คำสั่งนายกรัฐมนตรี
คำสั่งนายกรัฐมนตรี
ที่ ๔/๒๕๓๔
เรื่อง
กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกัน
ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง[๑]
โดยที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้พิจารณาเห็นสมควรให้ก๊าซที่ซื้อหรือได้มาจากผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมซึ่งผลิตได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติต้องเสียภาษีสรรพสามิตและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือได้รับเงินชดเชยจากกองทุน
แล้วแต่กรณี เพื่อให้ก๊าซมีต้นทุนเท่ากับก๊าซที่ทำในราชอาณาจักร
และเพื่อให้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้ค้าน้ำมันขายให้แก่ผู้ซึ่งนำน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือที่ผู้นำเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเคมีปิโตรเลียมและอุตสาหกรรมสารละลายได้รับยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนหรือได้รับเงินชดเชยจากกองทุน
เพราะผู้ซื้อหรือนำเข้ามิได้นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการนี้จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกรัฐมนตรี
ที่ ๓/๒๕๒๙ เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
พ.ศ. ๒๕๑๖ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๓/๒๕๓๔ เรื่อง
มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติการแทนนายกรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๔
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๒/๒๕๓๒
เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่
๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความใน (๕) ของข้อ ๔ ของคำสั่งนายกรัฐมนตรี
ที่ ๓/๒๕๒๙ เรื่อง
กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๕๒๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
(๕) กำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนหรืออัตราเงินชดเชย
สำหรับก๊าซที่ซื้อหรือได้มาจากผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมซึ่งเป็นผู้ผลิตได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติในราชอาณาจักร
น้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำในราชอาณาจักร และน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้าเพื่อใช้ในราชอาณาจักร
ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ
๒๗ ทวิ และข้อ ๒๗ ตรี ของ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๓/๒๕๒๙ เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
ข้อ ๒๗ ทวิ ในกรณีที่มีการซื้อหรือได้มาซึ่งก๊าซจากผู้รับสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมซึ่งเป็นผู้ผลิตได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ
ให้ผู้ซื้อได้มาซึ่งก๊าซนั้นส่งเงินเข้ากองทุนหรือขอรับเงินชดเชยจากกองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด
การส่งเงินเข้ากองทุนหรือการขอรับเงินชดเชยจากกองทุนตามวรรคหนึ่ง
ให้ยื่นรายการแจ้งชนิดและปริมาณก๊าซดังกล่าวแก่ผู้รับชำระค่าภาคหลวงก๊าซพร้อมกับการชำระค่าภาคหลวงสำหรับก๊าซ
(ถ้ามี) ทั้งนี้ ตามระเบียบที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนด
ข้อ ๒๗ ตรี ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖
แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑
ขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้ซึ่งนำน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เคมีปิโตรเลียมหรือสารละลาย
ยกเว้นที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง
(๑)
ถ้าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนให้ผู้ค้าน้ำมันซึ่งขายหรือผู้ซึ่งนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นได้รับยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน
แต่ถ้ามีการส่งเงินเข้ากองทุนแล้ว ให้ขอคืนได้
(๒) ถ้าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะได้รับเงินชดเชยจากกองทุน
ไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันซึ่งขายหรือผู้ซึ่งนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นได้รับเงินชดเชย
แต่ถ้ามีการได้รับเงินชดเชยจากกองทุนแล้ว ให้ส่งเงินคืนกองทุน
การขอรับยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน
การขอคืนเงินที่ส่งเข้ากองทุนและการส่งเงินคืนกองทุนตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบของกรมสรรพสามิตหรือระเบียบของกรมศุลกากร แล้วแต่กรณี
附則
ข้อ ๔ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่
๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นไป ยกเว้นข้อ ๓ ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อ ๒๗ ตรี
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
สั่ง ณ วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๔
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
จารุวรรณ/พิมพ์
๑๗ กันยายน ๒๕๔๕
อภิญญา/ปรับปรุง
๓๐ กันยายน ๒๕๕๗
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๑๓/หน้า ๒๕/๒๔ มกราคม ๒๕๓๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).