法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
6
มาตรา อารัมภบท

กฎ ก

กฎ ก.ตร.

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคล

เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ

พ.ศ. ๒๕๔๗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๓๑ (๒) และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร.

ในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับตำแหน่ง ในการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๔๗

เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้

ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

วิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจให้ดำเนินการดังนี้

(๑)

วิธีการคัดเลือก ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแรงชาติ

เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก โดยพิจารณาถึงความรู้ความสามารถ ความประพฤติ และหรือบุคลิกภาพ

ให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง

ทั้งนี้ อาจดำเนินการโดยวิธีสัมภาษณ์ วิธีสอบข้อเขียน

วิธีสอบปฏิบัติ หรือวิธีอื่นใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้ตามความเหมาะสม ในการนี้

อาจตั้งคณะกรรมการ กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ

ได้ตามความจำเป็น

(๒)

วิธีการสอบแข่งขันให้ดำเนินการดังนี้

(ก) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน

(ข)

ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ตั้งข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันไม่น้อยกว่าสามคน

โดยให้ตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ

(ค)

คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน อาจตั้งอนุกรรมการ

หรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขันได้ตามความจำเป็น

(ง)

ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันกำหนดวันเวลา

สถานที่สอบและระเบียบเกี่ยวกับการสอบได้เท่าที่จำเป็น

และไม่ขัดต่อหลักสูตรและวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการสอบแข่งขันนี้แล้วให้ประธานกรรมการประกาศก่อนวันสอบไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

(จ)

หลักสูตรการสอบแข่งขัน มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑)

ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป

ให้ทดสอบความรู้ความสามารถดังต่อไปนี้โดยวิธีสอบข้อเขียน

โดยคำนึงถึงระดับความรู้ความสามารถที่ต้องการของตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง

ก)

ความสามารถทั่วไป

ให้ทดสอบความสามารถในการคิดหาเหตุผล

โดยใช้ข้อมูลหรือปัญหาทางสังคมหรือทางเศรษฐกิจ หรือทางอื่นที่เหมาะสมแก่การทดสอบความสามารถดังกล่าวทางใดทางหนึ่งหรือหลายทางก็ได้ ทั้งนี้

เมื่อจะใช้ข้อมูลหรือปัญหาทางใดทดสอบความสามารถในการคิดหาเหตุผลให้ระบุไว้ในประกาศรับสมัครสอบด้วย

ข)

ภาษาไทย

ให้ทดสอบความรู้และความสามารถในการใช้ภาษา

โดยให้สรุปความและหรือตีความจากข้อความสั้น ๆ หรือบทความ

และให้พิจารณาเลือกใช้ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ จากข้อความสั้น ๆ ประโยค กลุ่มคำ หรือคำ

หรือให้ทดสอบโดยรูปแบบอย่างอื่นที่เหมาะสมกับการทดสอบความรู้ความสามารถดังกล่าว

๒)

ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง

ให้ทดสอบความรู้ความสามารถในทางที่จะใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีสอบข้อเขียน

หรือให้ทดลองปฏิบัติงาน

หรือวิธีอื่นวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้ตามความเหมาะสม

๓)

ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง

ให้ประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่จะบรรจุแต่งตั้งจากประวัติส่วนตัว

ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบ

และจากการสัมภาษณ์ ทั้งนี้

อาจใช้วิธีอื่นใดเพิ่มเติมอีกก็ได้ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ เช่น

ความรู้ที่อาจใช้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานในหน้าที่และความรู้ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ

ความสามารถ ประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จริยธรรม และคุณธรรม

การปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ปฏิภาณไหวพริบและบุคลิกภาพอย่างอื่น เป็นต้น

(ฉ)

ในการสอบแข่งขัน คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันจะกำหนดให้ผู้สมัครสอบสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป

หรือภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งภาคใดภาคหนึ่งหรือทั้งสองภาคก่อน

แล้วจึงให้ผู้สอบได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๒ (๓) (ฏ)

สอบในภาคอื่นต่อไปก็ได้

(ช)

ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ประกาศรับสมัครสอบ

โดยระบุชื่อตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบ

เงินเดือนตามคุณวุฒิ วันเวลาและสถานที่รับสมัครและวิธีการสอบแข่งขัน

เกณฑ์การตัดสิน การประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

และเรื่องอื่นที่ผู้สมัครสอบควรทราบ เช่น จะไม่รับโอนผู้สอบแข่งขันได้ เป็นต้น

ประกาศรับสมัครนั้น

ให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่รับสมัครสอบ

หรือสถานที่ที่เหมาะสมก่อนวันเริ่มรับสมัครสอบไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

และจะประกาศทางวิทยุกระจายเสียง หรือสื่ออื่นใดตามความเหมาะสมก็ได้

(ซ)

ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับสมัครสอบและกำหนดให้มีเวลารับสมัครไม่น้อยกว่าสิบห้าวันทำการ

ในกรณีที่มีเหตุผลและควมจำเป็นตามที่คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเสนอแนะ

ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันอาจประกาศขยายกำหนดเวลารับสมัครสอบได้ แต่ทั้งนี้

เวลาที่ขยายต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าวันทำการนับแต่วันถัดจากวันสุดท้ายของการรับสมัครสอบ

และต้องประกาศการขยายเวลานั้นก่อนวันปิดรับสมัครสอบครั้งนั้น

(ฌ)

ให้ผู้สมัครสอบเสียค่าธรรมเนียมสอบตามจำนวนที่ผู้ดำเนินการสอบกำหนดตามความเหมาะสม

และค่าใช้จ่ายอื่นตามจำนวนที่หน่วยงานหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกำหนด

(ญ)

ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบ

ก่อนวันสอบไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

(ฎ)

ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตอันอาจจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการสอบแข่งขัน

ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันรายงานให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันทราบ เพื่อพิจารณาว่าจะสมควรยกเลิกการสอบครั้งนั้นทั้งหมด

หรือจะพิจารณายกเลิกการสอบเฉพาะวิชา

หรือเฉพาะภาคที่เกิดการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตตามแต่จะเห็นสมควร ถ้าหากผู้ดำเนินการสอบแข่งขันให้ยกเลิกการสอบเฉพาะวิชาใด

หรือเฉพาะภาคใดแล้ว ก็ให้ดำเนินการสอบเฉพาะวิชานั้นหรือเฉพาะภาคนั้นใหม่

สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตไม่มีสิทธิเข้าสอบอีกต่อไปโดยให้ผู้ดำเนินการสอบประกาศแจ้งให้ผู้สมัครสอบทราบด้วย

(ฏ)

การตัดสินว่าผู้ใดเป็นผู้สอบแข่งขันได้

ให้ถือเกณฑ์ว่าต้องเป็นผู้สอบได้คะแนนแต่ละภาคที่สอบตามหลักสูตรไม่ต่ำกว่าร้อยละ

๖๐ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงหลักวิชาการวัดผลด้วย

(ฐ)

ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน รายงานผลการสอบต่อผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน

เพื่อผู้ดำเนินการสอบแข่งขันจะได้ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

และดำเนินการเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งต่อไป

(ฒ)

การประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

ให้เรียงลำดับจากที่สอบได้คะแนนรวมสูงลงมาตามลำดับ

ในกรณีที่มีผู้สอบได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า

ถ้าได้คะแนนภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า

ถ้าได้คะแนนภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งเท่ากัน

ให้ผู้ได้คะแนนภาษาไทยในภาคความรู้ความสามารถทั่วไปมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า

ถ้ายังได้คะแนนเท่ากันอีกให้ผู้ที่สมัครสอบก่อนเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า

ถ้าเวลาสมัครสอบพร้อมกันให้ใช้วิธีการจับฉลาก

(ณ)

ถ้ามีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้หมดสิทธิในการบรรจุสำหรับการสอบแข่งขันในครั้งนั้น

๑)

ผู้นั้นได้ขอสละสิทธิในการบรรจุและแต่งตั้ง

๒)

ผู้นั้นไม่มารายงานตัวเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งภายในเวลาที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันหรือผู้มีอำนาจสั่งบรรจุกำหนด

โดยมีหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนแจ้งให้ทราบกำหนดเวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับตั้งแต่วันที่ที่ทำการไปรษณีย์รับลงทะเบียน

๓)

ผู้นั้นมีเหตุที่ไม่อาจเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกำหนดเวลาที่จะบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งที่สอบได้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจขั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน และชั้นพลตำรวจ

ให้ใช้วิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑)

การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ หรือชั้นประทวน

ให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของชั้นพลตำรวจหรือชั้นประทวน

เพื่อเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตามหลักสูตรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด เพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการ

ตำรวจชั้นประทวน หรือชั้นสัญญาบัตร

รับเงินเดือนตามคุณวุฒิให้ดำเนินการด้วยวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันกรณีใดจะใช้วิธีใดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เป็นผู้กำหนด

หลักสูตรการศึกษาหรือการฝึกอบรมตามความในวรรคแรก

ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณากำหนด

โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการ

และพื้นความรู้ของผู้เข้ารับการศึกษาหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมดังนี้

(ก)

หลักสูตรการศึกษาสำหรับผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเพื่อเข้ารับการศึกษาให้กำหนดหลักสูตรที่สร้างองค์ความรู้

เสริมสร้างทักษะและปรับปรุงบุคลิกภาพในการปฏิบัติราชการ

(ข)

หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในฐานะผู้สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร

อนุปริญญา หรือปริญญา

ให้กำหนดหลักสูตรที่เสริมสร้างและปรับปรุงบุคลิกภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทักษะในการปฏิบัติงานนอกเหนือไปจากพื้นความรู้ที่ใช้บรรจุเข้ารับราชการ

หลักสูตรการศึกษาหรือการฝึกอบรมตาม

(ก) และ (ข) ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.

ในระยะเริ่มแรกให้ถือว่าหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามที่มีอยู่เดิม

เป็นหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรการฝึกอบรมที่ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบไปพลางก่อน

(๒)

การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของชั้นประทวน

เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดในข้อ ๓ (๑) (ข)

เพื่อเลื่อนให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ ให้ดำเนินการด้วยวิธีการคัดเลือก

(๓)

การบรรจุบุคคลผู้ได้รับประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา

เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน หรือชั้นสัญญาบัตร รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ

ให้ดำเนินการด้วยวิธีการสอบแข่งขันยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้จะดำเนินการด้วยวิธีการคัดเลือกก็ได้

(ก)

ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา ในสาขาวิชาที่ ก.ตร.

กำหนดให้เป็นวุฒิที่ใช้คัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการตำรวจได้

ประกาศนียบัตร

อนุปริญญา หรือปริญญา ที่ ก.ตร. กำหนดให้เป็นวิชาชีพที่ขาดแคลนที่ ก.ตร. กำหนด

ก่อนกฎ ก.ตร. นี้ใช้บังคับ

ให้ถือเป็นวุฒิที่ใช้คัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการตำรวจได้ตามกฎ ก.ตร. นี้

(ข)

ผู้ที่ขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

หรือคณะกรรมการข้าราชการประเภทอื่น

หรือส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

หรือคณะกรรมการข้าราชการประเภทอื่น เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน

หรือผู้ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ให้เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ

ประกาศรายชื่อให้เป็นผู้ได้รับคัดเลือกหรือผู้สอบแข่งขันได้ในลำดับสำรอง

(ค)

ผู้ได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

(ง)

การบรรจุทายาทของข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

(จ)

กรณีที่มีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. กำหนด

การคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันตามความในวรรคแรก

ไม่ตัดสิทธิข้าราชการตำรวจที่จะเข้ารับการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขัน ทั้งนี้

ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้

ให้ดำเนินการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๒

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนพิจารณาทางวินัย หรือถูกฟ้องคดีอาญา

หรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญา ให้เข้ารับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันตามข้อ ๓ ได้

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้ตามข้อ ๓ (๓)

ให้รอการบรรจุไว้ก่อน เมื่อการสอบสวนหรือการพิจารณาถึงที่สุดแล้ว

ปรากฏว่าไม่มีกรณีการขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘

แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ดำเนินการบรรจุได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันที่ได้ดำเนินการก่อนหน้า

กฎ ก.ตร. นี้ ใช้บังคับให้ถือเป็นการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันตามที่ กฎ ก.ตร. นี้กำหนด

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขัน ให้ ก.ตร.

วินิจฉัยชี้ขาด

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔

มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

รองนายกรัฐมนตรี

ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ

ภูวนนท์/ผู้จัดทำ

๑ กันยายน ๒๕๕๓

พัสสน/ผู้ตรวจ

๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

นุสรา/ปรับปรุง

๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๒๕ ก/หน้า ๑/๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗

6 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_6687d401b10c5190

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com