พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
บังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติต่อเชลยศึก
ลงวันที่
๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒
พ.ศ.
๒๔๙๘
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
เป็นปีที่
๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก
ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก
ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา ๓
บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ
ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรืออนุสัญญา
หรือแย้งหรือขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรืออนุสัญญา
มิให้นำมาใช้บังคับแก่เชลยศึก
มาตรา ๔
ในพระราชบัญญัตินี้
อนุสัญญา หมายความว่า
อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒
เชลยศึก หมายความว่า บุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๔
แห่งอนุสัญญา
มาตรา ๕
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ส่วนที่
๑
ความผิดที่เชลยศึกกระทำ
มาตรา ๖
กฎหมาย ข้อบังคับ และคำสั่งที่ใช้บังคับในกองทหารไทย
ให้ใช้บังคับแก่เชลยศึก และเมื่อเชลยศึกกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
ข้อบังคับ และคำสั่งนั้น ๆ
อาจนำวิธีการทางศาลและทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดนั้น ๆ มาใช้แก่เชลยศึกได้
แต่ต้องไม่ขัดต่ออนุสัญญา
ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษและมิให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารสั่งลงทัณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดแก่เชลยศึก
เว้นแต่จะเป็นโทษหรือทัณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้สำหรับผู้สังกัดกองทหารไทยซึ่งได้กระทำความผิดอย่างเดียวกัน
มาตรา ๗
ให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดที่เชลยศึกกระทำ เว้นแต่ในกรณีที่มีกฎหมายที่ใช้อยู่เวลานั้นบัญญัติให้ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาผู้สังกัดกองทหารไทยได้
จึงให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาความผิดซึ่งเชลยศึกกระทำนั้น
มาตรา ๘
ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษเชลยศึกโดยไม่ได้ให้โอกาสแก่เชลยศึกในการต่อสู้คดี
หรือโดยไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในข้อ ๑๐๕ แห่งอนุสัญญา
มาตรา ๙
ทัณฑ์ทางวินัยที่จะพึงลงแก่เชลยศึกนั้น ให้มีได้เฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑)
ปรับไม่เกินกว่าร้อยละห้าสิบของเงินจ่ายล่วงหน้า
และเงินค่าจ้างแรงงานสำหรับระยะเวลาไม่เกินสามสิบวัน ซึ่งเชลยศึกหากจะได้รับ ตามข้อ
๖๐ และข้อ ๖๒ แห่งอนุสัญญา
(๒)
งดเอกสิทธิ์ที่ให้ได้รับนอกเหนือจากผลปฏิบัติที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา
(๓) ให้ทำงานเหน็ดเหนื่อยไม่เกินวันละสองชั่วโมง
(๔) ขัง
มิให้ใช้การลงทัณฑ์ที่ระบุไว้ใน (๓)
แก่นายทหารสัญญาบัตร
การลงทัณฑ์ครั้งหนึ่งจะต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน
ระยะเวลาขังขณะรอการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยหรือคำสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยนั้น
ให้หักออกจากกำหนดเวลาในคำสั่งลงทัณฑ์เชลยศึก
กำหนดเวลาอย่างสูงสามสิบวันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จะเพิ่มขึ้นมิได้
แม้ว่าเชลยศึกจะต้องได้รับทัณฑ์สำหรับกรรมหลายกรรมด้วยกันในขณะที่ถูกสั่งให้ลงทัณฑ์นั้น ทั้งนี้ ไม่ว่ากรรมหลายกรรมนั้นจะเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่
ระยะเวลาระหว่างการออกคำสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยและการบังคับตามคำสั่งลงทัณฑ์จะต้องไม่เกินหนึ่งเดือน
ในกรณีที่มีการออกคำสั่งลงทัณฑ์เชลยศึกทางวินัยอีก
การบังคับตามคำสั่งลงทัณฑ์สองคราวต่อเนื่องกัน
หากว่าคราวใดคราวหนึ่งมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสิบวัน
ให้เว้นระยะห่างกันอย่างน้อยสามวัน
มาตรา ๑๐
ถ้ามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตเชลยศึก
ห้ามมิให้บังคับตามคำพิพากษาก่อนครบกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษา
หรือในกรณีที่มีรัฐซึ่งทำหน้าที่คุ้มครอง
นับแต่วันที่รัฐนั้นได้รับทราบการแจ้งตามที่ได้บัญญัติไว้ในข้อ ๑๐๗ แห่งอนุสัญญา
มาตรา ๑๑
เชลยศึกที่หลบหนีไปได้ตามความหมายของข้อ ๙๑ แห่งอนุสัญญาแล้วถูกจับตัวได้
ไม่ต้องรับโทษหรือทัณฑ์ใด ๆ สำหรับการหลบหนีนั้น
เชลยศึกที่หลบหนีและถูกจับตัวได้ก่อนที่หลบหนีไปได้ตามความหมายของข้อ
๙๑ แห่งอนุสัญญา จะต้องรับผิดสำหรับการหลบหนีนั้นเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น
ในกรณีที่เชลยศึกถูกฟ้องต่อศาลสำหรับความผิดที่ได้กระทำในระหว่างหลบหนีหรือพยายามหลบหนี
มิให้ถือเอาการหลบหนีหรือพยายามหลบหนีเป็นเหตุลงโทษให้หนักขึ้น ไม่ว่าการหลบหนีหรือพยายามหนีนั้นจะได้กระทำมาแล้วกี่ครั้ง
บรรดาความผิดที่เชลยศึกกระทำด้วยเจตนาเพียงเพื่อให้สะดวกแก่การหลบหนีของตน
และความผิดนั้นมิได้ก่อให้เกิดการประทุษร้ายแก่ชีวิตหรือร่างกาย เช่น
ความผิดที่กระทำต่อทรัพย์สมบัติสาธารณะ การลักทรัพย์โดยไม่มีเจตนาที่จะให้ตนร่ำรวย
การปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม การสวมเครื่องแต่งกายพลเรือนนั้น
ย่อมก่อให้เกิดความรับผิดเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น
เชลยศึกที่ให้อุปการะแก่การหลบหนีหรือพยายามหลบหนี
จะต้องรับผิดสำหรับการกระทำนั้นเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น
ส่วนที่
๒
ความผิดที่กระทำต่อเชลยศึก
มาตรา ๑๒
ผู้ใดกระทำการทดลองชนิดใด ๆ แก่เชลยศึกในทางแพทย์ ทางชีววิทยา
หรือทางวิทยาศาสตร์ อันไม่เป็นการสมควรแก่เหตุในการรักษาพยาบาลเชลยศึกนั้น
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันห้าร้อยบาท และจำคุกไม่เกินเจ็ดปี
มาตรา ๑๓
ผู้ใดขู่เข็ญ ดูหมิ่น หรือกระทำให้เชลยศึกได้รับความอัปยศหรืออปมานในตัวตนและเกียรติยศ
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๔
ผู้ใดทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือบังคับเชลยศึกด้วยประการใด ๆ
เพื่อจะได้มาซึ่งข้อความใด ๆ จากเชลยศึก หรือคุกคาม ดูหมิ่น
หรือให้ได้รับผลปฏิบัติใดอันเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ
หรือเสื่อมเสียประโยชน์ไม่ว่าประการใด ๆ
ในกรณีที่เชลยศึกไม่ยอมให้คำตอบมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท
หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๕
ผู้ใดบังคับเชลยศึกให้เข้าประจำการในกองทหารศัตรูของเชลยศึกมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันห้าร้อยบาท
หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๖
ผู้ใดกระทำการใด ๆ
เพื่อให้เชลยศึกมิได้รับการพิจารณาคดีโดยเที่ยงธรรมหรือตามระเบียบที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๑๗
ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
ส่วนที่
๓
ความผิดที่กระทำในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ
มาตรา ๑๘
ในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ ผู้ใดกระทำการใด ๆ
ที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัตินี้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๓ แห่งอนุสัญญา
มีความผิดต้องระวางโทษตามที่ระบุไว้ในมาตรานั้น ๆ
มาตรา ๑๙
ในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ
ผู้ใดจับบุคคลไว้เป็นตัวประกัน
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก
ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ตามความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงเห็นสมควรตรากฎหมายขึ้น
เพื่ออนุวัติตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้
วศิน/แก้ไข
๕
พฤศจิกายน ๒๕๕๓
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒/ตอนที่ ๘๓/หน้า ๑๔๔๓/๑๘ ตุลาคม ๒๔๙๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).