法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
5
มาตรา อารัมภบท

กฎ ก.ตร.

ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๔๙

ตามที่ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้ออกใช้บังคับแล้ว นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒), มาตรา ๔๘ (๖) และมาตรา ๑๐๐ (๓) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๒๘ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ มติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ ๑๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และมติอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ วรรคสี่ แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติตามข้อ ๒ (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) ถ้าเป็นการรับสมัครเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งต้องใช้คุณวุฒิเฉพาะ หรือต้องใช้ความรู้ความชำนาญในทางวิชาการเป็นพิเศษ เช่น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการแพทย์ นักดนตรี ช่าง เจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด และอื่น ๆ ก็ให้แพทย์ตรวจไปตามระเบียบ หากเห็นว่าการขาดคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาอนุมัติยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเป็นราย ๆ ไป”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๔ แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๔ การสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการตามมาตรา ๑๐๐ (๓) ให้สั่งได้เมื่อปรากฏว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย

(๒) เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(๓) เป็นโรคเรื้อนในระยะติดต่อหรือในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

(๔) เป็นวัณโรคในระยะอันตราย

(๕) เป็นโรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

(๖) เป็นโรคติดยาเสพติดให้โทษ

(๗) เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

โรคหรืออาการตามข้อ ๔ (๓) ถึง (๗) ให้อยู่ในดุลยพินิจคณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เห็นว่าไม่ควรรับราชการตำรวจ”

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในข้อ ๓ ของบัญชีโรคหรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ แนบท้าย กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๓. ผิวหนัง

๓.๑ โรคผิวหนังทุกชนิดซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจแก่ผู้อื่น

๓.๒ แผลเรื้อรังของผิวหนังซึ่งยากต่อการรักษา

๓.๓ เนื้องอก (NEOPLASM) ที่หน้า มีขนาดวัดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ห้าเซนติเมตรขึ้นไป

๓.๔ คนเผือก”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๒ ของบัญชีโรคหรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ แนบท้าย กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๑๒. โรคติดยาเสพติดให้โทษ”

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๔ ของบัญชีโรคหรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ แนบท้าย กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๑๔. โรคหรืออาการอื่นใด ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจคณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เห็นว่าไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ”

สำหรับข้อความอื่นนอกจากนี้ คงเป็นไปตามที่กำหนดไว้เดิม ทั้งนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป[๑]

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ

โสรศ/ผู้จัดทำ

๖ ธันวาคม ๒๕๔๙

ปิติวรรณ/ปรับปรุง

๕ มิถุนายน ๒๕๖๓

ปาจรีย์/ตรวจ

๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓ /ตอนที่ ๑๑๘ ก/หน้า ๓๖/๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

5 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_79a2f8eae818bd52

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com