กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๒ (พ.ศ. ๒๕๔๗)
ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ (๒) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๔) ของข้อ ๓ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๒ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๔ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒
(๔) เครื่องปรับอากาศภายในรถ ที่มีระบบการทำงาน คุณลักษณะเฉพาะ หรือขนาดตามเงื่อนไขที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดหรือให้ความเห็นชอบ
ข้อ ๒ รถที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนหรือติดตั้งเครื่องปรับอากาศใหม่ ให้เครื่องปรับอากาศดังกล่าวเป็นไปตามกฎกระทรวงนี้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
นิกร จำนง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ โดยที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมลงนามเป็นสมาชิกพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยการลดและเลิกการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer) เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ และให้สัตยาบันการเข้าเป็นภาคีพิธีสารฯ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ จึงมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ แต่เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการนำเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งเป็นเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถยนต์เป็นจำนวนมากโดยไม่มีมาตรการในการควบคุมการใช้ จึงมีการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน
(Chlorofluorocarbons (CFCs)) เป็นสารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์ ซึ่งสารดังกล่าวจะทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ทำให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เพื่อควบคุมดูแลการใช้เครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
[๑] รก.๒๕๔๘/๕ก/๑/๑๔ มกราคม ๒๕๔๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).