กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖)
ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
พ.ศ. ๒๕๒๘[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๙ (๑๑) มาตรา ๑๖
วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๑ (๑) และ (๗) และมาตรา ๔๗
แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔)
ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘
ข้อ ๒
ในการขอใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ
ผู้ขออนุญาตต้องมีหลักประกันเป็นเงินสด พันธบัตรของรัฐบาลไทย
หรือสัญญาค้ำประกันของธนาคารเป็นจำนวนเงินหนึ่งแสนบาทวางไว้กับนายทะเบียน
ข้อ ๓
ในการขอใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศผู้ขออนุญาตต้องมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท
และมีหลักประกันเป็นเงินสด พันธบัตรของรัฐบาลไทย หรือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร
เป็นจำนวนเงินห้าล้านบาทวางไว้กับนายทะเบียนจัดหางานกลาง
ข้อ ๔
ในการขอจดทะเบียนตัวแทนจัดหางาน ผู้รับอนุญาตต้องวางหลักประกันเป็นเงินสด
พันธบัตรของรัฐบาลไทย
หรือสัญญาค้ำประกันของธนาคารสำหรับตัวแทนจัดหางานแต่ละคนที่ขอจดทะเบียน
เป็นจำนวนเงินคนละห้าหมื่นบาทไว้กับนายทะเบียน
ข้อ ๕
ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศมีใบอนุญาตอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ผู้รับอนุญาตนั้นนำหลักประกันเป็นเงินสด พันธบัตรของรัฐบาลไทย
หรือสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาวางเพิ่มต่อนายทะเบียนจัดหางานกลางให้ครบจำนวนเงินห้าล้านบาท
ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.
๒๕๒๘ กำหนดให้ผู้ขอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศวางหลักประกันไว้กับนายทะเบียนจัดหางานกลางเป็นจำนวนเงินเพียงหนึ่งล้านบาท
ซึ่งในปัจจุบันจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะเฉลี่ยจ่ายเพื่อชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
พ.ศ. ๒๕๒๘ สมควรเพิ่มจำนวนเงินหลักประกันเป็นห้าล้านบาท จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
วิภา/ผู้จัดทำ
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๐/ตอนที่ ๑๓๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๓/๑๗ กันยายน ๒๕๓๖
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).