พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
กำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลท่ากำชำ ตำบลบ่อทอง ตำบลปุโละปุโย ตำบลคอลอตันหยง
อำเภอหนองจิก ตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ ตำบลแป้น ตำบลปะเสยะวอ ตำบลบือเระ
อำเภอสายบุรี ตำบลกอลำ ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง ตำบลปะโด อำเภอมายอ
จังหวัดปัตตานี และตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน
พ.ศ. ๒๕๕๓
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
เป็นปีที่ ๖๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๐ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๑ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๕
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลท่ากำชำ ตำบลบ่อทอง ตำบลปุโละปุโย ตำบลคอลอตันหยง อำเภอหนองจิก ตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ ตำบลแป้น ตำบลปะเสยะวอ ตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี ตำบลกอลำ ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง ตำบลปะโด อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๐
(๒) พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๑
(๓) พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๔ ให้ที่ดินในท้องที่ตำบลท่ากำชำ ตำบลบ่อทอง ตำบลปุโละปุโย ตำบลคอลอตันหยง อำเภอหนองจิก ตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ ตำบลแป้น ตำบลปะเสยะวอ ตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี ตำบลกอลำ ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง ตำบลปะโด อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑. แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลท่ากำชำ ตำบลบ่อทอง ตำบลปุโละปุโย ตำบลคอลอตันหยง อำเภอหนองจิก ตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ ตำบลแป้น ตำบลปะเสยะวอ ตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี ตำบลกอลำ ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง ตำบลปะโด อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๓
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๒๕ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๒ กำหนดให้การกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินให้กำหนดเฉพาะที่ดินที่จะดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เว้นแต่ในกรณีที่จำเป็นจะถือเขตของตำบลหรืออำเภอเป็นหลักแต่โดยที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๐ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๑ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ในท้องที่อำเภอหนองจิก อำเภอยะรัง และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โดยถือเขตอำเภอดังกล่าวเป็นหลัก ซึ่งทำให้เขตปฏิรูปที่ดินที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสามฉบับดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ที่ไม่มีโครงการเพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมด้วยสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาทั้งสามฉบับดังกล่าว เพื่อกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเฉพาะที่ดินที่มีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
วิภา/ปรับปรุง
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนที่ ๕๔ ก/หน้า ๔/๗ กันยายน ๒๕๕๓
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).