พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
การธนาคารพาณิชย์
พ.ศ. ๒๕๐๕
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕
เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พ.ศ.๒๕๐๕
มาตรา ๒*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.๒๕๐๕/๓๙/๑พ/๓๐ เมษายน ๒๕๐๕]
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๘๘
มาตรา ๔* ในพระราชบัญญัตินี้
การธนาคารพาณิชย์ หมายความว่า
การประกอบธุรกิจประเภท
รับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้
และ
ใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น (ก)
ให้สินเชื่อ (ข) ซื้อขายตั๋วแลกเงิน
หรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด (ค)
ซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศ
ธนาคารพาณิชย์ หมายความว่า ธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการ
ธนาคารพาณิชย์
และหมายความรวมถึงสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้
ประกอบการธนาคารพาณิชย์ด้วย
บริษัทมหาชนจำกัด หมายความว่า
บริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมาย
ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
บริษัทจำกัด
หมายความรวมถึงบริษัทมหาชนจำกัดด้วย
เงินกองทุน หมายความว่า (๑) ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำ
มูลค่าหุ้นที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับ (๒) ทุนสำรอง (๓) เงินสำรองที่ได้จัดสรร
จากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
หรือตามข้อบังคับ
ของธนาคารพาณิชย์
แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสินทรัพย์และ
เงินสำรองเพื่อการชำระหนี้ และ (๔) กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการ
จัดสรรแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว
ให้สินเชื่อ หมายความว่า ให้กู้ยืมเงิน ซื้อ ซื้อลด รับช่วงซื้อ
ลดตั๋วเงิน เป็นเจ้าหนี้
เนื่องจากได้จ่ายหรือสั่งให้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของ
ผู้เคยค้า หรือเป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้จ่ายเงินตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิต
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
*[มาตรา ๔
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕* ภายใต้บังคับมาตรา ๕
จัตวา และมาตรา ๕ เบญจ ธนาคาร
พาณิชย์นอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศจะตั้งขึ้นได้ก็แต่ในรูปบริษัทมหาชน
จำกัดและโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
คำขออนุญาตต้องมีรายการตามที่รัฐมนตรีกำหนด และจะดำเนินการ
เพื่อจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี
เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ให้บริษัทมหาชนจำกัดนั้น
แจ้งการจดทะเบียนเพื่อขอรับใบอนุญาต
ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง และการอนุญาตตามวรรคสาม
รัฐมนตรีจะกำหนดเป็นไปตามที่เห็นสมควรก็ได้
*[มาตรา ๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๒๒ ]
มาตรา ๕ ทวิ
บุคคลใดจะถือหุ้นธนาคารพาณิชย์ใดเกินอัตราร้อยละห้า
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์นั้นมิได้
หุ้นธนาคารพาณิชย์ที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวม
เป็นหุ้นของบุคคลตามวรรคหนึ่งด้วย
(๑) คู่สมรสของบุคคลตามวรรคหนึ่ง
(๒) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง
(๓) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วน
(๔) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด
รวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
หรือ
(๕) บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวน
หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ถือหุ้นที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
*[มาตรา ๕ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕ ตรี*
ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ใดจำหน่ายหุ้นของธนาคารพาณิชย์
นั้นแก่บุคคลใดซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา
๕ ทวิ
ทุกครั้งที่มีการชี้ชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้น ให้ธนาคารพาณิชย์ระบุจำนวนหุ้น
ที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะถือหุ้นได้ทั้งสิ้นโดยชอบด้วยมาตรา ๕
ทวิ ไว้ให้ทราบ
ในคำชี้ชวน
*[มาตรา ๕ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕ จัตวา*
หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารพาณิชย์
ต้องเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือ มีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาทและข้อบังคับของ
ธนาคารพาณิชย์ต้องไม่มีข้อจำกัดในการโอนหุ้น
เว้นแต่เพื่อเป็นการปฏิบัติตาม
มาตรา ๕ ทวิ หรือมาตรา ๕ เบญจ
หรือตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
*[มาตรา ๕ จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕ เบญจ*
ธนาคารพาณิชย์ต้องมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา
ไม่ต่ำกว่าสองร้อยห้าสิบราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวน
ไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
และแต่ละราย
ต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ธนาคารพาณิชย์ใดมีผู้ถือหุ้นและหรือการถือหุ้นไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่ง
ในขณะใดขณะหนึ่ง
ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นขอผ่อนผันจากรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการ
แก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด
ธนาคารพาณิชย์ต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่า
สามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
และต้องมีกรรมการเป็นบุคคล
ผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
*[มาตรา ๕ เบญจ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕ ฉ*
เมื่อปรากฏว่าบุคคลใดได้หุ้นของธนาคารพาณิชย์ใดมา
และการได้มานั้นเป็นเหตุให้ถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา
๕ ทวิ บุคคลนั้น
จะยกเอาการถือหุ้นในส่วนที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อธนาคารพาณิชย์นั้นมิได้
และธนาคารพาณิชย์นั้นจะจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใดให้แก่บุคคลนั้นหรือ
ให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นส่วนที่เกินมิได้
*[มาตรา ๕ ฉ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕ สัตต*
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๕ ทวิ มาตรา ๕
เบญจ และมาตรา ๕ ฉ
ให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราว
ก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใด และก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น
แล้วแจ้งผล
การตรวจสอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนด
และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนด
ในมาตรา ๕ ทวิ
ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อดำเนินการจำหน่ายหุ้น
ส่วนที่เกินนั้นเสีย
*[มาตรา ๕ สัตต เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๕ อัฏฐ*
บทบัญญัติแห่งมาตรา ๕ ทวิ มาตรา ๕ ตรี มาตรา ๕
จัตวา มาตรา ๕ เบญจ มาตรา ๕ ฉ และมาตรา ๕ สัตต
มิให้นำมาใช้บังคับ
แก่ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสาขาของธนาคารต่างประเทศ
*[มาตรา ๕ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๖*
การประกอบการธนาคารพาณิชย์โดยตั้งเป็นสาขาของ
ธนาคารที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
สาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการธนาคาร
พาณิชย์ต้องดำรงสินทรัพย์ไว้ในประเทศไทยตามจำนวน ชนิด
วิธีการและเงื่อนไข
ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
สินทรัพย์ที่ต้องดำรงตามวรรคสองต้องจัดหาด้วย (๑) เงินที่นำเข้ามา
จากสำนักงานใหญ่และหรือสาขาอื่นนอกประเทศไทยของธนาคารต่างประเทศนั้น
(๒) เงินสำรองต่าง ๆ
แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสินทรัพย์
และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้หรือ (๓) เงินกำไรสุทธิแต่ละงวดการบัญชี
ของสาขาอันได้โอนเป็นส่วนของสำนักงานใหญ่แล้วและไม่ต้องส่งออก ทั้งนี้
เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว
ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าสินทรัพย์ตามวรรคสองเป็น
เงินกองทุน
*[มาตรา ๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๗
ธนาคารพาณิชย์นอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับ
อนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์อาจเปิดสาขาได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตจาก
รัฐมนตรี คำขออนุญาตต้องมีรายการตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ในการนี้รัฐมนตรีจะ
อนุญาตโดยมีเงื่อนไขก็ได้
มาตรา ๗ ทวิ* ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมี
สำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร
หรือธนาคารพาณิชย์ใดนอกจาก
สาขาของธนาคารต่างประเทศจะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์
ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร
ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
*[มาตรา ๗ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๗ ตรี*
เมื่อธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ตั้งสำนักงานใหญ่
หรือสำนักงานสาขา ณ ที่ใดแล้ว จะย้ายสำนักงานนั้นไม่ได้
เว้นแต่จะได้รับ
อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย
จะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
*[มาตรา ๗ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๘
ห้ามมิให้บุคคลใดนอกจากธนาคารพาณิชย์ประกอบการธนาคาร
พาณิชย์
มาตรา ๙
ห้ามมิให้บุคคลใดนอกจากธนาคารพาณิชย์ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อ
ในธุรกิจว่า ธนาคาร หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๙ ทวิ*
นอกจากการธนาคารพาณิชย์แล้ว ธนาคารพาณิชย์
อาจกระทำธุรกิจที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากการธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจอันเป็น
ประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์พึงกระทำ เช่น
การเรียกเก็บเงินตามตั๋วเงิน การรับอาวัลตั๋วเงิน
การรับรองตั๋วเงิน
การออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตหรือการค้ำประกันหรือธุรกิจทำนอง
เดียวกันด้วยก็ได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
แต่จะประกอบการค้า
หรือธุรกิจอื่นใดมิได้
*[มาตรา ๙ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๐*
ให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับ
(๑) สินทรัพย์ทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
อัตราที่กำหนดนั้นจะต่ำกว่าร้อยละห้าหรือเกิน
ร้อยละสิบห้าไม่ได้
(๒) สินทรัพย์แต่ละประเภทไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๓) จำนวนเงินที่รับอาวัลตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ออกเล็ตเตอร์ออฟ
เครดิตที่ธนาคารพาณิชย์มีความผูกพันในการชำระเงิน
ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน
หรือค้ำประกันการขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ
หลายอย่างรวมกัน
ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
สินทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) ไม่รวมเงินสด เงินฝากที่
ธนาคารแห่งประเทศไทย
เงินฝากที่ธนาคารอื่นในหรือนอกราชอาณาจักร
หลักทรัพย์รัฐบาลไทย
และสินทรัพย์อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
อัตราตามวรรคหนึ่ง (๒) หรือ (๓) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดหรือไม่กำหนดก็ได้
และจะกำหนดเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่งก็ได้
การกำหนดตามมาตรานี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้ามีผล
เป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราให้สูงขึ้น
จะให้ใช้บังคับก่อนสิบห้าวันนับแต่วัน
ประกาศมิได้
*[มาตรา ๑๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๑*
ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินสดสำรองเป็นอัตราส่วน
กับเงินฝาก และหรือเงินกู้ยืมตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๑ ทวิ
ไม่ต่ำกว่า
อัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
อัตราส่วนที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละห้า และ
ไม่เกินร้อยละห้าสิบของเงินฝาก
และหรือเงินกู้ยืมแล้วแต่กรณี และจะกำหนด
ให้เป็นอัตราส่วนกับเงินฝากและหรือเงินกู้ยืม
ประเภทใดประเภทหนึ่งหรือ
หลายประเภทรวมกันหรือแยกกันก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการดำรงเงินสดสำรองตามวรรคหนึ่ง ธนาคาร
แห่งประเทศไทยจะกำหนดให้ถือเอาหลักทรัพย์รัฐบาลไทยเป็นส่วนหนึ่งของ
เงินสดสำรองที่พึงดำรงนั้นก็ได้
*[มาตรา ๑๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๑ ทวิ*
เงินฝากและหรือเงินกู้ยืมซึ่งธนาคารพาณิชย์จะต้อง
ดำรงเงินสดสำรองให้ได้อัตราส่วน ได้แก่เงินฝาก
และหรือเงินกู้ยืม ดังต่อไปนี้
(๑) ยอดรวมเงินฝากทั้งหมด
(๒) เงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อทวงถาม
(๓) เงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้
(๔) ยอดรวมเงินกู้ยืมทั้งหมด
(๕) เงินกู้ยืมแต่ละประเภท
การคำนวณยอดเงินฝากหรือเงินกู้ยืมตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะกำหนดให้คำนวณรวมกับยอดเงิน
ให้เบิกเกินบัญชีที่ยังไม่ได้จ่ายไป
โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินฝากหรือเงิน
กู้ยืมอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
*[มาตรา ๑๑ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๑ ตรี*
ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามที่
ระบุไว้ในมาตรา ๑๑ จัตวา เป็นอัตราส่วนกับยอดเงินฝาก
และหรือยอดเงิน
กู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภท
ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
อัตราที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าและไม่เกิน
ร้อยละห้าสิบของยอดเงินฝากและหรือยอดเงินกู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภท
แล้วแต่กรณี
การกำหนดให้ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยจะกำหนดให้ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องแต่เพียงบางประเภทหรือ
ทุกประเภทก็ได้
และจะกำหนดอัตราส่วนของแต่ละประเภทในอัตราใดก็ได้
*[มาตรา ๑๑ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๑ จัตวา*
สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่
(๑) เงินสด
(๒) เงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
(๓) เงินฝากสุทธิที่ธนาคารพาณิชย์อื่น
(๔) หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่ปราศจากภาระผูกพัน
(๕) หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย
และปราศจากภาระผูกพัน
(๖) สินทรัพย์อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดด้วยความเห็นชอบ
ของรัฐมนตรี
*[มาตรา ๑๑ จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๑ เบญจ*
การดำรงเงินสดสำรองตามมาตรา ๑๑ ให้ได้
อัตราส่วนกับเงินฝากและหรือเงินกู้ยืม
และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตาม
มาตรา ๑๑ ตรี
ให้ได้อัตราส่วนกับยอดเงินฝากและหรือยอดเงินกู้ยืม แล้วแต่
กรณี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๑ ทวิ วรรคสอง และมาตรา ๑๑ ตรี
วรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และถ้ามีผลเป็นการเพิ่มอัตราส่วน
เงินสดสำรองและอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง
จะให้ใช้บังคับก่อนสิบห้าวันนับแต่
วันประกาศมิได้
*[มาตรา ๑๑ เบญจ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๑ ฉ*
ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพ
ของเงินตรา
รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินสดสำรองพิเศษ
ไม่ต่ำกว่าอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต่างหากจากการ
ดำรงเงินสดสำรองตามมาตรา ๑๑
การกำหนดอัตราตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดเป็นอัตราส่วนกับเงินฝาก
และหรือเงินกู้ยืมตามมาตรา ๑๑ ทวิ
ทั้งหมดหรือแต่ละประเภทเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้น
จากยอดเงินดังกล่าวเมื่อสิ้นวันใดวันหนึ่ง
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา ๑๑ ฉ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๒*
ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ลดทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๒) ให้สินเชื่อแก่กรรมการหรือค้ำประกันการกู้ยืมเงินหรือค้ำประกัน
การขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงินของกรรมการ
(๓) รับหุ้นของธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นประกันการให้สินเชื่อหรือรับหุ้น
ของธนาคารพาณิชย์
จากธนาคารพาณิชย์อื่นเป็นประกันการให้สินเชื่อ
(๔) ซื้อหรือมีไว้เป็นประจำซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่
(ก)
เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจ หรือสำหรับพนักงาน
และลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้น
โดยได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทยในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไข
ไว้ด้วยก็ได้ หรือ
(ข)
เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือจากการประกันการ
ให้สินเชื่อ หรือจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่จำนองไว้แก่ธนาคารพาณิชย์นั้นจาก
การขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
(๕) ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
หรือซื้อหรือมีหุ้นหรือหุ้นกู้มีมูลค่า
หุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้น ทั้งนี้
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตธนาคาร
แห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
(๖) ซื้อหรือมีหุ้นธนาคารพาณิชย์อื่น เว้นแต่จะได้มาจากการชำระหนี้
หรือการประกันการให้สินเชื่อ
แต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา
(๗) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นให้แก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้าง
ของธนาคารพาณิชย์นั้น
เป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจาก
การกระทำหรือการประกอบธุรกิจใด ๆ ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ นอกจาก
บำเหน็จ เงินเดือน เงินรางวัล
และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ
(๘) ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน
สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ
หรือซื้อทรัพย์สินจาก
กรรมการ
ทั้งนี้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการ และได้รายงาน
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบแล้ว หรือ
(๙) กระทำการใด ๆ ที่มีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันในระบบ
ธนาคารหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี และประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา ๑๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๒ ทวิ*
การให้สินเชื่อหรือค้ำประกันการกู้ยืมเงินหรือ
ค้ำประกันการขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน
แก่หรือเพื่อบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน
ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการให้สินเชื่อหรือค้ำประกันดังกล่าวแก่หรือเพื่อกรรมการ
ตามมาตรา ๑๒ (๒) ด้วย
(๑) คู่สมรสของกรรมการ
(๒) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ
(๓) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็น
หุ้นส่วน
(๔) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็น
หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด
รวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
(๕) บริษัทจำกัดที่กรรมการและหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ
ห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้น
ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
*[มาตรา ๑๒ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๒ ตรี*
ธนาคารพาณิชย์ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นของ
ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา ๑๒ (๔) (ข)
ภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์
นั้นตกเป็นของธนาคารพาณิชย์
เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขยายระยะเวลา
ให้หรือให้ความเห็นชอบเพื่อใช้เป็นสถานที่ตามมาตรา ๑๒ (๔)
(ก)
*[มาตรา ๑๒ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๒ จัตวา*
ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมี
คุณสมบัติหรือลักษณะดังต่อไปนี้เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ
ผู้จัดการ รองผู้จัดการ
ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือที่ปรึกษาของธนาคารพาณิชย์
(๑) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๒) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด
เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
(๓) เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การหรือ
หน่วยงานอื่นของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่
(๔) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการของ
ธนาคารพาณิชย์ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคาร
แห่งประเทศไทย
(๕) ถูกถอดถอนจากธนาคารพาณิชย์ตามคำแนะนำของรัฐมนตรีตาม
มาตรา ๒๕
(๖) เป็นข้าราชการการเมือง
(๗) เป็นข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมธนาคารพาณิชย์ หรือ
พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย
เว้นแต่เป็นกรณีของธนาคารพาณิชย์ที่เป็น
รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
หรือเป็นกรณีที่ได้รับความ
เห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์
(๘) เป็นผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนหรือ
บริษัทจำกัด ซึ่งตนหรือบุคคลตามมาตรา ๑๒ ทวิ ถือหุ้นอยู่
เว้นแต่จะเป็นกรรมการ
หรือที่ปรึกษาของธนาคารพาณิชย์
*[มาตรา ๑๒ จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
附則
มาตรา ๑๓* ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์
(๑) ให้สินเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันแก่บุคคลใด
บุคคลหนึ่ง
เมื่อสิ้นวันใดวันหนึ่งเป็นจำนวนเงินเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุน
ตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๒) รับอาวัลตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน
ออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่
ธนาคารพาณิชย์มีความผูกพันในการชำระเงิน
หรือค้ำประกันการกู้ยืมเงิน
หรือค้ำประกันการขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน
อย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือหลายอย่างรวมกัน เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เมื่อสิ้นวันใดวันหนึ่ง เป็น
จำนวนเงินเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ทั้งนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตามหลักเกณฑ์
ที่รัฐมนตรีกำหนด
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไข
ให้ปฏิบัติด้วยก็ได้
อัตราตามวรรคหนึ่ง (๒) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหรือไม่ก็ได้
การกำหนดตามวรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และถ้ามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราให้ต่ำลง
จะให้ใช้บังคับก่อนสิบห้าวันนับแต่
วันประกาศมิได้
ให้นำความในมาตรา ๑๒ ทวิ มาใช้บังคับแก่การกระทำตามวรรคหนึ่ง
(๑) และ (๒) ด้วย โดยอนุโลม
*[มาตรา ๑๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๓ ทวิ*
บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๓ ไม่ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่
ธนาคารพาณิชย์
(๑) ให้กู้ยืมเงินโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์อื่นที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(๒) ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์
หรือทรัพย์สินอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้
เฉพาะในส่วนที่
ไม่เกินมูลค่าแห่งหลักทรัพย์
หรือทรัพย์สินที่ธนาคารพาณิชย์นั้นได้ตีราคารับไว้
เป็นประกัน
(๓) ให้สินเชื่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือ
(๔) รับอาวัลตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ธนาคาร
พาณิชย์มีความผูกพันในการชำระเงิน
หรือค้ำประกันการกู้ยืมเงิน หรือค้ำประกัน
การขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน ทั้งนี้
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
การกำหนดตามมาตรานี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา ๑๓ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๓ ตรี*
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไข
ภาวะเศรษฐกิจ รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดการดังต่อไปนี้ได้ตามที่ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยเสนอ
(๑) ให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อในกิจการประเภทใด ๆ ไม่น้อยกว่า
อัตราที่กำหนด
(๒) ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อในกิจการใด ๆ เพิ่มขึ้นหรือ
เพิ่มขึ้นเกินอัตราที่กำหนด
การกำหนดตาม (๑) ทุกครั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
อัตราที่กำหนดตาม (๑)
รวมกันทั้งสิ้นทุกประเภทของกิจการต้องไม่เกินร้อยละ
ยี่สิบของยอดเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในวันสิ้นปีก่อนหน้านั้น
การกำหนดตาม (๒) ให้กำหนดเป็นร้อยละของยอดเงินให้สินเชื่อ
ในแต่ละกิจการของธนาคารพาณิชย์นั้นในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้
การกำหนดตามมาตรานี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะกำหนด
หลักเกณฑ์เงื่อนไขและระยะเวลาเพื่อปฏิบัติการไว้ด้วยก็ได้
*[มาตรา ๑๓ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๔*
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคาร
พาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์อาจจ่ายได้
(๒) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้
(๓) ค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้
(๔) เงินมัดจำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียก
(๕) หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียก
บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่ผู้ฝากเงิน
หรือบุคคลอื่นได้รับจากธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้น
เนื่องจากการฝากเงินหรือที่ธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานหรือลูกจ้างของธนาคาร
พาณิชย์นั้นได้รับเนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของธนาคารพาณิชย์
ให้ถือว่า
เป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด หรือค่าบริการตามความใน (๑) หรือ
(๒) หรือ (๓)
แล้วแต่กรณี
เว้นแต่ค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อที่ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยกำหนดตาม (๓)
ไม่ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคาร
พาณิชย์อาจเรียกได้ตาม (๒)
การกำหนดตามมาตรานี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี และให้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา ๑๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๕*
ให้ธนาคารพาณิชย์จดแจ้งบัญชีแสดงหนี้สินและสินทรัพย์
ให้ครบถ้วนถูกต้องตามความเป็นจริง
และประกาศรายการย่อตามแบบที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนดโดยแสดงหนี้สินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในวันทำงานวันสุดท้าย
ของทุกเดือน หรือในวันอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ประกาศตามวรรคหนึ่งให้เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยหนึ่งฉบับ
และให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ
สำนักงานภายในวันที่ยี่สิบเอ็ดของเดือนถัดไป
และให้ลงในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับด้วย
เว้นแต่ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น
*[มาตรา ๑๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๕ ทวิ*
เมื่อสิ้นงวดการบัญชีใด ถ้าธนาคารพาณิชย์ใดมี
สินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นตัดสินทรัพย์ดังกล่าวออกจากบัญชีเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ให้ปฏิบัติด้วยก็ได้
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ถ้านำสินทรัพย์
ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีมาหักออกจากเงิน
กองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้นแล้ว
หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวน
ต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา ๑๐ (๑)
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย
มีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้
ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป
*[มาตรา ๑๕ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๖*
ให้ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา ๕ ประกาศงบดุลและ
บัญชีกำไรขาดทุนภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของธนาคารพาณิชย์และก่อน
วันประชุมใหญ่ งบดุลนั้นจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี
ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง
เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบด้วยและต้องมิใช่กรรมการ
พนักงาน
หรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้น
ให้ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา ๖ ประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน
ของธนาคารในต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นสาขาภายในเวลาสี่เดือน
นับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของธนาคารต่างประเทศนั้น
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุ
ขัดข้องอันสมควร
ประกาศตามมาตรานี้ให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงาน
*[มาตรา ๑๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๗*
ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดทำการตามเวลาและหยุดทำการ
ตามวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการ
หรือหยุดทำการในเวลาหรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาต
ดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติด้วยก็ได้
ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศเวลาทำการและวันหยุดทำการดังกล่าวไว้
ในที่เปิดเผย ณ สำนักงาน
*[มาตรา ๑๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๑๘ ธนาคารพาณิชย์ใดหยุดทำการจ่ายเงิน
ให้ธนาคารพาณิชย์
นั้นแจ้งให้รัฐมนตรีทราบทันที และห้ามมิให้ทำกิจการใด ๆ
เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
เป็นหนังสือจากรัฐมนตรีแล้วให้รายงานโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการ
จ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่หยุดทำการจ่ายเงิน
มาตรา ๑๙
ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งเป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งอื่นในธนาคาร
พาณิชย์ใดเป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งอื่นในธนาคารพาณิชย์อื่นอีกในเวลา
เดียวกัน
ทั้งนี้เว้นแต่ตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย หรือตำแหน่งที่ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติ
หรือให้ความเห็นเกี่ยวแก่การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์
มาตรา ๒๐
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา ๕
มาตรา ๖ หรือมาตรา ๗
รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งให้เลิก
สาขาตามที่ได้อนุญาตไปแล้ว แล้วแต่กรณี
หรือจะสั่งควบคุมธนาคารพาณิชย์นั้นก็ได้
แต่ถ้าเห็นสมควร รัฐมนตรีจะสั่งให้ธนาคารพาณิชย์นั้นปฏิบัติการเพื่อแก้ไขให้เป็นไป
ตามเงื่อนไขเสียก่อนภายในเวลาที่รัฐมนตรีกำหนดก็ได้
มาตรา ๒๑
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐ รัฐมนตรีมีอำนาจสั่ง
ธนาคารพาณิชย์นั้นมิให้แจกหรือจำหน่ายเงินกำไรทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
โดยให้นำ
เงินกำไรนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปเพิ่มทุนสำรอง
หรือไปเพิ่มสินทรัพย์ที่ต้องดำรง
ตามมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี
และรัฐมนตรีจะสั่งห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์นั้นให้กู้ยืมหรือ
ลงทุน หรือให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขใด ๆ
จนกว่าธนาคารพาณิชย์นั้นจะปฏิบัติถูกต้องด้วยก็ได้
มาตรา ๒๒
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ เป็นเนืองนิจ รัฐมนตรี
มีอำนาจสั่งห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์นั้นให้กู้ยืมหรือลงทุน
หรือให้ทำได้ภายใต้
เงื่อนไขใด ๆ
จนกว่าธนาคารพาณิชย์นั้นจะปฏิบัติถูกต้องด้วยก็ได้
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐมนตรีตามวรรคก่อนรัฐมนตรีจะสั่ง
ควบคุมธนาคารพาณิชย์นั้นก็ได้
มาตรา ๒๓ รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ยื่นรายงานลับมี
รายการตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ทั้งนี้จะให้ยื่นตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวและจะให้
ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้นก็ได้
รายงานลับและ
คำชี้แจงนี้ให้ยื่นต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรา ๒๔
รัฐมนตรีมีอำนาจตั้งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์เพื่อตรวจสอบ
และรายงานกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
หรือจะมอบอำนาจให้ธนาคาร
แห่งประเทศไทยตั้งพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจการธนาคาร
พาณิชย์ก็ได้ แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
รัฐมนตรีจะตั้งหรือมอบอำนาจให้ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยตั้งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ให้ทำการตรวจเพื่อทราบกิจการหรือ
ทรัพย์สินของเอกชนคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะที่มีหรือปรากฏอยู่ในธนาคารพาณิชย์
ใด ๆ มิได้
มาตรา ๒๕*
เมื่อรัฐมนตรีได้รับรายงานการตรวจสอบของผู้ตรวจการ
ธนาคารพาณิชย์และเห็นว่าฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ใดอยู่ใน
ลักษณะอันจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประโยชน์ของประชาชน
รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งควบคุมธนาคารพาณิชย์หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
แต่ในกรณี
ที่ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการแก้ไขการบริหารงานรวมทั้งย้ายหรือถอดถอนกรรมการหรือ
พนักงานของธนาคารพาณิชย์ตามคำแนะนำของรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด
รัฐมนตรีจะยังไม่สั่งควบคุมธนาคารพาณิชย์นั้นหรือยังไม่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
ในการนี้
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของ
ธนาคารพาณิชย์นั้นให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
*[มาตรา ๒๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๒๖
เมื่อปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ใดหยุดทำการจ่ายเงิน ให้
รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสอบสวน
พฤติการณ์
และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว รัฐมนตรี
มีอำนาจสั่งควบคุมธนาคารพาณิชย์นั้นได้
มาตรา ๒๗
ในการสั่งควบคุมธนาคารพาณิชย์ใด ให้รัฐมนตรีแจ้งคำสั่งเป็น
หนังสือให้ธนาคารพาณิชย์นั้นทราบ
และปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงาน
ของธนาคารพาณิชย์นั้น
กับทั้งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์
รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๒๘
ในการควบคุมธนาคารพาณิชย์ใด ให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการ
ควบคุมธนาคารพาณิชย์นั้น ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่น
อีกไม่น้อยกว่าสองคน
คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่จัดดำเนินกิจการของธนาคาร
พาณิชย์นั้นได้ทุกประการ
และให้ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของธนาคารพาณิชย์นั้น
ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง
กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและกำหนดอำนาจและหน้าที่พนักงานควบคุม
ธนาคารพาณิชย์คนหนึ่งหรือหลายคนให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งได้
การตั้งคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน
กรรมการให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๙
เมื่อรัฐมนตรีได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่ธนาคารพาณิชย์ใด ห้าม
มิให้กรรมการและพนักงานของธนาคารพาณิชย์กระทำกิจการของธนาคารพาณิชย์นั้น
อีกต่อไป
เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมธนาคารพาณิชย์
มาตรา ๓๐ เมื่อรัฐมนตรีได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่ธนาคารพาณิชย์ใด
ให้
กรรมการ
พนักงานและลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้นจัดการอันสมควรเพื่อปกปัก
รักษาทรัพย์และประโยชน์ของธนาคารพาณิชย์ไว้
และรีบรายงานกิจการและมอบ
สินทรัพย์ พร้อมด้วยสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา
และสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและ
สินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ให้แก่คณะกรรมการควบคุมธนาคารพาณิชย์โดยมิชักช้า
มาตรา ๓๑
เมื่อธนาคารพาณิชย์ใดถูกควบคุม ให้ผู้ครอบครองทรัพย์สิน
หรือเอกสารของธนาคารพาณิชย์นั้นแจ้งการครอบครองให้คณะกรรมการควบคุม
ธนาคารพาณิชย์ทราบโดยมิชักช้า
มาตรา ๓๒
เมื่อคณะกรรมการควบคุมธนาคารพาณิชย์เห็นว่า ธนาคาร
พาณิชย์ที่ถูกควบคุมสมควรจะดำเนินกิจการของตนเองได้
ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ
ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่งเลิกการควบคุม
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและ
ในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๓๓
เมื่อคณะกรรมการควบคุมธนาคารพาณิชย์เห็นว่า ธนาคาร
พาณิชย์ที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้
ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้า
รัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่งเลิกธนาคารพาณิชย์นั้น
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๓๔
เมื่อรัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งเลิกธนาคารพาณิชย์
ให้มีการชำระบัญชี
และให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีธนาคารพาณิชย์นั้น
การชำระบัญชีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัด เว้นแต่การใดที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของ
ที่ประชุมใหญ่ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐมนตรี
มาตรา ๓๕*
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ ให้
ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี
มีอำนาจสั่ง
ให้กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์ และผู้สอบบัญชีของ
ธนาคารพาณิชย์มาให้ถ้อยคำ หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี
เอกสาร หรือ
หลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
และให้มี
อำนาจเข้าตรวจกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในระหว่างเวลา
ทำงานปกติ
*[มาตรา ๓๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๓๕ ทวิ*
ให้ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์มีอำนาจเข้าไป
ในสถานที่ใด ๆ
ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดตาม
มาตรา ๗ ทวิ หรือมาตรา ๘ เพื่อตรวจสอบได้
และให้มีอำนาจยึดหรือ
อายัดเอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อ
ประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดีได้
ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ตามวรรคหนึ่ง
ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งอยู่ในสถานที่นั้นมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่
ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ตามสมควร
*[มาตรา ๓๕ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๓๖ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา
๒๘ ให้คณะกรรมการควบคุม
ธนาคารพาณิชย์
หรือพนักงานควบคุมธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับมอบอำนาจมีอำนาจ
สั่งให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือให้แสดงหรือส่งสมุด บัญชี
เอกสาร
ดวงตราและหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
ที่ถูกควบคุม
มาตรา ๓๗
กรรมการควบคุมธนาคารพาณิชย์ พนักงานควบคุมธนาคาร
พาณิชย์
และผู้ชำระบัญชีอาจได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๓๘
ค่าใช้จ่ายและเงินค่าตอบแทนในการควบคุมหรือชำระบัญชี
ธนาคารพาณิชย์ใด ให้จ่ายจากสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์นั้น
มาตรา ๓๙*
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗
ทวิ มาตรา ๙ หรือ
มาตรา ๑๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๓๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๐* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๘
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๔๐
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๑* ธนาคารพาณิชย์ใดไม่ตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือไม่แจ้ง
แก่ผู้ถือหุ้นอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๕ สัตต
หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ
ปกปิดความจริงที่ต้องบอกให้แจ้งในการยื่นรายงานลับ
หรือให้คำชี้แจงตาม
มาตรา ๒๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
*[มาตรา ๔๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๒*
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗
หรือมาตรา ๑๒ (๑)
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดตาม
มาตรา ๕ วรรคสี่ หรือมาตรา ๖
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท
*[มาตรา ๔๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๓*
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ ฉ
หรือมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
*[มาตรา ๔๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๔*
ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ ตรี
วรรคหนึ่ง มาตรา ๕ เบญจ มาตรา ๕ ฉ มาตรา ๙ ทวิ มาตรา ๑๐
มาตรา ๑๑ มาตรา
๑๑ ตรี มาตรา ๑๒ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) หรือ (๙)
มาตรา ๑๒ ตรี
มาตรา ๑๒ จัตวา มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง มาตรา
๑๕ ทวิ
วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือ
เงื่อนไขหรือคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๓ ตรี
มาตรา ๒๑ หรือมาตรา
๒๓
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย
ตามมาตรา ๑๒ (๔) (ก) หรือ (๕) มาตรา ๑๕ ทวิ หรือมาตรา ๑๗
วรรคหนึ่ง
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
*[มาตรา ๔๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๕*
ธนาคารพาณิชย์ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ ตรี วรรคสอง
มาตรา ๗ ตรี หรือมาตรา ๑๕ วรรคสอง
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา ๗ ทวิ หรือมาตรา ๗ ตรี
ต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
*[มาตรา ๔๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖* ความผิดตามมาตรา ๔๒
มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ หรือ
มาตรา ๔๕ ถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่อง
ให้ปรับอีกไม่เกินวันละ
สามพันบาท สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา ๔๒ หรือ มาตรา ๔๓
หรือ
ให้ปรับอีกไม่เกินวันละสองพันบาท
สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา ๔๔
หรือมาตรา ๔๕ แล้วแต่กรณี ตลอดเวลาที่ยังกระทำการฝ่าฝืนอยู่
*[มาตรา ๔๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ ทวิ*
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ใดกระทำความผิดตาม
มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๔๕ กรรมการของธนาคาร
พาณิชย์นั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์นั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของธนาคารพาณิชย์นั้นด้วย
*[มาตรา ๔๖ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ ตรี* ความผิดตามมาตรา
๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔
มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๔๖ ทวิ
ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้มีการเปรียบเทียบ
ตามมาตรา ๔๖ อัฏฐ
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ตรวจพบ
การกระทำความผิด หรือเกินกำหนดห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
เป็นอันขาด
อายุความ
*[มาตรา ๔๖ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ จัตวา*
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ หรือมาตรา ๓๑
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๔๖ จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ เบญจ*
ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์หรือพนักงาน
เจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา ๓๕
หรือขัดขวางมิให้ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์หรือ
พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
หรือ
สอบสวนและตรวจสอบตามมาตรา ๓๕ หรือให้ถ้อยคำ หรือแสดงสมุด
บัญชี เอกสาร
และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
หรือส่งสำเนา
สิ่งเหล่านั้นตามมาตรา ๓๕ อันเป็นเท็จ
หรือขัดขวางหรือไม่ให้ความสะดวกแก่
ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๓๕ ทวิ
ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๔๖ เบญจ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ ฉ*
ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมธนาคารพาณิชย์
หรือพนักงานควบคุมธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับมอบอำนาจซึ่งสั่งตามมาตรา
๓๖ ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๔๖ ฉ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ สัตต*
ผู้ใดได้ล่วงรู้กิจการของธนาคารพาณิชย์ใดเนื่องจาก
การปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
อันเป็นกิจการที่ตามปกติ
วิสัยของธนาคารพาณิชย์จะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย
ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยนอกจาก
ตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
ต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๔๖ สัตต เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๖ อัฏฐ* ความผิดตามมาตรา
๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓
มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๔๖
ให้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจ
เปรียบเทียบได้
คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนสามคนและ
คนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด และผู้ต้องหาได้ชำระ
ค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว
ให้คดีนั้น
เป็นอันเลิกกัน
*[มาตรา ๔๖ อัฎฐ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]
มาตรา ๔๗
ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
(๑) ความในวรรคสองของมาตรา ๖ ไม่ใช้บังคับแก่ธนาคารพาณิชย์ที่เป็น
สาขาของธนาคารต่างประเทศ
ซึ่งประกอบการธนาคารพาณิชย์อยู่ในวันที่พระราช
บัญญัตินี้ใช้บังคับ
(๒) ในการปฏิบัติการตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๓ ให้ถือว่าสินทรัพย์
ที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสาขาของธนาคารต่างประเทศดำรงอยู่ในประเทศไทย
ตามชนิดที่รัฐมนตรีกำหนดเป็นเงินกองทุน
มาตรา ๔๘
ภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา ๑๙
ไม่ใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งอันต้องห้ามตามมาตรา
ดังกล่าวอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับสำหรับตำแหน่งที่ดำรงอยู่นั้น
มาตรา ๔๙
ในระหว่างเวลาที่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
ตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ (๑) ยังไม่ใช้บังคับ
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐
มาตรา ๑๒ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พุทธศักราช
๒๔๘๘ มาใช้บังคับแก่ธนาคารพาณิชย์
มาตรา ๕๐
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราช
บัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในปัจจุบัน
การธนาคารและการเศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ
จึงสมควรได้ปรับปรุง
กฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสม
เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจ
และการเงินของประเทศ
ตลอดจนให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินกับธนาคาร
พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๒
บุคคลใดถือหุ้นธนาคารพาณิชย์รวมกันเกินอัตราที่กำหนด
ตามมาตรา ๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.
๒๕๐๕ ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้คงมีสิทธิถือหุ้นนั้นได้ต่อไป
แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใดก็ให้คงมีสิทธิ
ถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลือนั้น
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ทายาทโดยธรรม ซึ่งได้รับ
มรดกในหุ้นนั้นในวันหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
บทบัญญัติมาตรา ๕ ฉ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มิให้นำมาใช้บังคับแก่
ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาตรา ๒๓ ธนาคารพาณิชย์ใดที่จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทจำกัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคาร
พาณิชย์อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยังคงเป็นบริษัทจำกัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไปได้
และถ้าธนาคารพาณิชย์นั้นได้ออกหุ้น
ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๕ จัตวา
และหรือมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการซึ่งไม่เป็น
ไปตามมาตรา ๕ เบญจ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.
๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นดำเนินการแก้ไข
เสียให้ถูกต้องตามมาตรา ๕ จัตวา หรือมาตรา ๕ เบญจ
แล้วแต่กรณี ภายใน
สามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
โดยต้องดำเนินการตามเงื่อนไข
ดังต่อไปนี้
(๑) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ
ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยรายโดยผู้ถือหุ้น
ดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๒) ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ
ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองร้อยรายโดยผู้ถือหุ้น
ดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๓) ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ
ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองร้อยห้าสิบราย
โดย
ผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวน
หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) ถ้ามีเหตุ
จำเป็นและสมควร
รัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาให้คราวละไม่เกินหกเดือน
ก็ได้
แต่เมื่อนับระยะเวลารวมกันทั้งหมดแล้วจะต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๔ ภายในห้าปี
นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ธนาคาร
พาณิชย์ใดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์อยู่แล้วก่อนวันที่พระราช
บัญญัตินี้ใช้บังคับประสงค์จะเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่
ถ้าธนาคารพาณิชย์นั้น
ยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นดำเนินการตาม
หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนเข้าชื่อซื้อหุ้นได้
ในการออกหนังสือชี้ชวนดังกล่าว
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยหนังสือชี้ชวน ในกรณี
เพิ่มทุนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๒) หุ้นที่ออกในการเพิ่มทุนนั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องดำเนินการขาย
ให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งไม่เป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์นั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ
ยี่สิบห้าของจำนวนหุ้นที่ออกใหม่
และจะขายให้แต่ละคนเกินร้อยละศูนย์จุดห้า
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดไม่ได้
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น
และบทบัญญัติ
ว่าด้วยการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่
มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้
ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๒๕
ธนาคารพาณิชย์ใดไม่ดำเนินการแก้ไขหุ้นหรือผู้ถือหุ้น
หรือกรรมการให้ถูกต้องตามมาตรา ๕ จัตวา หรือมาตรา ๕ เบญจ
แห่ง
พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ภายในระยะเวลาตามมาตรา ๒๓
กำหนด
หรือที่รัฐมนตรีผ่อนผันต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าเป็นการ
กระทำผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังกระทำ
การฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๒๖ ธนาคารพาณิชย์ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๒๔ ต้องระวาง
โทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๒๗ ความผิดตามมาตรา ๒๕
และมาตรา ๒๖ ให้คณะกรรมการ
ตามมาตรา ๔๖ อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.
๒๕๐๕ ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจเปรียบเทียบได้
และให้นำมาตรา
๔๖ ตรี ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๘
สำนักงานที่ได้ตั้งขึ้นแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารต่างประเทศในการติดต่อกับ
บุคคลทั่วไปตามมาตรา ๗ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
ถ้าประสงค์จะดำเนินการต่อไป ให้ธนาคาร
พาณิชย์หรือธนาคารต่างประเทศหรือผู้จัดตั้งสำนักงานนั้นแล้วแต่กรณียื่นคำขอ
รับอนุญาตให้ถูกต้องภายในเวลาสามเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๙ ธนาคารพาณิชย์ใดมีหุ้นหรือหุ้นกู้ของบริษัทจำกัดอยู่ก่อน
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา
๑๒ (๕) หรือถือหุ้น
ของธนาคารพาณิชย์อื่นอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา ๑๒ (๖)
แห่งพระราชบัญญัติ
การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้
ธนาคารพาณิชย์นั้นยื่นคำขอผ่อนผันต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสามสิบวัน
นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในการผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
มาตรา ๓๐
ธนาคารพาณิชย์ใดให้สินเชื่อหรือค้ำประกันการกู้ยืมเงิน
หรือค้ำประกันการขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน
แก่หรือเพื่อกรรมการหรือ
บุคคลตามมาตรา ๑๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ที่กระทำได้โดยชอบอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติ
นี้ใช้บังคับ ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา
๑๒ (๒) และ
มาตรา ๑๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ
มาตรา ๓๑
อสังหาริมทรัพย์ใดที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ในวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและต้องจำหน่ายไปตามมาตรา ๑๒ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติ
การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้
ธนาคารพาณิชย์จำหน่ายเสียภายในเก้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็น
ของธนาคารพาณิชย์หรือภายในระยะเวลาที่ได้รับการขยาย
มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมิได้ออกประกาศ
โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัตินี้
หรือออกประกาศแล้วแต่ประกาศดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ
ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออก
โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ไปพลางก่อน
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๓
แห่งพระราชบัญญัติการ
ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ตามวรรคหนึ่ง คำว่า เงินกองทุน ตามประกาศ
ดังกล่าวให้หมายความถึงเงินกองทุนตามมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติการ
ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
มาตรา ๓๓
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่
พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ได้ประกาศใช้บังคับมานานแล้ว
มีบทบัญญัติหลายมาตราไม่เหมาะสมกับกาลสมัย
สมควรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข
บทบัญญัติเดิม และเพิ่มเติมบทบัญญัติใหม่ขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงและเป็นหลัก
ประกันแก่การประกอบการธนาคารพาณิชย์
นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็น
ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการได้จากรัฐบาลนั้นเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ
ของประเทศย่อมเป็นการสมควรที่ธนาคารพาณิชย์จะพึงมีบทบาทในการใช้
เงินทุนนั้นไปทางอำนวยประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มาก
ยิ่งขึ้น
และอีกประการหนึ่ง การธนาคารพาณิชย์นับว่าเป็นกิจการค้าขายอัน
กระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน
เป็นการสมควรที่จะให้
สาธารณชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการประกอบกิจการด้วย จึงจำเป็น
ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.๒๕๒๒/๓๑/๑พ/๗ มีนาคม ๒๕๒๒]
ลัดดาพร/แก้ไข
๒๔/๐๑/๔๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).