อารัมภบท
กฎกระทรวง กำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก พ.ศ. ๒๕๕๘[๑] อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
กฎกระทรวง กำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก พ.ศ. ๒๕๕๘[๑] อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดส่วนราชการที่ขึ้นต่อกองทัพภาคและเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกและจังหวัดทหารบก พ.ศ. ๒๕๕๒
ข้อ ๓ มณฑลทหารบก มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) บังคับบัญชากำลังประจำถิ่นของกองทัพบก ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (๒) รักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ รวมทั้งการศาลทหาร การคดี การช่วยดำเนินการคุ้มครองพยานในคดีอาญา และการเรือนจำ (๓) ดำเนินการสัสดี การเกณฑ์ช่วยราชการทหาร และการระดมสรรพกำลังในเขตพื้นที่ (๔) สนับสนุนหน่วยทหารที่อยู่ในเขตพื้นที่ (๕) ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การต่อสู้เบ็ดเสร็จ เพื่อรักษาความสงบภายใน และการป้องกันประเทศ (๖)[๒] สนับสนุนภารกิจของรัฐในการช่วยเหลือประชาชน (๗)[๓] สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่การรักษาความมั่นคงภายในของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่
ข้อ ๔ มณฑลทหารบก มีหน้าที่ในแต่ละเขตพื้นที่ ดังต่อไปนี้ (๑) มณฑลทหารบกที่ ๑๑ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ (๒) มณฑลทหารบกที่ ๑๒ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก และจังหวัดฉะเชิงเทรา (๓) มณฑลทหารบกที่ ๑๓ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง (๔) มณฑลทหารบกที่ ๑๔ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง (๕) มณฑลทหารบกที่ ๑๕ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (๖) มณฑลทหารบกที่ ๑๖ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร (๗) มณฑลทหารบกที่ ๑๗ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี (๘) มณฑลทหารบกที่ ๑๘ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (๙) มณฑลทหารบกที่ ๑๙ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด (๑๐) มณฑลทหารบกที่ ๒๑ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ (๑๑) มณฑลทหารบกที่ ๒๒ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ (๑๒) มณฑลทหารบกที่ ๒๓ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดกาฬสินธุ์ (๑๓) มณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย (๑๔) มณฑลทหารบกที่ ๒๕ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ (๑๕) มณฑลทหารบกที่ ๒๖ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดมหาสารคาม (๑๖) มณฑลทหารบกที่ ๒๗ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร (๑๗) มณฑลทหารบกที่ ๒๘ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดเลย และจังหวัดหนองบัวลำภู (๑๘) มณฑลทหารบกที่ ๒๙ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร และจังหวัดบึงกาฬ (๑๙) มณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร (๒๐) มณฑลทหารบกที่ ๓๑ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดอุทัยธานี (๒๑) มณฑลทหารบกที่ ๓๒ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดลำปาง (๒๒) มณฑลทหารบกที่ ๓๓ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดลำพูน (๒๓) มณฑลทหารบกที่ ๓๔ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยา (๒๔) มณฑลทหารบกที่ ๓๕ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดแพร่ (๒๕) มณฑลทหารบกที่ ๓๖ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิจิตร (๒๖) มณฑลทหารบกที่ ๓๗ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย (๒๗) มณฑลทหารบกที่ ๓๘ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน (๒๘) มณฑลทหารบกที่ ๓๙ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุโขทัย (๒๙) มณฑลทหารบกที่ ๓๑๐ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดตาก (๓๐) มณฑลทหารบกที่ ๔๑ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนอกจากอำเภอทุ่งสง และจังหวัดภูเก็ต (๓๑) มณฑลทหารบกที่ ๔๒ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล (๓๒) มณฑลทหารบกที่ ๔๓ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ และจังหวัดตรัง (๓๓) มณฑลทหารบกที่ ๔๔ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง (๓๔) มณฑลทหารบกที่ ๔๕ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดพังงา (๓๕) มณฑลทหารบกที่ ๔๖ มีหน้าที่ในเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา
ข้อ ๕ บรรดากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นใดที่อ้างถึงจังหวัดทหารบกตามกฎกระทรวงกำหนดส่วนราชการที่ขึ้นต่อกองทัพภาคและเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกและจังหวัดทหารบก พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้ถือว่ากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งนั้นอ้างถึงมณฑลทหารบกตามกฎกระทรวงนี้ แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้ (๑) จังหวัดทหารบกกรุงเทพ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๑ (๒) จังหวัดทหารบกปราจีนบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๒ (๓) จังหวัดทหารบกลพบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๓ (๔) จังหวัดทหารบกชลบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๔ (๕) จังหวัดทหารบกเพชรบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๕ (๖) จังหวัดทหารบกราชบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๖ (๗) จังหวัดทหารบกกาญจนบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๗ (๘) จังหวัดทหารบกสระบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๘ (๙) จังหวัดทหารบกสระแก้ว ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๑๙ (๑๐) จังหวัดทหารบกนครราชสีมา ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๑ (๑๑) จังหวัดทหารบกอุบล ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๒ (๑๒) จังหวัดทหารบกขอนแก่น ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๓ (๑๓) จังหวัดทหารบกอุดร ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๔ (๑๔) จังหวัดทหารบกสุรินทร์ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๕ (๑๕) จังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๖ (๑๖) จังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๗ (๑๗) จังหวัดทหารบกเลย ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๘ (๑๘) จังหวัดทหารบกสกลนคร ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๙ (๑๙) จังหวัดทหารบกนครพนม ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ (๒๐) จังหวัดทหารบกนครสวรรค์ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๑ (๒๑) จังหวัดทหารบกลำปาง ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๒ (๒๒) จังหวัดทหารบกเชียงใหม่ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๓ (๒๓) จังหวัดทหารบกพะเยา ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๔ (๒๔) จังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๕ (๒๕) จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๖ (๒๖) จังหวัดทหารบกเชียงราย ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๗ (๒๗) จังหวัดทหารบกน่าน ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๘ (๒๘) จังหวัดทหารบกพิษณุโลก ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๙ (๒๙) จังหวัดทหารบกตาก ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๓๑๐ (๓๐) จังหวัดทหารบกนครศรีธรรมราช ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๔๑ (๓๑) จังหวัดทหารบกสงขลา ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๔๒ (๓๒) จังหวัดทหารบกทุ่งสง ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๔๓ (๓๓) จังหวัดทหารบกชุมพร ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๔๔ (๓๔) จังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๔๕ (๓๕) จังหวัดทหารบกปัตตานี ให้ถือว่าอ้างถึงมณฑลทหารบกที่ ๔๖ ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มีการตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อกำหนดให้กองทัพภาคที่ ๑ กองทัพภาคที่ ๒ กองทัพภาคที่ ๓ และกองทัพภาคที่ ๔ มีมณฑลทหารบกเป็นหน่วยทหารอยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของกองทัพภาคเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนที่เพียงพอต่อปริมาณงานและความรับผิดชอบในแต่ละเขตพื้นที่แล้ว จึงสมควรยกเลิกจังหวัดทหารบกทุกแห่ง รวมทั้งกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกเสียใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและสอดคล้องกับภารกิจของแต่ละกองทัพภาค นอกจากนี้ สมควรกำหนดให้มณฑลทหารบกมีหน้าที่ช่วยดำเนินการในการคุ้มครองพยานในคดีอาญาด้วย เนื่องจากกระทรวงกลาโหมได้ร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมในการให้ความคุ้มครองพยานในคดีอาญา จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ กฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒[๔] หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่สนับสนุนภารกิจของรัฐในการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สมควรแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่ของมณฑลทหารบกให้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนภารกิจของรัฐในเรื่องดังกล่าว และสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ พิไลภรณ์/เพิ่มเติม ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ นุสรา/ตรวจ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒/ตอนที่ ๘๖ ก/หน้า ๑๑๑/๘ กันยายน ๒๕๕๘ [๒] ข้อ ๓ (๖) เพิ่มโดยกฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ [๓] ข้อ ๓ (๗) เพิ่มโดยกฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ [๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖/ตอนที่ ๘๐ ก/หน้า ๑/๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).
公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(CC BY 4.0)