มาตรา ๑๙
ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครอง
ซึ่งยาเสพย์ติดให้โทษประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕
ตามปริมาณที่กำหนดในกฎ
กระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นด้วยซึ่ง
เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก
ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้นั้นไปยัง
ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพที่อยู่ในเขตอำนาจเพื่อตรวจพิสูจน์ว่าผู้ต้องหานั้นติดยาเสพย์ติดหรือไม่
และให้ถือว่าผู้ต้องหายังอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวน
ส่วนการสอบสวนก็ให้
พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป
ในกรณีที่ผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่งมีอายุยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ ให้นำ
กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว
มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๐
เมื่อได้มีการรับตัวผู้ต้องหาไว้ตามมาตรา ๑๙ แล้ว ให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกประวัติของผู้ต้องหาและดำเนินการให้มีการตรวจพิสูจน์โดยเร็วว่าผู้ต้อง
หานั้นติดยาเสพย์ติดหรือไม่
เสร็จแล้วให้รายงานผลการตรวจพิสูจน์ และบันทึกประวัติต่อคณะ
อนุกรรมการประจำศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ
หลักเกณฑ์และวิธีการบันทึกประวัติและการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง ให้
เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการประจำศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพวินิจฉัยว่า
ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นติดยาเสพย์ติด
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งตัวผู้นั้นเข้า
รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแล้วรายงานให้พนักงานสอบสวนทราบ
แต่ถ้าผลการตรวจพิสูจน์
ไม่ปรากฏว่าผู้นั้นติดยาเสพย์ติด
ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งตัวผู้นั้นคืนให้พนักงานสอบสวน
พร้อมรายงานการตรวจพิสูจน์
มาตรา ๒๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕
มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ ผู้เข้ารับ
การฟื้นฟูสมรรถภาพต้องอยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพตามระเบียบที่
คณะกรรมการกำหนดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือนนับแต่วันถูกส่งตัวเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).