กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
ว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน
พ.ศ. ๒๕๕๕[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้
ศูนย์การเรียน หมายความว่า
สถานที่เรียนที่องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชน
จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่แสวงหากำไรตามกฎกระทรวงนี้
องค์กรชุมชน หมายความว่า
คณะบุคคลซึ่งประกอบด้วยผู้บรรลุนิติภาวะจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนที่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในชุมชนหรือท้องถิ่นร่วมกันดำเนินการในลักษณะเป็นองค์กร
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่แสวงหากำไร
และมีที่ตั้งอยู่ในท้องที่เดียวกันกับศูนย์การเรียนนั้น
องค์กรเอกชน หมายความว่า สมาคม
มูลนิธิ
หรือองค์กรที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือเป็นส่วนงานหรือโครงการในองค์กรนิติบุคคล
มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่แสวงหากำไร
และมีที่ตั้งหรือมีส่วนงานหรือโครงการรับผิดชอบอยู่ในท้องที่เดียวกันกับศูนย์การเรียนนั้น
ผู้จัดการศึกษา หมายความว่า
องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชนซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้จัดตั้งศูนย์การเรียน
คณะกรรมการ หมายความว่า
คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาที่ศูนย์การเรียนตั้งอยู่
สำนักงาน หมายความว่า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ศูนย์การเรียนตั้งอยู่
ข้อ ๒ องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนอาจจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย
โดยจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนสำ หรับผู้ซึ่งขาดโอกาสในการเข้าศึกษาในระบบโรงเรียนปกติ
ทั้งนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น
คล่องตัว และสนองตอบวัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียนนั้น โดยให้ยึดหลักดังต่อไปนี้
(๑) มุ่งเรียนรู้จากสถานที่จริง แหล่งเรียนรู้ในเขตพื้นที่
และภูมิปัญญาท้องถิ่น
(๒) การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้ใช้หลักสูตรที่ศูนย์การเรียนได้พัฒนาขึ้น
ศูนย์การเรียนตามวรรคหนึ่งอาจจัดการศึกษาแบบคละชั้นและอายุหรือจัดให้มีการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาอื่นโดยมีข้อตกลงร่วมกันและเทียบโอนผลการเรียนซึ่งกันและกันได้
ข้อ ๓ แบบคำขอจัดตั้งศูนย์การเรียนขององค์กรชุมชนต้องมีรายการอย่างน้อย
ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อองค์กรชุมชน
(๒) รายละเอียดของคณะบุคคล ได้แก่ ชื่อ สัญชาติ อายุ ที่อยู่
และอาชีพ
(๓) วัตถุประสงค์ขององค์กรชุมชน
(๔) ที่ตั้งองค์กรชุมชน
(๕) ประวัติความเป็นมาขององค์กรชุมชน
(๖) ผลการดำเนินงานขององค์กรชุมชน
รายการตาม (๒) และ (๓) ต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกในชุมชนซึ่งเป็นผู้บรรลุนิติภาวะจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน
ข้อ ๔ แบบคำขอจัดตั้งศูนย์การเรียนขององค์กรเอกชนต้องมีรายการอย่างน้อย
ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อองค์กรเอกชน
(๒) วัตถุประสงค์ขององค์กรเอกชน
(๓) ที่ตั้งองค์กรเอกชน
(๔) ประวัติความเป็นมาขององค์กรเอกชน
(๕) ผลการดำเนินงานขององค์กรเอกชน
(๖)
หลักฐานการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลขององค์กรหรือหลักฐานการเป็นส่วนงานหรือโครงการในองค์กรนิติบุคคล
ข้อ ๕ องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชนซึ่งประสงค์จะจัดตั้งศูนย์การเรียน
ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อสำนักงานพร้อมทั้งแนบแบบคำขอตามข้อ ๓ หรือข้อ ๔
แล้วแต่กรณี
และแผนการจัดการศึกษาของศูนย์การเรียนที่องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชนนั้นได้ร่วมจัดทำกับสำนักงานหรือสถานศึกษาที่สำนักงานมอบหมาย
แผนการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่งต้องมีรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อศูนย์การเรียน
(๒) วัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียน
(๓) ที่ตั้งศูนย์การเรียน
(๔) รูปแบบการจัดการศึกษา
(๕) ระดับการศึกษาที่จัดในกรณีที่เป็นการจัดการศึกษานอกระบบ
(๖) หลักสูตรหรือลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอน
(๗) ระบบประกันคุณภาพภายใน
(๘) รายชื่อและคุณสมบัติของบุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การเรียน
(๙) ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการศูนย์การเรียน
ข้อ ๖ เมื่อสำนักงานให้ความเห็นชอบคำขอจัดตั้งศูนย์การเรียน
และแผนการจัดการศึกษาแล้วผู้จัดการศึกษาจึงจะดำเนินการจัดการศึกษาได้
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนการจัดการศึกษาที่สำนักงานได้ให้ความเห็นชอบแล้วต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน
ข้อ ๗ ในกรณีที่องค์กรเอกชนเป็นนิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย
ผู้เรียนในศูนย์การเรียนต้องมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศกำหนด
ในการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียนขององค์กรเอกชนตามวรรคหนึ่งให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ศูนย์การเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนไม่เกินห้าสิบคน
ให้สำนักงานเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
(๒)
ศูนย์การเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนเกินกว่าห้าสิบคนแต่ไม่เกินหนึ่งร้อยคน
ให้สำนักงานเสนอให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
(๓) ศูนย์การเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนเกินกว่าหนึ่งร้อยคน
ให้สำนักงานเสนอให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
ในกรณีการขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนเกินกว่าห้าสิบคน
รายการในแผนการจัดการศึกษาตามข้อ ๕ (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศกำหนด
ให้นำหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์การเรียนตามวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับกับการพิจารณาคำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนการจัดการศึกษาที่ได้รับอนุญาตแล้วโดยอนุโลม
ข้อ ๘ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการศูนย์การเรียนตามข้อ
๕ (๙) อย่างน้อยต้องกำหนดให้คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้จัดการศึกษาหรือผู้แทน
ผู้แทนผู้ปกครองของผู้เรียนและผู้ทรงคุณวุฒิ
ในกรณีที่ศูนย์การเรียนใดไม่อาจมีผู้แทนผู้ปกครองของผู้เรียน
ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้แทนชุมชนที่ศูนย์การเรียนตั้งอยู่เป็นกรรมการแทนได้
ข้อ ๙ ให้คณะกรรมการศูนย์การเรียนทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารและการจัดการศึกษาของศูนย์การเรียนให้เหมาะสมกับสภาพการจัดการศึกษาของผู้จัดการศึกษาและสอดคล้องกับนโยบายการศึกษา
รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน กำกับ
และดูแลระบบการประกันคุณภาพภายในเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
ข้อ ๑๐ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ให้ดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
(๑)
การวัดผลและประเมินผลผู้เรียนของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้ศูนย์การเรียนวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริงของพัฒนาการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
(๒) กรณีที่มีการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานศึกษาอื่น
ให้มีการวัดผลและประเมินผลร่วมกัน
ในกรณีที่มีการเลิกศูนย์การเรียน
หรือผู้เรียนจากศูนย์การเรียนประสงค์จะเข้าศึกษาในโรงเรียน
ให้นำผลการเรียนรู้ที่สะสมไว้มาเทียบโอนผลการเรียนตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
ข้อ ๑๑ ให้ศูนย์การเรียนออกหลักฐานทางการศึกษาแก่ผู้เรียนหรือผู้สำเร็จการศึกษาจากศูนย์การเรียนว่าได้ศึกษาหรือสำเร็จการศึกษา
ภายใต้การกำกับและการรับรองของสำนักงาน แล้วแต่กรณี
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อ ๑๒ ให้ศูนย์การเรียนจัดทำรายงานผลการดำเนินงานและสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้สำนักงานทราบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
ข้อ ๑๓ ศูนย์การเรียนอาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุนจากรัฐ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรเอกชนอื่นสำหรับการจัดการศึกษาได้
ข้อ ๑๔ สำนักงานมีหน้าที่ให้คำปรึกษา
คำแนะนำ และความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการ ด้านการบริหาร
ด้านการจัดการศึกษา และด้านอื่นแก่ผู้จัดการศึกษา
รวมทั้งให้การพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถแก่บุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การเรียน
ตลอดจนดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนแก่ผู้เรียนในศูนย์การเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการเทียบโอนผลการเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ข้อ ๑๕ ศูนย์การเรียนเลิกด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(๑) สำนักงานอนุญาตให้เลิกตามคำขอของผู้จัดการศึกษา
(๒) สำนักงานมีคำสั่งให้เลิกเพราะเหตุที่ศูนย์การเรียนหยุดดำเนินการเกินกว่าหนึ่งปีโดยไม่มีเหตุอันสมควร
หรือการดำเนินการของศูนย์การเรียนขัดต่อวัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียน
ขัดต่อกฎหมายเป็นภัยต่อเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ
หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
เมื่อมีการเลิกศูนย์การเรียนตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สำนักงานแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้จัดการศึกษาทราบภายในสามสิบวัน
และให้ผู้จัดการศึกษารวบรวมหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของศูนย์การเรียนนั้นมอบให้แก่สำนักงาน
ข้อ ๑๖ การเลิกศูนย์การเรียน
ให้ผู้จัดการศึกษาร่วมกับสำนักงานจัดหาศูนย์การเรียนอื่นให้แก่ผู้เรียน
แต่ไม่ตัดสิทธิผู้เรียนที่จะสมัครเข้าเรียนในสถานศึกษาอื่น
ข้อ ๑๗ ให้สำนักงานเรียกคืนเงินอุดหนุนหรือเงินช่วยเหลือต่าง
ๆ จากรัฐที่ยังเหลืออยู่ในรอบปีจากศูนย์การเรียนที่เลิกตามข้อ ๑๕
เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ข้อ ๑๘ องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชนใดเคยเป็นผู้จัดการศึกษาของศูนย์การเรียนที่สำนักงานมีคำสั่งให้เลิกศูนย์การเรียนตามข้อ
๑๕ (๒) จะขอจัดตั้งศูนย์การเรียนอีกมิได้
ให้ไว้
ณ วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ศาสตราจารย์สุชาติ
ธาดาธำรงเวช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๒
แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
บัญญัติให้องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
เพื่อให้องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนซึ่งมีความประสงค์และมีความพร้อมเข้ามาช่วยเหลือรัฐในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
โดยรัฐจะส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาอันจะทำให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับการศึกษาในรูปแบบอื่น
สมควรกำหนดให้องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕
ณัฐพร/ผู้ตรวจ
๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๙/ตอนที่ ๑๐๑ ก/หน้า ๓๕/๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).