法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
70
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

ระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

พ.ศ.

๒๕๑๘

ภูมิพลอดุลยเดช

ป.ร.

ให้ไว้

ณ วันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘

เป็นปีที่

๓๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา

ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๑๘”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ

และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา” หมายความว่า

บุคคลซึ่งรับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

“ประธานรัฐสภา” หมายความว่า

ประธานรัฐสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว

ให้หมายความถึงประธานแห่งสภานั้น

“รองประธานรัฐสภา” หมายความว่า

รองประธานรัฐสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว

ให้หมายความถึงรองประธานแห่งสภานั้น

“รัฐสภา” หมายความว่า

สภาซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว

ให้หมายถึงสภานั้น

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ให้ประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด

คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

มาตรา ๖

มาตรา ๖

ให้มีคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ร.”

ประกอบด้วยประธานรัฐสภาเป็นประธาน รองประธานรัฐสภาเป็นรองประธาน

เลขาธิการรัฐสภาและกรรมการอื่นอีกแปดคนซึ่งรัฐสภาเลือกจาก

(๑) ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาจำนวนสองคน

ในกรณีที่มีสองสภาให้แต่ละสภาเลือกหนึ่งคน และ

(๒) ผู้ทรงคุณวุฒิมีจำนวนหกคน

ในกรณีที่มีสองสภาให้แต่ละสภาเลือกสามคน

ให้เลขาธิการรัฐสภาเป็นเลขานุการ ก.ร.

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๒)

ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี

(๒) มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๔ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗)

(๘) (๙) (๑๐) (๑๑) และ (๑๒)

(๓) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา

กรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง

มาตรา ๘

มาตรา ๘ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๒)

มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละหกปี ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนดสามปี

ให้กรรมการดังกล่าวออกจากตำแหน่งกึ่งหนึ่งโดยวิธีจับสลาก

มาตรา ๙

มาตรา ๙ เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงเพราะออกจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา

๘ หรือเพราะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๑

ให้รัฐสภาเลือกตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗

ขึ้นแทนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง หรือวันเปิดสมัยประชุมรัฐสภา

แล้วแต่กรณี

ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับสำหรับกรณีที่ตำแหน่งว่างเพราะการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา

๑๑ และวาระของกรรมการที่เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือเมื่อรัฐสภาสิ้นอายุ

หรือถูกยุบ

ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างเพราะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา

๑๑ อยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน

รัฐสภาอาจเลือกตั้งกรรมการซึ่งออกจากตำแหน่งให้เป็นกรรมการอีกได้

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐

ในการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ

ให้ประธานรัฐสภาแจ้งวันเลือกให้สมาชิกรัฐสภาทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสิบห้าวัน

สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา

เท่ากับจำนวนตำแหน่งที่ต้องเลือกตั้งหรือตำแหน่งที่ว่างต่อเลขาธิการรัฐสภาก่อนกำหนดวันเลือกเจ็ดวัน

เมื่อเลขาธิการรัฐสภาเห็นว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่สมาชิกเสนอมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา

๗ ให้เสนอรายชื่อต่อสมาชิกรัฐสภาในวันเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามให้รัฐสภาวินิจฉัยชี้ขาด

ในกรณีที่ไม่มีสมาชิกผู้ใดเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิให้ประธาน

รองประธานและเลขาธิการรัฐสภาร่วมกันจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเสนอต่อรัฐสภาเป็นจำนวนสองเท่าของตำแหน่งที่ว่าง

ให้นำข้อบังคับว่าด้วยการเลือกกรรมาธิการสามัญมาใช้บังคับแก่การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยอนุโลม

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๘

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓)

เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ การประชุมของ ก.ร.

ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในระหว่างที่รัฐสภาสิ้นอายุหรือถูกยุบ

ให้ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาคงดำรงตำแหน่งประธาน ก.ร. และรองประธาน ก.ร.

อยู่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงแต่งตั้งประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาใหม่แล้วจึงให้พ้นจากตำแหน่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงเพราะออกตามวาระในระหว่างที่รัฐสภาสิ้นอายุหรือถูกยุบ

องค์ประชุมของ ก.ร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการที่เหลืออยู่

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓

นอกจากอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้ ก.ร.

มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑) ควบคุมดูแลให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

(๒) ตีความและวินิจฉัยปัญหาต่างๆ

ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้พระราชบัญญัตินี้

(๓) ออกกฎ ก.ร. หรือระเบียบ

เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ กฎ ก.ร.

เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

(๔)

กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

(๕) รักษาทะเบียนประวัติข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

(๖) ควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ก.ร.

มีอำนาจตั้งอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา เรียกโดยย่อว่า “อ.ก.ร.”

เพื่อทำการใดๆ แทนได้

ให้นำความในมาตรา ๑๒

มาใช้บังคับแก่การประชุมของอนุกรรมการโดยอนุโลม

หมวด

บททั่วไป

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ข้าราชการฝ่ายรัฐสภามี ๒ ประเภท

(๑) ข้าราชการรัฐสภาสามัญ

ได้แก่ผู้ซึ่งรับราชการในตำแหน่งประจำ โดยได้รับเงินเดือนในอัตราสามัญ

และได้รับแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๓

(๒) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง

ได้แก่ผู้ซึ่งรับราชการในตำแหน่งการเมืองของรัฐสภา

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

วันเวลาทำงานและการลาหยุดราชการของข้าราชการฝ่ายรัฐสภาให้เป็นไปตามที่

ก.ร. กำหนด

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ เครื่องแบบของข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

และให้ประธานรัฐสภาวางระเบียบว่าด้วยการแต่งกายของข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

ให้ ก.ร. พิจารณาตามระเบียบว่าด้วยการนั้น

และให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทาน

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ข้าราชการฝ่ายรัฐสภามีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

หมวด

ข้าราชการรัฐสภาสามัญ

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญจะมีตำแหน่งใด

ในสายงานใด ระดับใด จำนวนเท่าใด ต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด

ให้เป็นไปตามที่ ก.ร. กำหนด โดยให้คำนึงถึงลักษณะหน้าที่ ความรับผิดชอบ

ปริมาณและคุณภาพของงานตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) ตำแหน่งขั้นต้นในสายงานธุรการ สายงานวิชาชีพ

สายงานฝีมือ และสายงานอื่นที่ไม่ต้องใช้ผู้มีความรู้ ความสามารถ

และความชำนาญเป็นพิเศษ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๑

(๒) ตำแหน่งในสายงานธุรการ สายงานวิชาชีพ

สายงานฝีมือ และสายงานอื่นที่ต้องใช้ผู้มีความรู้ ความสามารถ

และความชำนาญสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๑ หรือตำแหน่งที่มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ

และคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๑ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๒

(๓) ตำแหน่งขั้นต้นในสายงานวิชาการ

หรือตำแหน่งในสายงานอื่นที่ต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

หรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับแผนกซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบ และคุณภาพของงานต่ำกว่าตำแหน่งระดับ ๔ หรือตำแหน่งอื่นที่มีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๒ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๓

(๔) ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับแผนกซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงพอสมควร หรือตำแหน่งอื่นที่มีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๓ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๔

(๕)

ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับแผนกซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๔

ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับกองซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานต่ำกว่าตำแหน่งระดับ ๖ หรือตำแหน่งอื่นที่มีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๔ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๕

(๖) ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับกองซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงพอสมควร

หรือตำแหน่งที่ต้องใช้ผู้ชำนาญการซึ่งมีหน้าที่ ความรับผิดชอบ

และคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๕ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๖

(๗) ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับกองซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๖

หรือตำแหน่งที่ต้องใช้ผู้ชำนาญการพิเศษซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๖ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๗

(๘) ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับกองซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงมากเป็นพิเศษ หรือตำแหน่งที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๗ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๘

(๙)

ตำแหน่งรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือตำแหน่งอื่นที่มีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้

หรือตำแหน่งที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษซึ่งมีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๘ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๙

(๑๐) ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม

หรือตำแหน่งอื่นที่มีหน้าที่ ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้

หรือตำแหน่งที่มีหน้าที่ ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๙

ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๑๐

(๑๑) ตำแหน่งที่มีหน้าที่

ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานสูงกว่าตำแหน่งระดับ ๑๐ ให้กำหนดเป็นตำแหน่งระดับ ๑๑

ให้ ก.ร.

จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งไว้เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญทุกตำแหน่ง

ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งให้แสดงชื่อของตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง

ลักษณะงานที่ปฏิบัติ คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องมี

และระดับของตำแหน่งด้วย

ตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญนอกจากจะมีชื่อตามที่

ก.ร. กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งแล้ว อาจมีชื่ออย่างอื่นเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานตามที่

ก.ร. กำหนดอีกด้วยก็ได้ ตำแหน่งใดเป็นตำแหน่งบังคับบัญชาข้าราชการในหน่วยงานใด

ในฐานะใด ให้ ก.ร. กำหนดด้วย

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

ข้าราชการรัฐสภาสามัญจะได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐

และตามอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้

ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับใด

ให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนในระดับนั้น

โดยให้ได้รับในขั้นต่ำของเงินเดือนสำหรับตำแหน่ง เว้นแต่

(๑)

ผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว

ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่ไม่สูงกว่าขั้นที่ได้รับอยู่

(๒)

ยังไม่มีอัตราเงินเดือนถึงขั้นต่ำของเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้น

ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นเท่าที่มีอัตราเงินเดือนอยู่

(๓)

ผู้นั้นได้รับบรรจุและแต่งตั้งในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการ

หรือผู้ใช้ฝีมือซึ่ง ก.ร. คัดเลือกบรรจุ ให้ได้รับเงินเดือนตามที่ ก.ร. กำหนด

(๔) ผู้นั้นมีความรู้ความชำนาญจากการศึกษา

การฝึกอบรม หรือการทำงานสูงกว่าที่ ก.ร.

กำหนดไว้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ตามมาตรา ๒๐ และ ก.ร.

เห็นว่าความรู้ความชำนาญนั้นใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

ก.ร.

จะอนุมัติให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้นก็ได้

แต่ต้องไม่สูงกว่าขั้นต่ำของเงินเดือนสำหรับตำแหน่งระดับถัดขึ้นไป ทั้งนี้

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ร.

การจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ

เพื่อประโยชน์ในการออมทรัพย์ของข้าราชการรัฐสภาสามัญให้นำกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนข้าราชการไว้เป็นเงินสะสมมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒

การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ ต้องบรรจุจากผู้สอบแข่งขันได้

เว้นแต่การบรรจุผู้รับทุนของทางราชการในการศึกษาวิชาเข้ารับราชการตามสัญญาการบรรจุผู้ทรงคุณวุฒิ

ผู้ชำนาญการ และผู้ใช้ฝีมือ

และการบรรจุในกรณีที่มีเหตุพิเศษซึ่งไม่จำเป็นต้องดำเนินการสอบแข่งขัน ก.ร.

จะคัดเลือกบรรจุก็ได้

การสอบแข่งขันตามวรรคหนึ่ง ให้ ก.ร.

เป็นผู้ดำเนินการสอบโดยเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๒๔

และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามที่ ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐ เข้าสมัครสอบได้

และให้สอบสำหรับบรรจุในตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ลงมา ทั้งนี้

หลักสูตรและวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ตลอดจนเกณฑ์การตัดสิน

การขึ้นบัญชี และการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ให้เป็นไปตามที่ ก.ร.กำหนด

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ผู้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งใด

ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๒๔

หรือได้รับการยกเว้นในกรณีที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๕

และต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นตามที่ ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐ ด้วย

สำหรับผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๒๔ (๔)

ให้มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันได้

แต่จะมีสิทธิได้รับบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญในตำแหน่งที่สอบแข่งขันได้ต่อเมื่อพ้นจากตำแหน่งข้าราชการการเมืองแล้ว

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ

ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี

(๓)

เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(๔) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง

(๕) ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ไร้ความสามารถ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.ร.

(๖)

ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งให้พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

หรือตามกฎหมายอื่น

(๗) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี

(๘) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(๙)

ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๑๐) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษ ให้ออก ปลดออก

หรือไล่ออก จากรัฐวิสาหกิจ

(๑๑)

ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออกหรือปลดออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภาหรือตามกฎหมายอื่น

(๑๒)

ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

หรือตามกฎหมายอื่น

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๔ (๗) (๘)

หรือ (๙) ก.ร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้

ส่วนผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๔ (๑๐) หรือ (๑๑) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงาน

หรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว หรือผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๔ (๑๒)

ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว

และมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะกระทำผิดในกรณีทุจริตต่อหน้าที่

ก.ร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ มติของ ก.ร.

ในการประชุมปรึกษายกเว้นเช่นนี้ต้องเป็นเอกฉันท์ การลงมติให้กระทำโดยลับ

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ที่จะได้รับบรรจุและแต่งตั้ง

ถ้าปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๒๔

โดยไม่ได้รับการยกเว้นในกรณีที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๕

หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามที่ ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐

อยู่ก่อนหรือภายหลังการสอบแข่งขัน จะบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นมิได้

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ ผู้ใดได้รับบรรจุเข้ารับราชการแล้ว

หากภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๒๔

โดยไม่ได้รับการยกเว้นในกรณีที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๕

หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่ ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐ โดยไม่ได้รับอนุมัติจาก

ก.ร. ตามมาตรา ๓๓ อยู่ก่อนก็ดี

มีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้นก็ดี

ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน

แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่

และการได้รับเงินเดือนก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น

และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้ว

ให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘

การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญในตำแหน่งระดับ ๙ ลงมา

ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

ส่วนการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งระดับ ๑๐ ขึ้นไป

ให้ประธานรัฐสภาเป็นมีอำนาจสั่งบรรจุ

และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ผู้สอบแข่งขันได้ และผู้ได้รับคัดเลือก

ผู้ใดได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญในตำแหน่งใด

ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้นเป็นเวลาตามที่กำหนดในกฎ ก.ร.

ในระหว่างเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้นั้นมีความประพฤติไม่ดีหรือไม่มีความรู้หรือไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง

หรือเมื่อครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ให้ผู้บังคับบัญชาทำรายงานผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้นั้นเสนอตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ

ตามวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ร.

เมื่อได้รับรายงานจากผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่ง

ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุพิจารณาว่าผู้นั้นมีความประพฤติ ความรู้

และความสามารถเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งหรือไม่

ถ้าเห็นว่าไม่ควรให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปหรือควรให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอีกระยะหนึ่ง

จะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ หรือสั่งให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปก็ได้

แต่ถ้าเห็นว่าผู้นั้นควรรับราชการต่อไปได้เมื่อครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุรายงานให้ ก.ร. ทราบตามวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ร.

ผู้อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งใด

ถ้าได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นให้เริ่มทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการตามวรรคหนึ่งใหม่

ผู้ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีความประพฤติไม่ดี

หรือไม่มีความรู้

หรือไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง

ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าไม่เคยเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ

แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับในระหว่างที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

การย้ายข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ดำรงตำแหน่งใดไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น

ต้องแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกัน

การย้ายข้าราชการรัฐสภาสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิมและการย้ายข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้มิได้ดำรงตำแหน่งที่

ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐

จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ร. แล้ว

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑

การเลื่อนข้าราชการรัฐสภาสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นตำแหน่งใดให้เลื่อนและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันเพื่อดำรงตำแหน่งนั้นได้

หรือจากผู้ได้รับการประเมินสมรรถภาพแล้วปรากฏว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ

และความเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้นได้

กรณีใดจะเลื่อนและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้

หรือจากผู้ได้รับการประเมินสมรรถภาพให้เป็นไปตามที่ ก.ร. กำหนด

การสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนข้าราชการรัฐสภาสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับ

๒ และระดับ ๓ ให้สอบร่วมกับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการตามมาตรา ๒๒

ส่วนการสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนข้าราชการรัฐสภาสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับ

๔ ขึ้นไปให้ ก.ร. กำหนดผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน

หลักสูตรและวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ตลอดจนเกณฑ์การตัดสิน การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้

และการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้

การประเมินสมรรถภาพของข้าราชการรัฐสภาสามัญ

ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ร.กำหนด

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

การบรรจุและการเลื่อนตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญจากผู้สอบแข่งขันได้

ให้ผู้มีอำนาจบรรจุและแต่งตั้งสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้

ส่วนการเลื่อนตำแหน่งจากผู้ได้รับการประเมินสมรรถภาพ

ให้เลื่อนและแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสม

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓

ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญตำแหน่งใด

ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ตามที่ ก.ร.กำหนดในมาตรา ๒๐

ในกรณีที่มีความจำเป็น ก.ร.

อาจอนุมัติให้แต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญที่มีคุณสมบัติเฉพาะต่างไปจากที่กำหนดไว้ในมาตรา

๒๐ ก็ได้

ในกรณีที่ ก.ร.

กำหนดให้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพใดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง

ให้หมายถึงปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ ก.ร. รับรอง

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔

การแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญให้ดำรงตำแหน่งที่ ก.ร.

ยังมิได้กำหนดตามมาตรา ๒๐ จะกระทำมิได้

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕

ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ มาตรา

๓๑ และมาตรา ๔๐ แล้ว หากภายหลังปรากฏว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งแต่งตั้งผู้นั้นให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม

หรือตำแหน่งระดับเดียวกันที่ต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะที่ผู้นั้นมีอยู่

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖

การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาสามัญโดยปกติให้สั่งเลื่อนได้ปีละหนึ่งขั้น

และเลื่อนได้ไม่เกินขั้นสูงของระดับที่ผู้นั้นได้รับเงินเดือนอยู่

โดยคำนึงถึงคุณภาพและปริมาณของงานที่ได้ปฏิบัติมา การรักษาวินัย ตลอดจนความสามารถ

ความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ร.

การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาสามัญในกรณีพิเศษเกินกว่าหนึ่งขั้น

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ร. และให้เสนอ ก.ร.

เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นรายๆ ไป

การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ

๙ ลงมาให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมเป็นผู้พิจารณาและสั่งเลื่อน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๑๐ ขึ้นไป

ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาและสั่งเลื่อน

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗

ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ก.ร.

จะพิจารณาอนุมัติให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญก็ได้ การเลื่อนเงินเดือนในกรณีเช่นนี้

จะเลื่อนเกินกว่าขั้นสูงของระดับที่ผู้นั้นได้รับเงินเดือนอยู่ก็ได้

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘

มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญประจำส่วนราชการสังกัดรัฐสภาเป็นการชั่วคราว

โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ร.

การสั่งและการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับข้าราชการรัฐสภาสามัญตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ร. กำหนด

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙

การโอนข้าราชการรัฐสภาสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญในต่างส่วนราชการที่สังกัดรัฐสภา

อาจกระทำได้เมื่อส่วนราชการเจ้าสังกัดทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนนั้นแล้ว

โดยให้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สูงกว่าเดิมและรับเงินเดือนในขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม

เว้นแต่การโอนข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้สอบแข่งขันได้ สอบคัดเลือกได้หรือได้รับคัดเลือก

ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ร. กำหนด

การโอนข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้มิได้ดำรงตำแหน่งที่

ก.ร. กำหนดตามมาตรา ๒๐ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาสามัญที่ ก.ร.

กำหนดตามมาตรา ๒๐ ในต่างส่วนราชการที่สังกัดรัฐสภา

จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ร. แล้ว ในการนี้ให้ ก.ร.

พิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ และให้ ก.ร.

กำหนดระดับของตำแหน่งที่จะแต่งตั้งและเงินเดือนที่จะให้ได้รับด้วย

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐ การโอนข้าราชการตามกฎหมายอื่น

หรือพนักงานเทศบาล มาบรรจุเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ อาจกระทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจ

โดยประธานรัฐสภาหรือหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมทำความตกลงกับเจ้าสังกัด แล้วเสนอ

ก.ร. เพื่อพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับใด

และได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.ร. เป็นผู้พิจารณากำหนด

แต่เงินเดือนที่จะให้ได้รับจะต้องไม่สูงกว่าข้าราชการรัฐสภาสามัญที่มีคุณวุฒิ

ความสามารถ และความชำนาญงานในระดับเดียวกัน

เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมาตามวรรคหนึ่งในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานเทศบาลนั้นเป็นเวลาราชการของข้าราชการรัฐสภาสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

การโอนข้าราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ

พนักงานเทศบาลวิสามัญ

และข้าราชการที่อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญตามพระราชบัญญัตินี้จะกระทำมิได้

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑

ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดยไม่มีความเสียหายแล้ว

ประสงค์จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญในส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามเดิมภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร

ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๘ สั่งบรรจุ แต่งตั้ง และให้ได้รับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่

ก.ร. กำหนด

ข้าราชการรัฐสภาสามัญซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

เมื่อได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งแล้วให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง

ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับ

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒

ข้าราชการรัฐสภาสามัญลาออกจากราชการเพื่อสมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญในส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามเดิม

ถ้าข้าราชการผู้นั้นได้แสดงความจำนงไว้ในขณะลาออกว่าจะกลับเข้ามารับราชการ

และระยะเวลาที่ออกจากราชการไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๘

สั่งบรรจุ แต่งตั้ง และให้ได้รับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ร. กำหนด

ข้าราชการรัฐสภาสามัญซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ไปสมัครรับเลือกตั้ง

เมื่อได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งแล้วให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง

ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับ

มาตรา ๔๓

มาตรา ๔๓

ข้าราชการหรือพนักงานเทศบาลผู้ใดออกจากราชการหรือออกจากงานไปแล้วถ้าสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ

และทางราชการต้องการจะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาเสนอ ก.ร.

เพื่อพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้

จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับใดและได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.ร.

เป็นผู้พิจารณากำหนด แต่เงินเดือนที่จะให้ได้รับ จะต้องไม่สูงกว่าข้าราชการรัฐสภาสามัญที่มีคุณวุฒิ

ความสามารถ และความชำนาญงานในระดับเดียวกัน

เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ

ให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้เข้ารับราชการตามวรรคหนึ่งในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานเทศบาลนั้น

เป็นเวลาราชการของข้าราชการรัฐสภาสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

ความในวรรคหนึ่ง

มิให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ พนักงานเทศบาลวิสามัญ

และผู้ซึ่งออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔ ข้าราชการรัฐสภาสามัญออกจากราชการ เมื่อ

(๑) ตาย

(๒)

พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออก

(๔) ถูกสั่งให้ออก หรือถูกลงโทษไล่ออก

ปลดออกหรือให้ออก

การต่อเวลาราชการให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญที่ต้องออกจากราชการตาม

(๒) รับราชการต่อไปอีก จะกระทำมิได้

มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๕

ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง

เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘ เป็นผู้พิจารณา เมื่อผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘

สั่งอนุญาตแล้ว จึงให้ออกจากราชการตามคำสั่ง

ในกรณีที่ข้าราชการรัฐสภาสามัญขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง

ให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ยื่นใบลาออกต่อผู้บังคับบัญชา

ในกรณีที่ผู้ขอลาออกมีเรื่องถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

หรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญา ผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตลาออกจะสั่งอนุญาตให้ลาออกก็ได้

โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อสอบสวนพิจารณาแล้วได้ความว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ลาออกกระทำผิดวินัย

ก็ให้ดำเนินการสั่งลงโทษหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ตรงตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

การลาออกในกรณีนี้ยังไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ

มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๖ ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘

มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้

แต่ในการสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน

นอกจากให้ทำได้ในกรณีที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว

ให้ทำได้ในกรณีต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑)

เมื่อข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดยสม่ำเสมอ

ถ้าผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเห็นสมควรให้ออกจากราชการแล้ว

ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้

(๒)

เมื่อข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ

ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ

(๓) เมื่อข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดขาดคุณสมบัติตามมาตรา

๒๔ (๑) (๔) หรือ (๕) ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ

(๔)

เมื่อข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดหย่อนความสามารถด้วยเหตุใดในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการของตน

หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ด้วยเหตุใด

และผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘ เห็นว่าถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไป

จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวสอบสวนพิจารณา

โดยจะสอบสวนเองหรือมอบหมายให้ข้าราชการที่เห็นสมควรหรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแทนก็ได้

ในการสอบสวนนี้จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย เมื่อได้มีการสอบสวนพิจารณาแล้ว

และผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเห็นสมควรให้ออกจากราชการ

ก็ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้ ทั้งนี้ให้นำมาตรา ๕๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นได้สอบสวน

หรือพนักงานสอบสวนได้สอบสวนทางอาญา

หรือศาลได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องสอบสวนตามวรรคหนึ่งอยู่แล้ว

ผู้มีอำนาจตามมาตรานี้จะนำสำนวนการสอบสวนของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น

สำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สำนวนของผู้ว่าคดีศาลแขวง สำนวนของอัยการ

สำนวนการพิจารณาของศาลหรือสำเนาคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้เป็นสำนวนการสอบสวนโดยให้ถือว่าได้มีการสอบสวนตามวรรคหนึ่งแล้วก็ได้

แต่ทั้งนี้ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย

(๕)

เมื่อข้าราชการรัฐสภาผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

และได้มีการสอบสวนตามมาตรา ๕๓ แล้ว

การสอบสวนไม่ได้ความว่ากระทำผิดที่จะถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก

แต่ผู้บังคับบัญชาตามมาตราดังกล่าวเห็นว่าผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น

ซึ่งจะให้รับราชการต่อไปอาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

ก็ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวสั่งให้ออกจากราชการได้

(๖)

เมื่อข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

หรือความผิดลหุโทษ ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก

ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘ จะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการก็ได้

(๗)

เมื่อข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

ให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๒๘ สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ

มาตรา ๔๗

มาตรา ๔๗

การออกจากราชการของข้าราชการรัฐสภาสามัญตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๑๐ ขึ้นไป

ในกรณีถูกลงโทษ ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

ส่วนการออกจากราชการในกรณีอื่นให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ

มาตรา ๔๘

มาตรา ๔๘

ข้าราชการรัฐสภาสามัญต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ร.

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย

จักต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๐

มาตรา ๔๙

มาตรา ๔๙

ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ส่งเสริมและดูแลระมัดระวังให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามวินัย

ถ้าผู้บังคับบัญชารู้ว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนใดกระทำผิดวินัย

จะต้องดำเนินการทางวินัยทันที ถ้าเห็นว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยที่จะต้องได้รับโทษและอยู่ในอำนาจของตนที่จะลงโทษได้ให้สั่งลงโทษ

แต่ถ้าเห็นว่าผู้นั้นควรจะต้องได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ

ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิดวินัยเหนือขึ้นไป

เพื่อให้พิจารณาดำเนินการสั่งลงโทษตามควรแก่กรณี

ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้โดยไม่สุจริต

ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย

70 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_77dfbcbf5947a06a

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com