法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2498

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
19
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

บังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการ

ปฏิบัติต่อเชลยศึก

ลงวันที่

๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒

พ.ศ.

๒๔๙๘

ภูมิพลอดุลยเดช

ป.ร.

ให้ไว้

ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘

เป็นปีที่

๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก

ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑

พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก

ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ พ.ศ. ๒๔๙๘”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑]

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓

บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ

ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรืออนุสัญญา

หรือแย้งหรือขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรืออนุสัญญา

มิให้นำมาใช้บังคับแก่เชลยศึก

มาตรา ๔

มาตรา ๔

ในพระราชบัญญัตินี้

“อนุสัญญา” หมายความว่า

อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒

“เชลยศึก” หมายความว่า บุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๔

แห่งอนุสัญญา

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ส่วนที่

ความผิดที่เชลยศึกกระทำ

มาตรา ๖

มาตรา ๖

กฎหมาย ข้อบังคับ และคำสั่งที่ใช้บังคับในกองทหารไทย

ให้ใช้บังคับแก่เชลยศึก และเมื่อเชลยศึกกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ข้อบังคับ และคำสั่งนั้น ๆ

อาจนำวิธีการทางศาลและทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดนั้น ๆ มาใช้แก่เชลยศึกได้

แต่ต้องไม่ขัดต่ออนุสัญญา

ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษและมิให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารสั่งลงทัณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดแก่เชลยศึก

เว้นแต่จะเป็นโทษหรือทัณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้สำหรับผู้สังกัดกองทหารไทยซึ่งได้กระทำความผิดอย่างเดียวกัน

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดที่เชลยศึกกระทำ เว้นแต่ในกรณีที่มีกฎหมายที่ใช้อยู่เวลานั้นบัญญัติให้ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาผู้สังกัดกองทหารไทยได้

จึงให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาความผิดซึ่งเชลยศึกกระทำนั้น

มาตรา ๘

มาตรา ๘

ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษเชลยศึกโดยไม่ได้ให้โอกาสแก่เชลยศึกในการต่อสู้คดี

หรือโดยไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในข้อ ๑๐๕ แห่งอนุสัญญา

มาตรา ๙

มาตรา ๙

ทัณฑ์ทางวินัยที่จะพึงลงแก่เชลยศึกนั้น ให้มีได้เฉพาะ ดังต่อไปนี้

(๑)

ปรับไม่เกินกว่าร้อยละห้าสิบของเงินจ่ายล่วงหน้า

และเงินค่าจ้างแรงงานสำหรับระยะเวลาไม่เกินสามสิบวัน ซึ่งเชลยศึกหากจะได้รับ ตามข้อ

๖๐ และข้อ ๖๒ แห่งอนุสัญญา

(๒)

งดเอกสิทธิ์ที่ให้ได้รับนอกเหนือจากผลปฏิบัติที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา

(๓) ให้ทำงานเหน็ดเหนื่อยไม่เกินวันละสองชั่วโมง

(๔) ขัง

มิให้ใช้การลงทัณฑ์ที่ระบุไว้ใน (๓)

แก่นายทหารสัญญาบัตร

การลงทัณฑ์ครั้งหนึ่งจะต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน

ระยะเวลาขังขณะรอการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยหรือคำสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยนั้น

ให้หักออกจากกำหนดเวลาในคำสั่งลงทัณฑ์เชลยศึก

กำหนดเวลาอย่างสูงสามสิบวันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จะเพิ่มขึ้นมิได้

แม้ว่าเชลยศึกจะต้องได้รับทัณฑ์สำหรับกรรมหลายกรรมด้วยกันในขณะที่ถูกสั่งให้ลงทัณฑ์นั้น ทั้งนี้ ไม่ว่ากรรมหลายกรรมนั้นจะเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่

ระยะเวลาระหว่างการออกคำสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยและการบังคับตามคำสั่งลงทัณฑ์จะต้องไม่เกินหนึ่งเดือน

ในกรณีที่มีการออกคำสั่งลงทัณฑ์เชลยศึกทางวินัยอีก

การบังคับตามคำสั่งลงทัณฑ์สองคราวต่อเนื่องกัน

หากว่าคราวใดคราวหนึ่งมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสิบวัน

ให้เว้นระยะห่างกันอย่างน้อยสามวัน

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐

ถ้ามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตเชลยศึก

ห้ามมิให้บังคับตามคำพิพากษาก่อนครบกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษา

หรือในกรณีที่มีรัฐซึ่งทำหน้าที่คุ้มครอง

นับแต่วันที่รัฐนั้นได้รับทราบการแจ้งตามที่ได้บัญญัติไว้ในข้อ ๑๐๗ แห่งอนุสัญญา

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

เชลยศึกที่หลบหนีไปได้ตามความหมายของข้อ ๙๑ แห่งอนุสัญญาแล้วถูกจับตัวได้

ไม่ต้องรับโทษหรือทัณฑ์ใด ๆ สำหรับการหลบหนีนั้น

เชลยศึกที่หลบหนีและถูกจับตัวได้ก่อนที่หลบหนีไปได้ตามความหมายของข้อ

๙๑ แห่งอนุสัญญา จะต้องรับผิดสำหรับการหลบหนีนั้นเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น

ในกรณีที่เชลยศึกถูกฟ้องต่อศาลสำหรับความผิดที่ได้กระทำในระหว่างหลบหนีหรือพยายามหลบหนี

มิให้ถือเอาการหลบหนีหรือพยายามหลบหนีเป็นเหตุลงโทษให้หนักขึ้น ไม่ว่าการหลบหนีหรือพยายามหนีนั้นจะได้กระทำมาแล้วกี่ครั้ง

บรรดาความผิดที่เชลยศึกกระทำด้วยเจตนาเพียงเพื่อให้สะดวกแก่การหลบหนีของตน

และความผิดนั้นมิได้ก่อให้เกิดการประทุษร้ายแก่ชีวิตหรือร่างกาย เช่น

ความผิดที่กระทำต่อทรัพย์สมบัติสาธารณะ การลักทรัพย์โดยไม่มีเจตนาที่จะให้ตนร่ำรวย

การปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม การสวมเครื่องแต่งกายพลเรือนนั้น

ย่อมก่อให้เกิดความรับผิดเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น

เชลยศึกที่ให้อุปการะแก่การหลบหนีหรือพยายามหลบหนี

จะต้องรับผิดสำหรับการกระทำนั้นเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น

ส่วนที่

ความผิดที่กระทำต่อเชลยศึก

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒

ผู้ใดกระทำการทดลองชนิดใด ๆ แก่เชลยศึกในทางแพทย์ ทางชีววิทยา

หรือทางวิทยาศาสตร์ อันไม่เป็นการสมควรแก่เหตุในการรักษาพยาบาลเชลยศึกนั้น

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันห้าร้อยบาท และจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓

ผู้ใดขู่เข็ญ ดูหมิ่น หรือกระทำให้เชลยศึกได้รับความอัปยศหรืออปมานในตัวตนและเกียรติยศ

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔

ผู้ใดทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือบังคับเชลยศึกด้วยประการใด ๆ

เพื่อจะได้มาซึ่งข้อความใด ๆ จากเชลยศึก หรือคุกคาม ดูหมิ่น

หรือให้ได้รับผลปฏิบัติใดอันเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ

หรือเสื่อมเสียประโยชน์ไม่ว่าประการใด ๆ

ในกรณีที่เชลยศึกไม่ยอมให้คำตอบมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท

หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ผู้ใดบังคับเชลยศึกให้เข้าประจำการในกองทหารศัตรูของเชลยศึกมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันห้าร้อยบาท

หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

ผู้ใดกระทำการใด ๆ

เพื่อให้เชลยศึกมิได้รับการพิจารณาคดีโดยเที่ยงธรรมหรือตามระเบียบที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี

หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

ส่วนที่

ความผิดที่กระทำในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘

ในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ ผู้ใดกระทำการใด ๆ

ที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔

แห่งพระราชบัญญัตินี้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๓ แห่งอนุสัญญา

มีความผิดต้องระวางโทษตามที่ระบุไว้ในมาตรานั้น ๆ

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ

ผู้ใดจับบุคคลไว้เป็นตัวประกัน

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี

หรือทั้งปรับทั้งจำ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล

ป. พิบูลสงคราม

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก

ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ตามความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงเห็นสมควรตรากฎหมายขึ้น

เพื่ออนุวัติตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้

วศิน/แก้ไข

พฤศจิกายน ๒๕๕๓

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒/ตอนที่ ๘๓/หน้า ๑๔๔๓/๑๘ ตุลาคม ๒๔๙๘

19 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2498 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5d28b3da4fe61909

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com