กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
การนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดของผู้รับบำนาญตามกฎหมาย
ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน
พ.ศ. ๒๕๕๔[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ และมาตรา ๕๗/๒ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ.
๒๕๕๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้
ผู้รับบำนาญ หมายความว่า
ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๙
หนังสือรับรอง หมายความว่า
หนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน
สถาบันการเงิน หมายความว่า
ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ของเอกชน
หรือสถาบันการเงินอื่น
ซึ่งได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อให้ผู้รับบำนาญขอกู้เงินตามกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๒ ให้กรมบัญชีกลางจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรมบัญชีกลางกับสถาบันการเงิน
เพื่อให้ผู้รับบำนาญนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน
ข้อ ๓ ผู้รับบำนาญซึ่งประสงค์จะขอกู้เงินให้ยื่นคำร้องขอรับหนังสือรับรองต่อส่วนราชการผู้เบิกเบี้ยหวัดบำนาญ
เพื่อให้ส่วนราชการผู้เบิกเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบสิทธิในบำเหน็จตกทอด
ให้ผู้รับบำนาญขอรับแบบคำร้องขอรับหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง
ได้ที่กรมบัญชีกลาง สำนักงานคลังเขต สำนักงานคลังจังหวัด
หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกรมบัญชีกลางกำหนด
คำร้องขอรับหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมบัญชีกลางกำหนด
ข้อ ๔ ให้ส่วนราชการผู้เบิกเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบและรับรองความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลในคำร้องขอรับหนังสือรับรอง
และส่งไปยังกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี
ข้อ ๕ เมื่อกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัดได้รับคำร้องขอรับหนังสือรับรองตามข้อ
๔ แล้ว ให้ออกหนังสือรับรองแก่ผู้รับบำนาญ
หนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมบัญชีกลางกำหนด
ข้อ ๖ ผู้รับบำนาญสามารถนำหนังสือรับรองตามข้อ
๕ ไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้
ในการขอกู้เงินตามวรรคหนึ่ง
ผู้รับบำนาญต้องแจ้งให้บุคคลผู้มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จตกทอดได้ทราบถึงการนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินด้วย
ข้อ ๗ เมื่อสถาบันการเงินและผู้รับบำนาญได้ทำสัญญากู้เงิน
และสถาบันการเงินได้จ่ายเงินให้แก่ผู้รับบำนาญรายใดแล้ว
ให้สถาบันการเงินแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังกรมบัญชีกลาง
เพื่อดำเนินการหักเงินบำนาญรายเดือนตามสัญญากู้เงินต่อไป
วิธีการแจ้งข้อมูลและการหักเงินบำนาญตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมบัญชีกลางกำหนด
ข้อ ๘ ผู้รับบำนาญต้องยินยอมให้ส่วนราชการผู้เบิกเบี้ยหวัดบำนาญหักเงินบำนาญรายเดือนเพื่อชำระคืนเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงินตามสัญญากู้เงิน
ข้อ ๙ ในกรณีที่ผู้รับบำนาญไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญากู้เงินได้
ให้กรมบัญชีกลางและสถาบันการเงินดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) กรณีที่ผู้รับบำนาญผิดสัญญากู้เงิน
ให้สถาบันการเงินตรวจสอบจำนวนเงินที่ผู้รับบำนาญต้องชำระคืน
และแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อที่จะชำระคืนเงินกู้ในส่วนที่เหลือตามสัญญากู้เงิน
แต่ต้องไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินตามที่ระบุในหนังสือรับรอง
(๒) กรณีที่ผู้รับบำนาญถึงแก่ความตาย
ให้กรมบัญชีกลางแจ้งสถาบันการเงินเพื่อให้สถาบันการเงินตรวจสอบจำนวนเงินที่ผู้รับบำนาญต้องชำระคืน
และให้กรมบัญชีกลางชำระคืนเงินกู้ในส่วนที่เหลือตามสัญญากู้เงิน
แต่ต้องไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินตามที่ระบุในหนังสือรับรอง
วิธีการชำระคืนเงินกู้ตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมบัญชีกลางกำหนด
ข้อ ๑๐ ให้อธิบดีกรมบัญชีกลางมีอำนาจกำหนดวิธีปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
กรณ์ จาติกวณิช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕๗/๒ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ.
๒๕๕๓
บัญญัติให้ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพอาจนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
ณัฐวดี/ตรวจ
๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๖๒ ก/หน้า ๑๓/๔ สิงหาคม ๒๕๕๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).