พระราชกำหนด
บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นปีที่ ๕๒
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๕๓๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า
พระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๒[๑]
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกำหนดนี้
บรรษัท
หมายความว่า บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
หมายความว่า การทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์
และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
สินทรัพย์
หมายความว่า สิทธิเรียกร้องหรือสิทธิอื่นใดที่จะก่อให้เกิดกระแสรายรับขึ้นในอนาคต
ไม่ว่าจะแน่นอนหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้
เฉพาะที่เกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย
หลักทรัพย์
หมายความว่า หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ตราสารทางการเงิน
หมายความว่า ตั๋วเงิน และตราสารหนี้หรือตราสารทุนตามที่คณะกรรมการกำหนด
การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
หมายความว่า การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
เงินกองทุน
หมายความว่า ทุนประเดิมตามมาตรา ๑๐ เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนตามมาตรา ๑๑ เงินสำรอง
และกำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรรแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว
รวมทั้งเงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์
คณะกรรมการ
หมายความว่า คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
กรรมการ
หมายความว่า กรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ผู้จัดการ
หมายความว่า ผู้จัดการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
รัฐมนตรี
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด
๑
การจัดตั้งและเงินทุน
มาตรา ๕ ให้จัดตั้งองค์การของรัฐขึ้นเรียกว่า
บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เรียกโดยย่อว่า บตท. และให้เป็นนิติบุคคล
มาตรา ๖ ให้บรรษัทตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
และจะตั้งสาขา ณ ที่ใดภายในราชอาณาจักรก็ได้ แต่การตั้งสาขาต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีก่อน
มาตรา ๗
ให้บรรษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยและกิจการอื่นที่ส่งเสริมและพัฒนาตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
มาตรา ๘ ภายในขอบวัตถุประสงค์ของบรรษัทตามมาตรา ๗
ให้บรรษัทมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(๑)
ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย
จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง
แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ
เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้
(๒)[๒] รับโอนสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ให้สินเชื่อโดยการรับจำนองอสังหาริมทรัพย์
ให้เช่าซื้อ หรือให้เช่าแบบลิสซิ่ง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่ให้สินเชื่อโดยการรับจำนองอสังหาริมทรัพย์
ให้เช่าซื้อ หรือให้เช่าแบบลิสซิ่ง ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(๓)
ดำเนินการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
(๔)
ออกหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงิน
(๕)
รับประกันความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ว่าจะได้รับชำระหนี้คืนตามรูปแบบหรือวิธีการที่ชัดเจน
(๖)
เรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม และค่าบริการทางการเงินอื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้อง
(๗)
กู้ยืมเงินในประเทศหรือต่างประเทศเพื่อธุรกิจของบรรษัท
(๘)
รับฝากเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของบรรษัทเพื่อให้การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์สำเร็จลุล่วง
หรือเพื่อระดมเงินจากสถาบันการเงินและตลาดการเงิน
แต่ไม่รวมถึงการระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไป
(๘/๑)[๓]
เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือที่ปรึกษาการบริหารจัดการเกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย
(๙)
ใช้เงินคงเหลืออยู่เปล่าของบรรษัทในการลงทุนเพื่อนำมาซึ่งรายได้ตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ
(๑๐)
กระทำการอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท
การออกหลักทรัพย์หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง
ให้บรรษัทดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
กฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
หรือกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน แล้วแต่กรณี[๔]
มาตรา ๙
ในการที่บรรษัทดำเนินการลงทุนในสินทรัพย์ใด
ให้บรรษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา ๑๔ ถึงมาตรา ๒๑
แห่งพระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๐
นั้นด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๐
ให้กำหนดทุนประเดิมของบรรษัทเป็นจำนวนหนึ่งพันล้านบาท
โดยจ่ายจากเงินสำรองเพื่อรักษาระดับกำไรนำส่งรัฐของธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรา ๑๑ การเพิ่มทุนของบรรษัทให้กระทำโดยได้รับการจัดสรรจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือจากแหล่งเงินอื่นโดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๒
เงินที่ใช้หมุนเวียนในการดำเนินกิจการประกอบด้วย
(๑)
เงินกองทุน
(๒)
เงินที่ได้มาโดยการออกหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินของบรรษัท
(๓)
เงินกู้ยืมจากในประเทศและต่างประเทศ
(๔)
รายได้ของบรรษัท
(๕)
เงินที่มีผู้มอบให้
(๖)
เงินจากแหล่งเงินอื่นที่รัฐมนตรีอนุมัติ
หมวด
๒
คณะกรรมการและการจัดการ
มาตรา ๑๓ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกรมที่ดิน
ผู้แทนธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนเป็นกรรมการ
และผู้จัดการเป็นกรรมการและเลขานุการ[๕]
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
โดยในจำนวนนี้ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนอย่างน้อยสองคน
มาตรา ๑๔
กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
หรือในกรณีที่แต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง
ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง
หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่
ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
มาตรา ๑๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๔
กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
รัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
(๔)
เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖)
ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๑๖
การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๗ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของบรรษัทภายในขอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา
๗ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
(๑)
กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เงินตอบแทน และค่าใช้จ่าย
(๒)
กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง การเงิน ทรัพย์สิน และการบัญชี
รวมทั้งการตรวจสอบและสอบบัญชีภายใน
(๓)
กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานและดำเนินกิจการ
(๔)
กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย
ซึ่งบรรษัทจะรับโอน
(๕)
กำหนดมาตรฐานสัญญาสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่บรรษัทจะรับโอน
(๖)
กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินราคาสินทรัพย์ที่บรรษัทจะรับโอน
ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
และการรับประกันความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่บรรษัทออกในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
(๗)
พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของบรรษัท
มาตรา ๑๘
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่ง
ประกอบด้วยผู้จัดการและกรรมการในคณะกรรมการไม่น้อยกว่าสามคนและไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการบริหาร
และกำหนดให้กรรมการบริหารคนหนึ่งนอกจากผู้จัดการเป็นประธานกรรมการบริหาร
ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของบรรษัท
ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของบรรษัทได้
มาตรา ๒๐
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามวรรคหนึ่งต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมด
ผู้จัดการไม่เป็นพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
มาตรา ๒๑
ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของบรรษัทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของบรรษัท
และตามนโยบายหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
ในกิจการของบรรษัทที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
ให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนของบรรษัท
และเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้
แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๒๒ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ
ประธานกรรมการบริหาร
กรรมการบริหารและอนุกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
หมวด
๓
การกำกับ
การดำเนินงาน และการควบคุม
มาตรา ๒๓
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของบรรษัทเพื่อการนี้
จะสั่งให้บรรษัทชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน
หรือยับยั้งการกระทำของบรรษัทที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี
ตลอดจนมีอำนาจที่จะสั่งให้บรรษัทปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี
และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินงานได้
มาตรา ๒๔
ให้บรรษัทดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน
หรือภาระผูกพันตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๒๕
ในกรณีที่บรรษัทขอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทกู้ยืมจากแหล่งให้กู้ยืมภายในประเทศหรือต่างประเทศ
ให้รัฐบาลมีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นได้ แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ที่การค้ำประกันของรัฐบาลยังค้างอยู่
ต้องไม่เกินสี่เท่าของเงินกองทุนของบรรษัทเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย ทั้งนี้
ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันตามอำนาจที่มีอยู่ในกฎหมายใด
การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อทราบยอดรวมของเงินกู้ตามวรรคหนึ่ง
ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราถัวเฉลี่ยประจำวันที่ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราได้กำหนดไว้ในวันทำสัญญา
มาตรา ๒๖
ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของบรรษัทและเสนอรายงานผลการตรวจสอบบัญชีต่อรัฐมนตรี
ให้บรรษัทรายงานกิจการประจำปี
งบดุล บัญชีกำไรและขาดทุน ซึ่งผู้สอบบัญชีตามวรรคหนึ่งได้รับรองแล้วต่อรัฐมนตรี
เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อทราบภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีแต่ละปี
หมวด
๔
การจัดสรรกำไร
มาตรา ๒๗ การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี
ให้บรรษัทจัดสรรเป็นเงินสำรองไว้ในกิจการของบรรษัทไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของกำไรสุทธิ
ส่วนที่เหลือให้จัดสรรเข้าเงินกองทุนหรือนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๒๘ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้
ทุน
และความรับผิดของสำนักงานตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยในธนาคารอาคารสงเคราะห์มาเป็นของบรรษัท ทั้งนี้
ภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก
ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ
โดยที่มีความจำเป็นและรีบด่วนที่จะต้องแก้ไขปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศที่กำลังประสบภาวะซบเซาโดยการขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยในวงกว้างขึ้น
อันเป็นมาตรการหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
แต่ปัจจุบันการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องใช้เงินทุนจากสถาบันการเงินตัวกลางทั้งของรัฐและเอกชน
ซึ่งทั้งในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ
ทำให้ไม่สามารถจัดสรรเงินทุนเพื่อให้สินเชื่อในสาขาที่อยู่อาศัยได้เพียงพอกับความต้องการ
จึงสมควรจัดตั้งองค์การของรัฐเพื่อพัฒนาตลาดรองการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย
โดยนำหลักการของการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์มาใช้เพื่อให้สามารถระดมทุนสำหรับขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากเพียงพอและสม่ำเสมอ
และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง
การอนุมัติพระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ.
๒๕๔๐[๖]
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๖๐[๗]
附則
มาตรา ๒
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๗
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
จนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง
มาตรา ๘
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่ปัจจุบันการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
อีกทั้งการดำเนินธุรกรรมทางการเงินมีการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยและองค์ประกอบของคณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อให้การดำเนินการของบรรษัทดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
อังศุมาลี/จัดทำ
๑๕ พฤษภาคม
๒๕๕๖
อุดมลักษณ์/ตรวจ
๑๕ พฤษภาคม
๒๕๕๖
ปุณิกา/เพิ่มเติม
๔ กันยายน
๒๕๖๐
วิชพงษ์/ตรวจ
๕
กันยายน ๒๕๖๐
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๒๙ ก/หน้า ๒๐/๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๐
[๒]
มาตรา ๘ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๖๐
[๓]
มาตรา ๘ (๘/๑) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๖๐
[๔]
มาตรา ๘ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๖๐
[๕]
มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๖๐
[๖]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๓๔ ก/หน้า ๓๑/๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐
[๗]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนที่ ๘๘ ก/หน้า ๑/๓๑
สิงหาคม ๒๕๖๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).