำได้
เฉพาะการปรุงหรือผสมยาจำหน่ายให้แก่คนไข้ของตน
หรือในที่ซึ่งอยู่ห่างออกไป
ไม่น้อยกว่าห้ากิโลเมตรจากร้านขายยาที่มีผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาเภสัชกรรม
แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งทำการอยู่แล้ว
(ข) ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาเวชกรรมแผนปัจจุบันชั้นสอง หรือ
ในสาขาทันตกรรม หรือผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาเวชกรรมแผนโบราณ
ให้
ปรุงหรือผสมยาจำหน่ายเฉพาะแก่คนไข้ของตนได้
มาตรา ๑๗ ผู้ประกอบโรคศิลปะ
จะประกอบโรคศิลปะได้ภายในข้อจำกัด
และเงื่อนไขซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๘
ผู้ประกอบโรคศิลปะจะต้องรักษามรรยาทแห่งวิชาชีพตามที่
กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
การพักและเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา ๑๙
ให้คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะมีอำนาจที่จะ
สั่งให้พักหรือเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งได้ออกให้แก่ผู้ประกอบโรคศิลปะไปแล้วได้โดย
อนุมัติของรัฐมนตรีในกรณีดังต่อไปนี้
(ก) เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบโรคศิลปะขาดคุณสมบัติตามความใน
附則
มาตรา ๑๔ ในกรณีเช่นนี้
ให้คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเพิกถอน
ใบอนุญาตนั้นเสีย
(ข)* เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบโรคศิลปะกระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้
และศาลได้พิพากษาให้ลงโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว
หรือกระทำผิดต่อกฎกระทรวงที่ออก
ตามความในพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่ว่าด้วยมรรยาทหรือข้อจำกัดและเงื่อนไขใน
การประกอบโรคศิลปะ หรือในการแจ้งความเรื่องย้ายที่อยู่
คณะกรรมการควบคุม
การประกอบโรคศิลปะจะสั่งพัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตเสียก็ได้
การสั่งพักใบอนุญาตนั้น ให้สั่งพักได้เป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี
ก่อนที่จะสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะทำการไต่สวนโดยให้โอกาสแก่ผู้รับใบอนุญาตนั้นทราบข้อหา
และยื่นคำให้การและนำพยานหรือหลักฐานอื่นสืบแก้ตัว
และให้มีอำนาจออกหมาย
เรียกผู้รับใบอนุญาตหรือประกาศเรียกแทนการออกหมาย
ออกหมายเรียกพยาน
หลักฐานและบังคับพยานให้สาบานหรือปฏิญาณตนได้ตามกระบวนพิจารณาในศาล
ทุกประการ
*[มาตรา ๑๙(ข)
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓]
มาตรา ๒๐
ในกรณีที่ผู้ประกอบโรคศิลปะได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว
เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี
ถ้าผู้นั้นได้ยื่นคำร้องขออนุญาตประกอบโรคศิลปะอีกคณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะอาจรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้นั้นใหม่ได้
เมื่อ
พิจารณาเห็นสมควร
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๒๑
ผู้ใดโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรค
ศิลปะก็ดี
หรือได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแล้ว แต่อยู่ในระหว่าง
ถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ดี กระทำการประกอบโรคศิลปะอันเป็นการละเมิดต่อมาตรา
๑๑
หรือผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ใดกระทำการประกอบโรคศิลปะละเมิดต่อมาตรา ๑๖ ผู้นั้น
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๒
ผู้ใดโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรค
ศิลปะก็ดี
หรือได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแล้ว แต่อยู่ในระหว่าง
ถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ดี โฆษณาด้วยวิธีใด ๆ
แสดงว่าพร้อมที่จะกระทำการประกอบ
โรคศิลปะเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือสินจ้าง
หรือเพื่อบำเหน็จรางวัลหรือไม่ก็ตาม ผู้นั้น
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
บทบัญญัติเฉพาะกาล
มาตรา ๒๓
ผู้ใดได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ
ตามพระราชบัญญัติการแพทย์ พุทธศักราช ๒๔๖๖
และใบอนุญาตนั้นยังคงใช้ได้ในวันใช้
พระราชบัญญัตินี้
ให้ถือว่าผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาตโดยชอบด้วยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๔
ผู้ใดเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะอยู่ก่อนวันประกาศพระราชบัญญัตินี้
ในท้องถิ่นซึ่งยังมิได้ใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ พุทธศักราช
๒๔๖๖ ให้ยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียน
เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้
ภายในกำหนด
เวลาที่ว่านี้
ให้ผู้นั้นประกอบโรคศิลปะไปพลางก่อนได้จนกว่าจะได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบโรคศิลปะไม่ยอมรับขึ้นทะเบียน
การขอขึ้นทะเบียนตามความในวรรคก่อน นอกจากการขอขึ้นทะเบียนเป็น
ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง และสาขา (จ) และ (ฉ)
แห่งมาตรา ๔ แม้ผู้ขอ
จะไม่มีความรู้ในวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕
ถ้าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๔
ก็ให้มีสิทธิขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัตินี้ในสาขา
หนึ่งสาขาใดที่ตนประกอบอยู่ได้ภายในบังคับเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(ก) สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ เป็นผู้ที่ประกอบโรคศิลปะ
อยู่ก่อนวันประกาศพระราชบัญญัตินี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(ข) สำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน มีหลักฐานแสดงได้ว่าได้
รับการอบรมศึกษาในสาขาที่ตนขอขึ้นทะเบียนจากโรงพยาบาลหรือสถานศึกษาอื่น
ใดในประเทศสยาม
หรือจากผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแล้ว
เป็นเวลาไม่น้อยกว่ากำหนดดังต่อไปนี้
สาขาเวชกรรมห้าปี
สาขาทันตกรรมหรือเภสัชกรรมสองปี
สาขาการผดุงครรภ์หนึ่งปี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
(ตามมติคณะรัฐมนตรี)
พิบูลสงคราม
รัฐมนตรี
พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๔๘๐
มาตรา ๓
ให้ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำการประกอบโรคศิลปะ
ตามความในมาตรา ๒๔
แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
พุทธศักราช ๒๔๗๙ ที่ยังไม่ได้ขอขึ้นทะเบียน
มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนได้ภายใน
กำหนดสามเดือน นับตั้งแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รักษาการ
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
[รก.๒๔๘๐/-/๑๙๙๒/๓๐ มีนาคม ๒๔๘๐]
พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ ๓)
พุทธศักราช ๒๔๘๓
มาตรา ๗
ให้ถือว่าผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผน
ปัจจุบันในสาขาเวชกรรมชั้นหนึ่งอยู่แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
อยู่ใน
ประเภท ก. ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบ
โรคศิลปะ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา
๖ แห่ง
พระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๐
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการให้
เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
[รก.๒๔๘๔/-/๘๔/๒๑ มกราคม ๒๔๘๔]
ไพรินทร์/แก้ไข
๑/๐๒/๔๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).