พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
การพิมพ์
พุทธศักราช
๒๔๘๔
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่
๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.
อ. พิชเยนทรโยธิน
ตราไว้
ณ วันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
เป็นปีที่
๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติการพิมพ์พุทธศักราช
๒๔๘๔
มาตรา ๒[๑]
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เมื่อพ้นกำหนดหกสิบวัน
นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์
พุทธศักราช ๒๔๗๖ และบรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นๆ
ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ส่วนที่
๑
บททั่วไป
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
พิมพ์ หมายความว่า
ทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใดๆโดยการกด หรือการใช้พิมพ์หิน เครื่องกล
วิธีเคมี หรือวิธีอื่นใดอันอาจให้เกิดเป็นสิ่งพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา
สิ่งพิมพ์ หมายความว่า สมุด แผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ
ที่พิมพ์ขึ้นรวมตลอดทั้งบทเพลง แผนที่ แผนผัง แผนภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี
ใบประกาศแผ่นเสียง หรือสิ่งอื่นใดอันมีลักษณะเช่นเดียวกัน
หนังสือพิมพ์ หมายความว่า
สิ่งพิมพ์ซึ่งมีชื่อจ่าหน้าเช่นเดียวกัน และออก หรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไป
มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็ตาม มีข้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม
ผู้พิมพ์ หมายความว่า
บุคคลซึ่งจัดการและรับผิดชอบในการพิมพ์
ผู้โฆษณา หมายความว่า
บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการผลิตสิ่งพิมพ์และจัดให้สิ่งพิมพ์นั้นแพร่หลายด้วยประการใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นโดยการขาย เสนอขายจ่ายแจก หรือเสนอจ่ายแจก
และไม่ว่าการนั้นจะเป็นการให้เปล่าหรือไม่
บรรณาธิการ หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำ
ตรวจแก้ คัดเลือก หรือควบคุมบทประพันธ์หรือสิ่งอื่นในหนังสือพิมพ์
เจ้าของหนังสือพิมพ์ หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หนังสือพิมพ์
รัฐมนตรี หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕
บุคคลผู้เดียวจะเป็นผู้พิมพ์และผู้โฆษณาสิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์
หรือเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ในขณะเดียวกันก็ได้
บุคคลดังระบุไว้ในวรรคก่อน เว้นแต่บรรณาธิการ
จะเป็นนิติบุคคลก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่า หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ
หรือหุ้นส่วน หรือกรรมการใดซึ่งได้รับมอบหมายเพื่อการนี้
เป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นเพื่อความประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้ แต่ผู้แทนนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิดังกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ในอันที่บุคคลธรรมดาจะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์
ผู้พิมพ์ หรือผู้โฆษณา
มาตรา ๖ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สิ่งพิมพ์
ดังต่อไปนี้ คือ
(๑) สิ่งพิมพ์ของรัฐบาลหรือเทศบาล
(๒) สิ่งพิมพ์ซึ่งรัฐมนตรีกำหนด
(๓) บัตร ตราสาร แบบพิมพ์
และรายงานซึ่งใช้กันตามปกติในการส่วนตัว การสังคม การเมือง การค้า หรือกิจธุระ
มาตรา ๗ บุคคลใดประสงค์จะตรวจดู คัดสำเนา
หรือให้เจ้าหน้าที่รับรอง สำเนา สมุดทะเบียน ใบอนุญาตหรือเอกสารใดเกี่ยวกับสมุดทะเบียนหรือใบอนุญาต
นอกจากส่วนซึ่งเป็นความลับ
มีสิทธิที่จะทำได้ในเมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมดั่งต่อไปนี้แล้ว
(๑) ค่าตรวจดู และ หรือ คัดสำเนา
แผ่นละสิบสตางค์ แต่รวมทั้งเรื่องครั้งหนึ่งไม่เกินกว่าหนึ่งบาท
(๒) ค่าเจ้าหน้าที่รับรองสำเนา
แผ่นละยี่สิบสตางค์ แต่รวมทั้งเรื่องครั้งหนึ่งไม่เกินกว่าสองบาท
แต่ถ้ากระทำในหน้าที่ราชการ
ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
มาตรา ๘
อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจออกคำสั่งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ห้ามการสั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสิ่งพิมพ์ใดๆ
อันระบุชื่อไว้ในคำสั่งนั้นโดยมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้
มาตรา ๙ เมื่อปรากฏว่าได้มีการโฆษณา
หรือเตรียมการโฆษณาสิ่งพิมพ์ใดๆ
ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจมีคำสั่งเป็นหนังสือแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะหรือมีคำสั่งทั่วไปโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือหนังสือพิมพ์รายวัน
ห้ามการขายหรือจ่ายแจกสิ่งพิมพ์นั้น ทั้งจะให้ยึดสิ่งพิมพ์และแม่พิมพ์นั้นด้วย
ก็ได้
ถ้าผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้แยกยึดแต่เฉพาะส่วนของสิ่งพิมพ์หรือแม่พิมพ์เท่าที่จำเป็น
และการแยกเช่นนี้อาจทำได้ ก็ให้แยกยึดได้ แต่ค่าใช้จ่ายในการแยกนี้ให้ผู้ร้องขอเป็นผู้เสีย
ถ้าพ้นกำหนดสามปีแล้ว
เจ้าพนักงานการพิมพ์มิได้ถอนการยึดสิ่งพิมพ์หรือแม่พิมพ์ซึ่งได้ยึดไว้
เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจสั่งให้ทำลายสิ่งพิมพ์นั้นเสียได้
แต่ต้องแจ้งให้เจ้าของทราบ ส่วนแม่พิมพ์นั้นอาจสั่งให้รื้อ หรือทำโดยประการอื่นมิให้ใช้พิมพ์ต่อไป
แต่ต้องคืนตัวพิมพ์และวัตถุแห่งแม่พิมพ์ทั้งสิ้นที่เหลืออยู่ให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ
มาตรา ๑๐ คำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์ตามมาตรา ๙
วรรคหนึ่งมาตรา ๒๑ (๒) และ (๓) มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๖ เฉพาะที่ให้พักใช้
หรือถอนใบอนุญาต หรือให้งดการเป็นผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์
และมาตรา ๓๗ เฉพาะที่เกี่ยวกับผู้โฆษณานั้น
ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันได้ทราบคำสั่งนั้น
แต่การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์
คำสั่งของรัฐมนตรีให้ถือเป็นเด็ดขาด
เมื่อคำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์เป็นไปโดยสุจริต
แม้รัฐมนตรีจะสั่งยกหรือแก้ไขประการใดก็ตาม
เจ้าพนักงานการพิมพ์ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดแต่คำสั่งนั้น
มาตรา ๑๑
ให้ผู้พิมพ์ทำทะเบียนสิ่งพิมพ์ที่ตนได้พิมพ์ขึ้นและให้ผู้โฆษณาทำทะเบียนสิ่งพิมพ์ที่ตนได้โฆษณาหรือมีไว้เพื่อโฆษณาโดยทำตามแบบของเจ้าพนักงานการพิมพ์
และต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ในเมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจ
มาตรา ๑๒
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานการพิมพ์กับเจ้าหน้าที่อื่นและออกกฎกระทรวงวางระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
ส่วนที่
๒
สิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์
มาตรา ๑๓ สิ่งพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักร
ต้องมีผู้พิมพ์และผู้โฆษณา
มาตรา ๑๔ บุคคลใดจะเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา
ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕ และไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖
ทั้งได้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗ แล้ว
มาตรา ๑๕ คุณสมบัติของผู้พิมพ์และผู้โฆษณา คือ
(๑) เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ และ
(๒) มีถิ่นที่อยู่ประจำในราชอาณาจักร
มาตรา ๑๖
บุคคลย่อมไม่มีสิทธิหรือถ้ามีสิทธิอยู่แล้วย่อมขาดสิทธิเป็นผู้พิมพ์และผู้โฆษณาในระหว่างเวลาที่
(๑) ถูกจำคุกอยู่ตามคำพิพากษาของศาลในคดีซึ่งมิใช่ความผิดฐานลหุโทษ
หรือความผิดฐานประมาท หรือ
(๒) ถูกงดการเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา
หรือเป็นผู้พิมพ์ที่ถูกงดใช้เครื่องพิมพ์ซึ่งตนใช้พิมพ์ตามมาตรา ๒๑
หรือถูกพักใช้หรือถอนใบอนุญาต หรือถูกงดการเป็นบรรณาธิการ ผู้โฆษณา
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ตามมาตรา ๓๖ หรือ
(๓) ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
มาตรา ๑๗ ผู้ที่จะเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา
ต้องปฏิบัติดังนี้
(๑) แจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์
โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(ก) ชื่อ สัญชาติ อายุ อาชีพ ถิ่นที่อยู่
และการงานที่ทำหรือเคยทำ
(ข) คำรับรองว่า มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕
และไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖
(ค) เป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา
(ง) ในกรณีที่จะเป็นผู้พิมพ์
ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์หรือสถานที่พิมพ์ในเมื่อไม่มีที่ตั้งโรงพิมพ์ จำนวน
ชนิดและลักษณะของเครื่องพิมพ์ และชื่อผู้เป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์
(จ) ในกรณีที่จะเป็นผู้โฆษณา
ที่ตั้งสำนักงานของตนและชื่อของสำนักงาน ถ้ามี
(๒) ในกรณีที่จะเป็นผู้พิมพ์
ถ้าเครื่องพิมพ์มิใช่ของตน
ต้องส่งหนังสืออนุญาตให้ใช้เครื่องพิมพ์ของเจ้าของไปพร้อมกัน
มาตรา ๑๘
ถ้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดตามรายการในมาตรา ๑๗(๑) (ก) เฉพาะชื่อ
สัญชาติ ถิ่นที่อยู่ (ง) หรือ (จ) ได้เปลี่ยนแปลงไป
ผู้พิมพ์และผู้โฆษณาต้องแจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง
มาตรา ๑๙
ในสิ่งพิมพ์ทุกฉบับที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักร ให้แสดงปีที่พิมพ์
ชื่อผู้พิมพ์ ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์หรือสถานที่พิมพ์ในเมื่อไม่มีที่ตั้งโรงพิมพ์
ชื่อผู้โฆษณา
และที่ตั้งสำนักงานของผู้โฆษณาไว้ที่ปกหน้าหรือหน้าสำหรับบอกชื่อสิ่งพิมพ์นั้น
บรรดาชื่อซึ่งต้องแสดงตามวรรคก่อน ให้ใช้ชื่อเต็ม
มาตรา ๒๐
ให้ผู้โฆษณาส่งสิ่งพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักรสองฉบับให้หอสมุดแห่งชาติภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันพิมพ์เสร็จโดยไม่คิดราคาและค่าส่ง
มาตรา ๒๑
เมื่อได้มีการโฆษณาสิ่งพิมพ์ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจดำเนินการ ดั่งต่อไปนี้
(๑) ให้คำตักเตือนเป็นหนังสือแก่ผู้พิมพ์
และ หรือผู้โฆษณา และในการให้คำตักเตือนนี้ จะเรียกผู้พิมพ์และ
หรือผู้โฆษณาไปรับคำอธิบายด้วยวาจาและให้ลงลายมือชื่อรับทราบด้วยก็ได้
(๒) สั่งเป็นหนังสือให้งดการเป็นผู้พิมพ์ และ หรือผู้โฆษณา และ หรือ
สั่งให้งดใช้เครื่องพิมพ์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้พิมพ์นั้น
มีกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวันแต่การสั่งเช่นนี้จะทำได้ต่อเมื่อได้ให้คำตักเตือนตามอนุมาตรา
๑ แล้ว และผู้ถูกตักเตือนไม่สังวรในคำตักเตือนนั้น
(๓) ในคราวที่มีเหตุฉุกเฉินในราชอาณาจักร
หรือมีเหตุคับขันระหว่างประเทศหรือมีการสงคราม
สั่งเป็นหนังสือให้งดการเป็นผู้พิมพ์ และ
หรือผู้โฆษณาหรือสั่งให้งดใช้เครื่องพิมพ์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้พิมพ์นั้นทันที
โดยมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้
และจะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นภายหลังก็ได้ตามแต่เห็นสมควร
มาตรา ๒๒ ผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณาคนใดเลิกเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา
หรือขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕ (๒) หรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖ (๑)
ต้องแจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์
โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกหรือขาดคุณสมบัติหรือขาดสิทธิ
ส่วนที่
๓
หนังสือพิมพ์
มาตรา ๒๓ หนังสือพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักรต้องมีผู้พิมพ์
ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของ
มาตรา ๒๔ บุคคลใดจะเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ต้อง
(๑) มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕
(๒) ไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิตามมาตรา
๑๖
(๓) มีสัญชาติไทย
หรือสัญชาติแห่งประเทศซึ่งมีสนธิสัญญากับประเทศไทย
(๔) ทำหนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาแห่งประเทศของตน
หากจะมีภาษาอื่นปนอยู่บ้างก็เฉพาะเป็นการทวนความ
หรือการกล่าวอ้างถ้อยคำหรือสำนวนเพียงเพื่อประกอบบทประพันธ์
หรือข้อความเกี่ยวกับการโฆษณาในทางการค้า หรือเป็นข้อความเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาภาษาโดยเฉพาะ
แต่ทั้งนี้ต้องมีไม่มากเกินสมควร
(๕) แจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์
ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(ก) ชื่อ สัญชาติ อายุ อาชีพ
ถิ่นที่อยู่และการงานที่ทำหรือเคยทำ
(ข) คำรับรองว่ามีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕
และไม่เป็นผู้ไม่มีสิทธิหรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖
(ค)
เป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์และในกรณีที่ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
หรือบรรณาธิการมิใช่เจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องส่งหนังสือรับรองของเจ้าของหนังสือพิมพ์ไปพร้อมกัน
(ง) ชื่อหนังสือพิมพ์
(จ) วัตถุประสงค์และระยะเวลาออกหนังสือพิมพ์
(ฉ) ภาษาที่หนังสือพิมพ์จะออก
(ช) ที่ตั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์และที่ตั้งสำนักงานของผู้โฆษณา
(ซ) ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์
(๖) ในกรณีแห่งบรรณาธิการ
ส่งรูปถ่ายของตนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์พร้อมกับคำแจ้งความ
(๗)[๒]
(ยกเลิก)
แต่ถ้าบุคคลที่จะเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นมีสัญชาติอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๓) ก็ดี
หรือจะออกหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๔) ก็ดี
บุคคลนั้นจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับหนังสือพิมพ์นั้นตามมาตรา
๒๗ แล้ว
มาตรา ๒๕ คำขออนุญาตเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ตามมาตรา ๒๔ วรรคท้าย
ให้ยื่นต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์
ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีรายการตามมาตรา ๒๔ (๕)และ
ในกรณีแห่งบรรณาธิการให้ส่งรูปถ่ายของตนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงไปพร้อมกัน
มาตรา ๒๖ ทุกห้าปี
ให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ส่งรูปถ่ายใหม่ของตนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๗
เมื่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ได้รับคำขออนุญาตอันถูกต้องตามมาตรา ๒๕ แล้ว
ให้ออกใบอนุญาตให้ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับคำขอ
เว้นแต่เห็นว่าการอนุญาตนั้นอาจจะมีผลขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ถ้าไม่อนุญาตแก่ผู้ใดให้เจ้าพนักงานการพิมพ์แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ขออนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันรับคำขอ
มาตรา ๒๘
ในกรณีที่ขออนุญาตเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มากกว่าหนึ่งฉบับ
ถ้าเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าผู้ขออนุญาตไม่น่าจะรับผิดชอบแต่ผู้เดียวได้ทุกฉบับตามที่ขอ
จะสั่งอนุญาตแต่บางฉบับก็ได้
มาตรา ๒๘ ทวิ[๓]
(ยกเลิก)
มาตรา ๒๙ ชื่อหนังสือพิมพ์ วัตถุประสงค์และระยะเวลาออกหนังสือพิมพ์ที่ได้แสดงไว้ในคำแจ้งความตามรายการในมาตรา
๒๔ (๕) (ง) และ (จ) นั้นถ้าจะเปลี่ยนแปลงประการใด ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
และเจ้าของหนังสือพิมพ์จะต้องแจ้งความต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ก่อนวันเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ในกรณีที่ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องมีใบอนุญาต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในวรรคก่อน ผู้พิมพ์
ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
และเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานการพิมพ์แล้ว
คำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงนั้นให้ใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์
เมื่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ได้รับคำขอแล้ว จะอนุญาตหรือไม่
ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ขอภายในสามสิบวันนับแต่วันรับคำขอ
มาตรา ๓๐
ถ้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดตามรายการในมาตรา ๒๔(๕) (ก) เฉพาะชื่อ
สัญชาติหรือถิ่นที่อยู่ (ช) หรือ (ซ) ของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
และเจ้าของหนังสือพิมพ์คนใดได้เปลี่ยนแปลงไป
ให้ผู้นั้นแจ้งความต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง
มาตรา ๓๑ ให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักร
แสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ เจ้าของ
ชื่อและที่ตั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์
ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์นั้นไว้ในหน้าแรกหรือหน้าหลัง
บรรดาชื่อซึ่งต้องแสดงตามวรรคก่อนให้ใช้ชื่อเต็ม
มาตรา ๓๒ ให้ผู้โฆษณาส่งหนังสือพิมพ์โดยไม่คิดราคาและค่าส่งไปยังที่ทำการเจ้าพนักงานการพิมพ์สามฉบับและหอสมุดแห่งชาติสองฉบับ
ในวันที่ออกโฆษณา
มาตรา ๓๓
ห้ามโฆษณาความลับของราชการในหนังสือพิมพ์ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
มาตรา ๓๔ เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน
อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจออกคำสั่งชั่วคราวเป็นหนังสือแก่บุคคลใด
หรือมีคำสั่งทั่วไป โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือหนังสือพิมพ์รายวัน
ระบุห้ามการโฆษณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับราชการทหารหรือการเมืองระหว่างประเทศ
มาตรา ๓๕ ในคราวที่ประเทศมีเหตุฉุกเฉินหรือตกอยู่ในภาวะสงครามอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือแก่บุคคลใดหรือประกาศโดยวิธีใดให้เสนอข้อความทั้งสิ้นที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวตรวจก่อน
มาตรา ๓๖
เมื่อได้มีการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์เห็นว่าอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือฝ่าฝืนคำสั่งห้ามตามความในมาตรา
๓๔ เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ให้คำตักเตือนเป็นหนังสือแก่ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ และหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ ในการให้คำตักเตือนนี้จะเรียกบุคคลที่กล่าวแล้วไปรับคำอธิบายและให้ลงลายมือชื่อรับทราบด้วยก็ได้
(๒) สั่งเป็นหนังสือให้ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์เสนอเรื่องหรือข้อความที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์ต่อไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวตรวจก่อน
มีกำหนดเวลาไม่เกินสิบห้าวัน แต่ในการสั่งเช่นนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ให้คำตักเตือนตาม
(๑) แล้ว และผู้ถูกตักเตือนไม่สังวรในคำตักเตือนนั้น
(๓) ในคราวที่มีเหตุฉุกเฉินภายในราชอาณาจักร
หรือมีเหตุคับขันระหว่างประเทศหรือมีการสงคราม
จะสั่งเป็นหนังสือแก่บุคคลใดให้เสนอเรื่องหรือข้อความที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์ต่อไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวตรวจก่อน
หรือสั่งให้พักใช้ หรือถอนใบอนุญาตหรือสั่งงดการเป็นผู้โฆษณา บรรณาธิการ และ หรือ
เจ้าของหนังสือพิมพ์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นั้นทันทีโดยมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้และจะสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นภายหลังก็ได้
มาตรา ๓๗ เมื่อผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
ถูกตักเตือนหรือต้องเสนอเรื่องหรือข้อความที่จะโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับใดเพื่อตรวจก่อนโฆษณา
ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นในความรับผิดชอบของตนได้โฆษณาเรื่องคล้ายคลึงทำนองเดียวกันนั้นอีก
เจ้าพนักงานการพิมพ์มีอำนาจสั่งให้เสนอหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทุกฉบับในความรับผิดชอบของผู้นั้นเพื่อตรวจก่อนโฆษณาได้ทีเดียว
มาตรา ๓๘ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์คนใดไม่พอใจในคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจข่าว
จะอุทธรณ์ไปยังรัฐมนตรีก็ได้ แต่ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นอันเด็ดขาด แต่ในระหว่างรอฟังคำสั่งอยู่นั้น
ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจข่าว
ในจังหวัดพระนครและธนบุรี
ให้รัฐมนตรีสั่งภายในสามวัน ในจังหวัดอื่นให้สั่งภายในเจ็ดวัน
นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
มาตรา ๓๙ ถ้าผู้โฆษณา
บรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์คนใดได้รับคำสั่งเป็นหนังสือให้เสนอหนังสือพิมพ์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวตรวจก่อน
แต่หนังสือพิมพ์นั้นยังออกโฆษณาโดยมิได้เสนอต่อเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวก็ดี
ลงข้อความซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวมิได้อนุญาตให้โฆษณาตามพระราชบัญญัตินี้ก็ดี
หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวก็ดี
เจ้าพนักงานการพิมพ์อาจมีคำสั่งเป็นหนังสือ
ห้ามโฆษณาหนังสือพิมพ์ที่ละเมิดนั้นต่อไป และจะให้ยึดหนังสือพิมพ์นั้นทั้งหมดก็ได้
และเมื่อยึดแล้วให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๙ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๔๐
หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาเรื่องราชการคลาดเคลื่อนจากความจริงและอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้
กระทรวงหรือกรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น หรือกรมโฆษณาการ
หรือเจ้าพนักงานการพิมพ์อาจสั่งเป็นหนังสือให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์นั้นแก้เองหรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องนั้น
ภายในวันเวลาที่กำหนดให้
แต่ต้องเป็นวันเวลาที่พอจะทันพิมพ์หนังสือพิมพ์นั้นซึ่งจะออกโฆษณาต่อไป
มาตรา ๔๑
หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาเรื่องเกี่ยวแก่บุคคลใดคลาดเคลื่อนจากความจริง
และอาจจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้น บุคคลนั้นอาจแจ้งเป็นหนังสือขอให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์นั้นแก้เอง
หรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องนั้น
การแก้หรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องที่ว่านี้
จะต้องลงพิมพ์ในฉบับที่จะออกโฆษณาต่อไปจากเวลาที่ได้รับคำขอดังกล่าวแล้ว
หรือในฉบับที่ถัดไป
เมื่อได้แก้หรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องที่ว่านี้โดยถูกต้องแล้ว
สิทธิในการฟ้องของบุคคลผู้ขอแก้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาเป็นอันระงับลง
มาตรา ๔๒
ถ้าข้อความที่ให้แก้หรือหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องตามมาตรา ๔๐
หรือมาตรา ๔๑ นั้น ขัดกับกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นการเสียดสี
หรือผู้ขอให้แก้มิได้แจ้งชื่อและที่อยู่ของตนให้ชัดเจน
บรรณาธิการก็ไม่ต้องแก้หรือนำลงพิมพ์
มาตรา ๔๓
เรื่องหรือข้อความที่ให้แก้หรือหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธตามมาตรา ๔๐
หรือมาตรา ๔๑ นั้น บรรณาธิการจะต้องแก้หรือลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นั้นโดยครบถ้วนในคราวเดียว
และต้องให้อยู่ในหน้าเดียวกับเรื่องอันเป็นเหตุให้แก้หรือปฏิเสธนั้น
เรื่องหรือข้อความที่ให้แก้
หรือหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธตามวรรคก่อนต้องนำลงพิมพ์ให้โดยไม่เรียกค่าธรรมเนียม
แต่หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธนั้น ต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าเรื่องอันเป็นเหตุที่ขอให้ลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธนั้นมีอยู่ไม่ถึงครึ่งแนว
(คอลัมน์) หรือครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์
หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธต้องไม่เกินกว่าหนึ่งแนวหรือหนึ่งหน้าหนังสือพิมพ์นั้น
แล้วแต่กรณี โดยมีขนาดแนวและตัวอักษรในเนื้อเรื่องเช่นเดียวกัน
(๒) ถ้าเรื่องอันเป็นเหตุที่ขอให้ลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธนั้นมีอยู่ตั้งแต่ครึ่งแนวหรือครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์ขึ้นไป
หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธต้องไม่เกินกว่าสองเท่าของเรื่องนั้น แล้วแต่กรณี
โดยมีขนาดแนวและตัวอักษรในเนื้อเรื่องเช่นเดียวกัน
ถ้าหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องเกินกำหนดที่ว่ามานี้เมื่อได้ออกโฆษณาแล้ว
เจ้าของหนังสือพิมพ์มีสิทธิเรียกค่าธรรมเนียมเฉพาะในส่วนที่เกินจากผู้ขอให้ลงพิมพ์ตามอัตราค่าแจ้งความตามปกติได้
สิทธิขอให้แก้หรือลงหนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธดังว่ามานี้เป็นอันระงับลงภายหลังหกเดือน
นับแต่วันที่หนังสือพิมพ์นั้นออกโฆษณา
มาตรา ๔๔
ผู้ที่ได้แจ้งความหรือได้รับใบอนุญาตเป็นผู้พิมพ์
ผู้โฆษณาบรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ใด
ถ้าหนังสือพิมพ์นั้นมิได้เริ่มออกโฆษณาภายในกำหนดเวลาหกสิบวัน
นับแต่วันที่ได้แจ้งหรือวันที่ได้รับใบอนุญาตแล้วแต่กรณี การเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นเป็นอันสิ้นสุดลง
มาตรา ๔๕ หนังสือพิมพ์รายวัน
ถ้ามิได้ออกโฆษณาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาสามสิบวัน หรือหนังสือพิมพ์รายคาบ
ถ้ามิได้ออกโฆษณาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาสี่คราวหรือเกินกว่าสองปี การเป็นผู้พิมพ์
ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นเป็นอันสิ้นสุดลง
มาตรา ๔๖ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ เลิกเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ใดที่ตนเป็นอยู่ หรือขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๕ (๒)
หรือขาดสิทธิตามมาตรา ๑๖ (๑) ต้องแจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์
โดยใช้แบบพิมพ์ของเจ้าพนักงานการพิมพ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลิกหรือขาดคุณสมบัติหรือขาดสิทธิ
ในกรณีที่มีใบอนุญาตให้คืนใบอนุญาตนั้นด้วย
ส่วนที่
๔
ความผิดและบทกำหนดโทษ
มาตรา ๔๗ เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในมาตรา ๕๔
และมาตรา ๖๐ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ใดครอบครองเครื่องพิมพ์อยู่
ผู้นั้นเป็นผู้พิมพ์และผู้โฆษณา
มาตรา ๔๘
เมื่อมีความผิดนอกจากที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นด้วยการโฆษณาสิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์
ผู้ประพันธ์ซึ่งตั้งใจให้โฆษณาบทประพันธ์นั้นต้องรับผิดเป็นตัวการ
ถ้าผู้ประพันธ์ไม่ต้องรับผิดหรือไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการ
ในกรณีแห่งหนังสือพิมพ์
ผู้ประพันธ์และบรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการ และถ้าไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์
ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการด้วย
มาตรา ๔๙ ในกรณีที่นิติบุคคลได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
หรือกระทำความผิดใดๆ ด้วยการโฆษณาสิ่งพิมพ์
ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับผิดด้วยเท่าที่ตนได้กระทำ
มาตรา ๕๐ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบให้คดีเลิกกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๕๑
สิ่งพิมพ์ซึ่งอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนได้ประกาศห้ามตามมาตรา ๘
นั้น
(๑) ผู้ใดสั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสองเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
(๒) ผู้ใดขาย เสนอขาย จ่ายแจก หรือเสนอจ่ายแจกมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
สิ่งพิมพ์ที่ว่านี้ ให้ริบเสีย
มาตรา ๕๒ ผู้ใดขาย เสนอขาย จ่ายแจก หรือเสนอจ่ายแจก
สิ่งพิมพ์ซึ่งเจ้าพนักงานการพิมพ์ได้ห้ามการขายหรือจ่ายแจก ตามมาตรา ๙
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสองเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๕๓ ผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณาคนใด
(๑) ละเลยไม่ทำหรือไม่แสดงทะเบียนซึ่งเป็นหน้าที่ของตนตามมาตรา
๑๑มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าสิบบาท
(๒) จงใจทำทะเบียนซึ่งเป็นหน้าที่ของตนตามมาตรา
๑๑ เท็จในสาระสำคัญมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๕๔ ผู้ใดทำการในหน้าที่เป็นผู้พิมพ์
หรือผู้โฆษณา โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๔ หรือในระหว่างถูกงดเป็นผู้พิมพ์
หรือผู้โฆษณา หรือใช้เครื่องพิมพ์ซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าถูกงดตามมาตรา ๒๑
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๕๕
ผู้ใดจงใจแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์ในการแจ้งความเป็นผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณาตามมาตรา
๑๗ หรือในการแจ้งความหรือขออนุญาตเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินสองเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๕๖
ผู้ใดละเลยไม่แจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์ตามหน้าที่ของตนตามมาตรา ๑๘
附則
มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๐ หรือมาตรา ๔๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๕๗
ถ้าได้มีการโฆษณาสิ่งพิมพ์ซึ่งมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๑๙
หรือมาตรา ๓๑
ผู้พิมพ์และผู้โฆษณามีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าสิบบาทสำหรับความผิดคราวหนึ่ง
มาตรา ๕๘ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์คนใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๒๙
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๕๙
ผู้โฆษณาคนใดละเลยไม่ส่งสิ่งพิมพ์ให้แก่หอสมุดแห่งชาติตามมาตรา ๒๐
หรือไม่ส่งหนังสือพิมพ์ให้แก่เจ้าพนักงานการพิมพ์หรือหอสมุดแห่งชาติตามมาตรา ๓๒
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสิบสองบาท
มาตรา ๖๐ ผู้ใดทำการในหน้าที่ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๒๔
หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๒๗ หรือระหว่างที่ใบอนุญาตได้ถูกพักใช้หรือถูกถอน
หรือระหว่างที่ถูกงดการเป็นผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ตามมาตรา
๓๖ หรือภายหลังที่การเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ได้สิ้นสุดลงตามมาตรา
๔๔ หรือมาตรา ๔๕ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่ร้อยบาท
มาตรา ๖๐ ทวิ[๔]
(ยกเลิก)
มาตรา ๖๑ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ใด
ไม่ส่งรูปถ่ายใหม่เมื่อครบระยะเวลาห้าปี ตามมาตรา ๒๖
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสิบสองบาท
มาตรา ๖๒
บรรณาธิการหรือผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์คนใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๓๓
หรือฝ่าฝืนคำสั่งของอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้รักษาการแทนตามมาตรา
๓๔มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๖๓ เมื่อหนังสือพิมพ์ใดโฆษณาเรื่องหรือข้อความซึ่งต้องเสนอเพื่อตรวจก่อนโฆษณาตามมาตรา
๓๕ มาตรา ๓๖ (๓) หรือมาตรา ๓๗ ในกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๓๖ (๓)
โดยเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวยังมิได้อนุญาตให้โฆษณาหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจข่าว
ผู้โฆษณาและบรรณาธิการมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
ผู้ใดขาย เสนอขาย จ่ายแจก
หรือเสนอจ่ายแจกหนังสือพิมพ์ใด
ซึ่งโฆษณาโดยกระทำผิดดังกล่าวในวรรคก่อนโดยรู้อยู่แล้วว่าหนังสือพิมพ์นั้นได้ออกโดยกระทำผิด
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่หนึ่งเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๖๔
เมื่อหนังสือพิมพ์ใดโฆษณาเรื่องหรือข้อความซึ่งต้องเสนอเพื่อตรวจก่อนโฆษณาตามมาตรา
๓๖ (๒) หรือมาตรา ๓๗ ในกรณีที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๓๖ (๓)
โดยเจ้าหน้าที่ตรวจข่าวยังมิได้อนุญาตให้โฆษณา หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจข่าว
ผู้โฆษณา และบรรณาธิการมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
ผู้ใดขาย เสนอขาย จ่ายแจก
หรือเสนอจ่ายแจกหนังสือพิมพ์ใด ซึ่งโฆษณาโดยกระทำผิดดังกล่าวในวรรคก่อน
โดยรู้อยู่แล้วว่าหนังสือพิมพ์นั้นได้ออกโดยกระทำผิด มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๖๕
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ใดละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนในการแก้ข้อความหรือลงพิมพ์หนังสือซึ่งแก้หรือปฏิเสธเรื่องตามมาตรา
๔๐ มาตรา ๔๑หรือมาตรา ๔๓ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
ส่วนที่
๕
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๖๖
ผู้ซึ่งมีใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์อยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
ไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๒๔ (๕) และมาตรา ๒๔วรรคท้าย
จนกว่าจะพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
ดวงใจ/แก้ไข
๑๓
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
พระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๕[๕]
มาตรา ๖
เจ้าของหนังสือพิมพ์ข่าวสารการเมืองที่ได้ออกอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
หรือที่ได้แจ้งความตามมาตรา ๒๔ หรือรับอนุญาตแล้วตามมาตรา ๒๗
แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔
และจะเริ่มออกหนังสือพิมพ์นั้นภายหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้
ต้องปฏิบัติตามความในมาตรา ๒๔ (๗) แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔
ภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ดวงใจ/แก้ไข
๑๓
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
พระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๘[๖]
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ดวงใจ/แก้ไข
๑๔
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗[๗]
โดยที่การเสนอข่าวและบทความในหนังสือพิมพ์บางฉบับได้เป็นไปในลักษณะที่ไม่สมควร
เช่นในบางกรณีเป็นการกระทบกระเทือนพระบรมเดชานุภาพ
และในบางกรณีเป็นการส่งเสริมให้เกิดความหลงเชื่อนิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์
หรือเป็นกลอุบายของคอมมิวนิสต์เพื่อก่อกวนบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้
อาจส่งผลให้เป็นภัยร้ายแรงแก่ประเทศและความสงบสุขในบ้านเมือง
และโดยที่การกระทำดังกล่าวนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจป้องกันและระงับได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
คณะปฏิวัติเห็นว่าควรให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ว่านี้เสียใหม่ในเมื่อได้มีสภานิติบัญญัติขึ้นแล้ว
แต่เพื่อให้กิจการได้ดำเนินไปด้วยความเหมาะสมในขณะนี้
เห็นควรให้มีข้อกำหนดบางประการ เพื่อป้องกันมิให้มีเหตุดังที่ได้กล่าวแล้ว
หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
บุคคลใดจะเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ โดยใช้สิ่งพิมพ์ซึ่งมีชื่อจ่าหน้าเช่นเดียวกัน
และออกหรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไป มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็ตาม
มีข้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม
ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบพิมพ์ที่กำหนด
และเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว จึงจะดำเนินการได้
ถ้ามีการละเมิดความในข้อนี้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดหนังสือพิมพ์นั้นทำลายเสีย
และให้ยึดเครื่องที่พิมพ์หนังสือพิมพ์นั้นไว้มีกำหนดเวลาตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรแต่มิให้เกินหกเดือน
ข้อ ๒
หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาข้อความมีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) ข้อความซึ่งเป็นการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์หรือเป็นการกล่าวร้ายเสียดสี
หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือเหยียดหยาม พระราชินี รัชทายาท
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(๒) ข้อความซึ่งเป็นการกล่าวร้าย
เสียดสี หรือเหยียดหยามประเทศชาติ หรือปวงชนชาวไทยเป็นส่วนรวมหรือข้อความใดๆ
ที่สามารถจะทำให้ต่างชาติเสื่อมความเชื่อถือไว้วางใจในประเทศไทย รัฐบาลไทย
หรือคนไทยโดยทั่วไป
(๓) ข้อความซึ่งเป็นการกล่าวร้าย
เสียดสี หรือเหยียดหยาม
รัฐบาลไทยหรือกระทรวงทบวงกรมในรัฐบาลอย่างเคลือบคลุมโดยไม่แจ้งให้เห็นว่าได้ทำผิดในเรื่องใด
(๔) ข้อความซึ่งเป็นการแสดงอย่างเคลือบคลุมว่าได้มีความเสื่อมโทรม
เลวทราม
หรือผิดร้ายเสียหายในรัฐบาลหรือกระทรวงทบวงกรมในรัฐบาลโดยไม่แสดงว่าเป็นเรื่องใดข้อใด
(๕) ข้อความซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดความนิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์
หรือพอเห็นได้ว่าเป็นกลอุบายของคอมมิวนิสต์เพื่อก่อกวนหรือบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ
(๖) ข้อความซึ่งเป็นเท็จในลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตกใจหรือวิตกกังวลหรือเกิดความหวาดกลัว
หรือข้อความในลักษณะซึ่งเป็นการปลุกปั่นหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบ
หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือข้อความทำนายในทางที่อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่ประชาชนในโชคชะตาของบ้านเมือง
(๗) ข้อความซึ่งใช้ถ้อยคำหยาบคาย
เป็นทางให้เสื่อมเสียศีลธรรม หรือวัฒนธรรมของชาติ
(๘) ข้อความซึ่งเป็นความลับของทางราชการ
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตักเตือนหรือยึดหนังสือพิมพ์นั้นทำลายเสีย
หรือสั่งถอนใบอนุญาตผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้น
ข้อ ๓
ผู้ถูกสั่งถอนใบอนุญาตตามข้อ ๒
มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันได้ทราบคำสั่งนั้น คำวินิจฉัยของปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นที่สุด
ข้อ ๔
ความในข้อ ๑
มิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
และเจ้าของหนังสือพิมพ์ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนประกาศนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ดวงใจ/แก้ไข
๑๔
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
พระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๑๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ พ.ศ. ๒๕๑๘[๘]
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๑๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๑
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๑๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๑ เป็นการขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
อีกทั้งเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการพูด
การเขียน การพิมพ์และการโฆษณา อีกด้วย
ผลจากการมีประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวทำให้ประชาชนถูกลิดรอน ถูกคุกคาม และบีบคั้นในการใช้สิทธิเสรีภาพ
เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถึง ๑๗ ปี ตั้งแต่รัฐบาลในระบอบเผด็จการ
มาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์
ซึ่งทำหน้าที่เป็นปากเสียง เป็นสื่อกลางนำข่าวสารและวิทยาการไปสู่ประชาชนนั้น
ได้รับความกระทบกระเทือน และถูกปิดปากเป็นเวลาอันยาวนาน
ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นและนำข่าวสารที่แท้จริงไปสู่ประชาชนได้
ขณะนี้ก็เข้าสู่ยุคแห่งประชาธิปไตย
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องกำจัดสิ่งที่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเสีย
อีกทั้งเป็นการสนองเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๑๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๑ นี้เสีย
ดวงใจ/แก้ไข
๑๔
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒[๙]
ตามที่ได้มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินกำหนดให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่ต้องการจะดำเนินการพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันและสิ่งตีพิมพ์
ยื่นเรื่องราวต่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
เพื่อพิจารณาอนุมัติให้เป็นการเฉพาะรายนั้น
บัดนี้สถานการณ์โดยทั่วไปได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
และคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินพิจารณาเห็นว่า สมควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิมพ์สิ่งพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออกเผยแพร่ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ให้ยกเลิก
(๑)
ข้อ ๑ และข้อ ๒ แห่งคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๕ ลงวันที่
๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
(๒)
คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
(๓)
คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๒๐ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.
๒๕๑๙
ข้อ ๒
ห้ามมิให้บุคคลใดพิมพ์ โฆษณา
หรือจ่ายแจกสิ่งพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งเป็นการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์
หรือเป็นการกล่าวร้ายเสียดสี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือเหยียดหยาม พระราชินี
รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(๒)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งเป็นการกล่าวร้ายเสียดสี หรือเหยียดหยามประเทศชาติ
หรือปวงชนชาวไทยเป็นส่วนรวม หรือข้อความใดๆ
ที่สามารถจะทำให้ต่างชาติเสื่อมความเชื่อถือไว้วางใจในประเทศไทย รัฐบาลไทย
หรือคนไทยโดยทั่วไป
(๓)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งเป็นการกล่าวร้าย เสียดสี หรือเหยียดหยามรัฐบาลไทย
หรือกระทรวง ทบวง กรม ในรัฐบาลอย่างเคลือบคลุม โดยไม่แจ้งให้เห็นว่าได้ทำผิดในเรื่องใด
(๔)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งเป็นการแสดงอย่างเคลือบคลุมว่า
ได้มีความเสื่อมโทรมเลวทราม หรือผิดร้ายเสียหายในรัฐบาล หรือกระทรวง ทบวง
กรมในรัฐบาล โดยไม่แสดงว่าเป็นเรื่องใดข้อใด
(๕)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดความนิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์
หรือพอเห็นได้ว่าเป็นกลอุบายของคอมมิวนิสต์
เพื่อก่อกวนหรือบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ
(๖)
ข้อความหรือรูปภาพหรือการพาดหัวหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นเท็จ
หรือในลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตกใจ
หรือวิตกกังวลหรือเกิดความหวาดกลัว หรือข้อความในลักษณะซึ่งเป็นการปลุกปั่นหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือข้อความทำนายในทางที่อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่ประชาชนในโชคชะตาของบ้านเมือง
(๗)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งมีลักษณะหยาบคายหรือลามก
หรือทำให้เสื่อมเสียศีลธรรมหรือวัฒนธรรมของชาติ
(๘)
ข้อความหรือรูปภาพซึ่งเป็นความลับของทางราชการ
ข้อ ๓
บุคคลใดจะเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ
หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์
ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ตามแบบพิมพ์ที่กำหนด
และเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานการพิมพ์แล้ว จึงจะดำเนินการได้
ความในวรรคหนึ่ง
มิให้ใช้บังคับแก่หนังสือพิมพ์ของทางราชการ
ข้อ ๔
ห้ามมิให้หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาข้อความหรือลงรูปภาพที่มีลักษณะที่ระบุไว้ตามข้อ
๒
ข้อ ๕ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อ ๒
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี
และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาทและให้ศาลสั่งทำลายสิ่งพิมพ์นั้นเสีย
ข้อ ๖ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามข้อ ๓
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งทำลายหนังสือพิมพ์นั้นเสีย
ข้อ ๗ เมื่อปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ใดลงโฆษณาข้อความหรือภาพอันเป็นการฝ่าฝืนข้อ
๔ ให้เจ้าพนักงานการพิมพ์มีหนังสือเตือน และในกรณีที่อาจแก้ไขได้
ให้สั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง
ในกรณีที่เจ้าพนักงานการพิมพ์ได้มีหนังสือเตือนหรือสั่งให้แก้ไขตามวรรคหนึ่งแล้ว
หากปรากฏว่าหนังสือพิมพ์นั้นยังโฆษณาข้อความหรือลงรูปภาพอันเป็นการฝ่าฝืนข้อ ๔
ซ้ำอีกไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนในเรื่องเดียวกันหรือไม่
หรือไม่แก้ไขตามคำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์ ให้สั่งถอนใบอนุญาตผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้น
ข้อ ๘ ผู้ถูกสั่งถอนใบอนุญาตตามข้อ ๗
มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานการพิมพ์ต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้ทราบคำสั่ง
คำวินิจฉัยของปลัดกระทรวงมหาดไทยให้เป็นที่สุด
ข้อ ๙
ให้ถือว่าบรรดาหนังสือพิมพ์ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาคำร้องของบุคคลหรือนิติบุคคล
เพื่อดำเนินการพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันหรือสิ่งตีพิมพ์ต่อประชาชนอื่นๆ
ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
แล้ว เป็นหนังสือพิมพ์ที่ได้รับอนุญาตตามข้อ ๓ ของคำสั่งฉบับนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ดวงใจ/แก้ไข
๑๔
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
พระราชกำหนดยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ฉบับที่ ๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พ.ศ.๒๕๓๓[๑๐]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ฉบับที่ ๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙
(๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ฉบับที่ ๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ พ.ศ.๒๕๒๕
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ
โดยที่คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.
๒๕๑๙ มีบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการเขียน การพิมพ์ และการโฆษณา
ไม่เหมาะสมกับภาวะการณ์ในปัจจุบัน
ซึ่งมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าว
เป็นเหตุให้มีการรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นอย่างมากจนเกิดความสับสนในการเสนอข่าวสารบ้านเมืองของหนังสือพิมพ์ทั้งหลายอันอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย
ความปลอดภัยและการลงทุนอันเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจดังกล่าวของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
ดวงใจ/แก้ไข
๑๔
ก.ย. ๔๔
A+B (C)
สุนันทา
อรดา
จักรกฤษณ์
จัดทำ
๗ มีนาคม ๒๕๔๖
สัญชัย/ปรับปรุง
๑๙
พฤษภาคม ๒๕๔๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๕๘/-/หน้า ๑๒๒๘/๓๐ กันยายน ๒๔๘๔
[๒] มาตรา ๒๔ (๗)
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๘
[๓] มาตรา ๒๘ ทวิ
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๘
[๔] มาตรา ๖๐ ทวิ
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๘
[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๕๙/ตอนที่ ๑๙/หน้า ๗๔๘/๒๔ มีนาคม ๒๔๘๕
[๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๖๒/ตอนที่ ๕/หน้า ๑๑๙/๒๓ มกราคม ๒๔๘๘
[๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๗๕/ตอนที่ ๘๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๗/๒๗ ตุลาคม ๒๕๐๑
[๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๙๒/ตอนที่ ๒๐๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๘ ตุลาคม ๒๕๑๘
[๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๙๓/ตอนที่ ๑๓๔/ฉบับพิเศษ หน้า ๕๒/๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙
[๑๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๐๗/ตอนที่ ๒๓๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๓
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).