附則
พระราชกำหนด
พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ.๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๒๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๘
เป็นปีที่ ๔๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๒* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.๒๕๒๘/๑๗๗/๒๑พ/๒๖
พฤศจิกายน ๒๕๒๘]
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๑๐ ทวิ ผู้ใดจะกระทำการแทนบริษัทซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร
ต้องได้รับอนุญาตจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
มิให้นำมาตรา ๑๓
มาตรา ๔๑ และมาตรา ๕๒ มาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับอนุญาต
ตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในวรรคสองและวรรคสามของมาตรา
๑๔ แห่ง
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้
เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ
สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะ
จัดตั้งขึ้น
แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็น
อย่างอื่นได้ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็น
หุ้นของบุคคลตามวรรคสองด้วย
(๑)
คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง
(๒) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง
(๓)
ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วน
(๔)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวม
กันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
(๕)
บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสอง หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ
ห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้
แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น หรือ
(๖)
บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ
ห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔) หรือบริษัทจำกัดตาม (๕)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบ
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๑๗
บริษัทเงินทุนต้องมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต่ำกว่า
หนึ่งร้อยรายโดย
(๑)
ผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบ
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และ
(๒)
ผู้ถือหุ้นแต่ละรายต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหกของจำนวนหุ้น
ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดตามวรรคหนึ่ง
(๑) ไม่นับรวมจำนวน
หุ้นที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณกองทุนเพื่อ
การฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ
นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
บริษัทเงินทุนใดมีผู้ถือหุ้นหรือการถือหุ้นไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งในขณะใด
ขณะหนึ่ง ให้บริษัทเงินทุนนั้นขอผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินการแก้ไขให้
ถูกต้องภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น
รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นอย่างอื่นได้
ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วย ก็ได้
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทเงินทุนที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย
ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๐ ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๒)
ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่
(ก)
เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือ
สำหรับเป็นที่พัก หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นตามที่
ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การ
ประกันการให้กู้ยืมเงิน
หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดยคำ
สั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปีนับ
แต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน
หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่
ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ
(ค)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อ
การเคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศ
ไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในการอนุญาตตาม
(ก) หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๓)
รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน
จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน
(๔)
ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้น
ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๕)
ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่
(ก)
เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงินแต่
ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา
(ข)
เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก
รัฐมนตรี หรือ
(ค)
เป็นการได้มาโดยได้รับผ่อนผันจากรัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
(๖)
ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ไว้ด้วยก็ได้
สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ
พัฒนาให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย
(ก)
การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน
ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม
เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว
(ข)
การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน
(ค)
การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ
อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
(ง)
การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจ
เข้าด้วยกัน
สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ
พาณิชย์ให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบธุรกิจการค้ำประกันได้ตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไข
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(๗)
ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน
การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย
(ก)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ
(ข)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก)
เป็นหุ้นส่วน
(ค)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก)
เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด
ที่มีหุ้นรวมกันเกิน
ร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
(ง)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือ
ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้
แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(จ)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือ
ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของ
จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(ฉ) การรับรอง
รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการหรือ
บุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ
(จ) เป็น
ผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง
(ช)
การประกันหนี้ใด ๆ ของกรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้น
ส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ (จ)
(๘)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุน โดยมิได้
รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ไว้ด้วยก็ได้
(๙)
จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท
เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ
ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น
ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จเงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่าง
อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ
(๑๐)
ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน
สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการทั้งนี้
รวมถึงบุคคลตาม (ก) ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ
(จ)
ของ (๗) วรรคสองด้วย เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๑๑)
โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๑๒)
ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ
พนักงานของบริษัทเงินทุนมีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน
เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๑๓) กระทำการใด ๆ
อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของ
ประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
อย่างไม่เป็นธรรมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน
หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจทั้งนี้
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคห้าของมาตรา
๒๖ ทวิ แห่ง
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
ในกรณีที่บริษัทเงินทุนต้องดำเนินการลดทุน
เพิ่มทุน ควบกิจการหรือ
รวมกิจการเข้ากับบริษัทอื่นตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามวรรคสองหรือตามคำชี้ขาด
ตามวรรคสาม
มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการบังคับให้เป็นบริษัทมหาชน
จำกัด
และการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วของบริษัทเงินทุน
และมาตรา ๑๒๒๕ มาตรา ๑๒๒๖ และมาตรา ๑๒๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และมาตรา ๑๕๔ และมาตรา ๑๖๗ แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๒๑ แล้ว
แต่กรณีมาใช้บังคับ
มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๖ จัตวา
แห่ง พระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๖ จัตวา
เพื่อแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ
เพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินหรือระบบสถาบันการเงิน
ให้รัฐมนตรีด้วย
คำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนระงับการดำเนินกิจการทั้งหมด
หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด
และในการนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความใน (๗) ของมาตรา ๕๔ แห่ง
พระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.
๒๕๒๒ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
(๗)
จัดหาเงินทุนจากประชาชน เว้นแต่การออกหุ้นกู้และการกู้ยืมเงินที่มี
กำหนดเวลาจ่ายคืนไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี
ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการกู้ยืม การชำระคืน
และวงเงินขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจ
หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๕๖ ให้นำมาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา ๑๕
มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ (๑๓) มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒
ทวิ มาตรา ๒๒ ตรี มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖
มาตรา ๒๖ ทวิ มาตรา ๒๖ ตรี มาตรา ๒๖ จัตวา มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ทวิ
มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ และ มาตรา ๓๘
มาใช้บังคับแก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๕๗
แห่งพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๕๗ เมื่อปรากฏหลักฐานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่าบริษัทใดมี
ฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของ
ประชาชน
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงาน
ดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ในการนี้จะสั่งให้เพิ่มทุนหรือ
ลดทุนด้วยก็ได้
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจ
หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๕๗ ทวิ
เมื่อปรากฏหลักฐานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่าบริษัท
ใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์
ของประชาชน หรือกรรมการ
ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใด
ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๗
ตรี ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นถอดถอนกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่ง
รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทผู้เป็นต้นเหตุดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้ในกรณีที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้ถอดถอนบุคคลใด
ให้บริษัทนั้นแต่งตั้งบุคคลอื่นโดยความเห็น
ชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าดำรงตำแหน่งแทนภายในเวลาสามสิบวันนับแต่วันถอดถอน
บริษัทใดไม่ถอดถอนบุคคลหรือถอดถอนแล้วไม่แต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทน
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้
(๑) ถอดถอนกรรมการ
ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนิน
งานของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นไม่ถอดถอน
(๒)
แต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่ง
ถูกถอดถอนเป็นเวลาไม่เกินสามปี
และให้บุคคลนั้นได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
โดยให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น
และในระหว่างเวลาที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งอยู่
ผู้ถือหุ้นของบริษัทจะมีมติเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้
บุคคลซึ่งถูกถอดถอนจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด
ๆ ในบริษัทนั้นไม่
ได้ไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม
และต้องอำนวยความสะดวกและให้ข้อเท็จจริงแก่บุคคลตาม (๒)
หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้
ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตาม
มาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมาย
ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี
มาตรา ๑๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๕๗ ตรี
ในกรณีที่บริษัทใดไม่เพิ่มทุนหรือลดทุนภายในกำหนดเวลา
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง
ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่ง
ประเทศไทยเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามคำสั่งของธนาคารแห่ง
ประเทศไทยดังกล่าว
ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องให้บริษัทใดเพิ่มทุนหรือลดทุนเพื่อให้
บริษัทนั้นสามารถพยุงฐานะและการดำเนินงานต่อไปได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งให้
บริษัทนั้นเพิ่มทุนหรือลดทุนทันทีก็ได้ โดยให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว
เป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ในการเพิ่มทุนหรือลดทุนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
มิให้นำบทบัญญัติ
แห่งพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้ว
ของบริษัท และมาตรา ๑๒๒๐ มาตรา ๑๒๒๔ มาตรา ๑๒๒๕ และมาตรา ๑๒๒๖ แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา ๑๔๙ วรรคสอง (๒) มาตรา ๑๕๒ และ มาตรา ๑๕๔
แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๒๑ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๒) ของมาตรา ๖๘
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
(๑) สั่งให้กรรมการ
พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท ผู้สอบบัญชีของบริษัท
และผู้รวบรวมหรือประมวลข้อมูลของบริษัทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือด้วยเครื่องมืออื่นใด
มาให้ถ้อยคำ หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสารดวงตรา
หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับ
กิจการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
(๒)
เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัท หรือในสถานที่ซึ่งรวบรวมหรือ
ประมวลข้อมูลของบริษัทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือด้วยเครื่องมืออื่นใด
มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และ
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๗๐ บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐
มาตรา ๑๒
มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑
มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสาม มาตรา ๒๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๒๖ ตรี
วรรค
หนึ่ง มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๐ มาตรา
๔๒
มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔
มาตรา ๕๕ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๙
มาตรา ๑๐
มาตรา ๒๐ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๘) หรือ (๑๑) มาตรา ๒๒ ตรี มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา
๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง มาตรา ๒๖ ตรี วรรคสอง มาตรา ๒๖
จัตวา มาตรา ๒๙ วรรคสาม หรือวรรคสี่ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง
หรือวรรคสี่
มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๓ (๔) (๕) (๖) (๗) หรือ (๘) มาตรา ๔๔ วรรคสาม มาตรา ๕๔ (๑)
(๔) (๕) (๖) (๘) หรือ (๙) มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๗ ทวิ มาตรา ๕๗ ตรี หรือ
มาตรา ๖๕
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในกฎกระทรวงตามมาตรา ๗
วรรคสามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอด
เวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และ
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๗๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐ ทวิ มาตรา ๑๓ มาตรา
๔๑ หรือมาตรา ๕๒ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา ๑๐ ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง
สามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๑๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๕ เตรส
แห่ง พระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๗๕ เตรส
ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำความผิด
ตามมาตรา ๗๕ ทวิ มาตรา ๗๕ ตรี มาตรา ๗๕ จัตวา มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ
มาตรา ๗๕ สัตต มาตรา ๗๕ อัฏฐ มาตรา ๗๕ นว มาตรา ๗๕ ทศ หรือมาตรา ๗๕ เอกาทศ
และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของ
ประชาชน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้น
หรือ
ทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น
แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้เกิน
กว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล
ให้คำสั่งยึดหรืออายัด
ดังกล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
ในกรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถฟ้องคดี
ได้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
ศาลที่มีเขตอำนาจจะสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของ
ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศ
ไทยเป็นผู้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง
การยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง
ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวล
รัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง
เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลดังกล่าวจะหลบหนี
ออกนอกราชอาณาจักรเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ
ให้ศาลอาญามีอำนาจสั่งห้ามมิให้
บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนได้
ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนเมื่อผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบุคคลที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมอบหมายแจ้งให้
อธิบดีกรมตำรวจทราบ
ให้อธิบดีกรมตำรวจมีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวได้เป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน
จนกว่าศาลอาญาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอาญาหรือของอธิบดีกรมตำรวจที่สั่งตามวรรคสี่ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๑๘
บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดซึ่งอยู่ในระหว่าง
ดำเนินการลดทุน เพิ่มทุน
ควบกิจการหรือรวมกิจการเข้ากับบริษัทอื่นตามโครงการเพื่อแก้ไข
ฐานะและการดำเนินงานอยู่ในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้นำความในมาตรา ๒๖
ทวิ
วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟอง
ซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๙
ผู้ใดกระทำการแทนบริษัทซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ
โดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักรอยู่แล้ว
ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้
บังคับ ถ้าประสงค์จะดำเนินการต่อไป
ให้ยื่นขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน
เก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
เมื่อได้ยื่นขออนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้ดำเนินการต่อไปได้จนกว่าธนาคาร
แห่งประเทศไทยจะสั่งไม่อนุญาต
มาตรา ๒๐
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราช
กำหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป.
ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจ
หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
ยังมีมาตรการไม่เพียงพอ
แก่การควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน
รวมทั้งขาดมาตรการที่เหมาะสมใน
การช่วยแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินหากจะพึงมีขึ้น
สมควรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย
ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องเหมาะสมกับภาวการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป
เพื่อเป็น
การคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและก่อให้เกิดเสถียรภาพในระบบสถาบันการเงินอย่าง
แท้จริง รวมทั้งเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนรวม
และโดยที่เป็น
กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
พรพิมล/แก้ไข
๑๑ ต.ค ๒๕๔๔
A+B (C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).