พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอเมืองมหาสารคาม
จังหวัดมหาสารคาม
พ.ศ.
๒๕๔๗
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗
เป็นปีที่
๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๒[๑]
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท
ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอเมืองมหาสารคาม
จังหวัดมหาสารคาม
พ.ศ.
๒๕๔๗
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดคลองส่งน้ำสายใหญ่ คลองซอย สร้างประตูระบายน้ำ
และท่อส่งน้ำในเขตโครงการอ่างเก็บน้ำหนองกระทุ่ม ในท้องที่อำเภอเมืองมหาสารคาม
จังหวัดมหาสารคาม เสร็จแล้ว
แต่ยังขาดคันและคูน้ำสำหรับส่งน้ำจากทางน้ำชลประทานไปใช้ในการเพาะปลูก
สมควรให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่ดังกล่าว
เพื่อให้มีการจัดทำคันและคูน้ำอันจะเป็นประโยชน์ในการเกษตรและทำให้การใช้น้ำเป็นไปโดยประหยัด
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พรพิมล/พิมพ์
๒๗
กรกฎาคม ๒๕๔๗
พัชรินทร์/อรดา/ตรวจ
๑๐
สิงหาคม ๒๕๔๗
A+B
[๑] รก.๒๕๔๗/๓๘ก/๗/๑๗
มิถุนายน ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).