พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
เบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ.
๒๕๒๒
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
เป็นปีที่
๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกาขึ้นโดยเฉพาะ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๙
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.
๒๕๒๒ และมาตรา ๓
แห่งพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย
พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒[๑]
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกกรรมการและอนุกรรมการ ลักษณะ ๑
ในพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๔[๒] กรรมการกฤษฎีกา และกรรมการพัฒนากฎหมาย
ให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมรายครั้ง เฉพาะครั้งที่มาประชุม ครั้งละ ๒,๐๐๐
บาท
อนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้ง
ให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมรายครั้ง เฉพาะครั้งที่มาประชุม ครั้งละ ๑,๐๐๐
บาท
มาตรา ๕[๓] กรรมการและอนุกรรมการตามมาตรา ๔
ซึ่งมิได้เป็นข้าราชการ ลูกจ้างของทางราชการ
หรือพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ
ให้ได้รับเบี้ยประชุมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ อีกหนึ่งเท่า
มาตรา ๖[๔] ประธานของกรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะ
ประธานกรรมการพัฒนากฎหมายและประธานอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้ง
ให้ได้รับเบี้ยประชุมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ อีกหนึ่งในสี่
มาตรา ๗[๕]
เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย
และคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้งตลอดจนเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกา
ให้ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุม
โดยมีอัตราเท่ากับกรรมการและอนุกรรมการตามมาตรา ๔
เลขานุการของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง
ให้มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมไม่เกินหนึ่งคน
และผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง
ให้มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมไม่เกินสองคน
มาตรา ๘[๖] (ยกเลิก)
มาตรา ๙ การเบิกเบี้ยประชุม
ให้เบิกจ่ายจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๐ เงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิได้รับเบี้ยประชุม
และวิธีการจ่ายเบี้ยประชุม นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้
ให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๑
ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส.
โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้
เบี้ยประชุมของกรรมการ
เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของทางราชการเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ
พ.ศ. ๒๕๑๙
ซึ่งอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย
แต่โดยที่ขณะนี้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ได้บัญญัติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งประกอบด้วยกรรมการร่างกฎหมายและกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
มีหน้าที่กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยได้กำหนดโดยเฉพาะให้กรรมการกฤษฎีกาได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาและโดยที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีการประชุมและมีวิธีพิจารณาที่แน่นอนตามระเบียบที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
ดังนั้น จึงสมควรกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นเบี้ยประชุมโดยพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่งเป็นเอกเทศเพื่อให้เหมาะสมกับงานในหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกา
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓[๗]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
คือ เนื่องจากการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกานั้น ยังไม่เหมาะสม
สมควรกำหนดให้มีการจ่ายเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเท่านั้น เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๓[๘]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่เบี้ยประชุมกรรมการกฤษฎีกาตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว
สมควรปรับปรุงอัตราเบี้ยประชุมดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕[๙]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔
ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย
และให้กรรมการพัฒนากฎหมายและอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้งได้รับค่าตอบแทนเช่นเดียวกับกรรมการกฤษฎีกา
จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
โดยกำหนดให้กรรมการพัฒนากฎหมายและอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้งได้รับเบี้ยประชุมเช่นเดียวกับกรรมการร่างกฎหมายและกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
และโดยที่พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ได้กำหนดให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และของที่ประชุมใหญ่กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เท่านั้นที่ได้รับเบี้ยประชุม
จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
โดยกำหนดให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย
ของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้ง ของคณะกรรมการร่างกฎหมาย
ตลอดจนเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมายได้รับเบี้ยประชุมเช่นเดียวกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๘[๑๐]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่ค่าตอบแทนของกรรมการร่างกฎหมาย กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ กรรมการพัฒนากฎหมาย
และอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้ง
ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.
๒๕๓๕ ยังกำหนดไว้ไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและภาระหน้าที่ที่กรรมการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒ สมควรปรับปรุงค่าตอบแทนดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่ง
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๗[๑๑]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากค่าตอบแทนของกรรมการกฤษฎีกา กรรมการพัฒนากฎหมาย
และอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้งตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๘
ยังไม่เหมาะสมกับภาวการณ์และภาระหน้าที่ที่กรรมการดังกล่าวต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒ สมควรปรับปรุงค่าตอบแทนเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
เอกฤทธิ์/ผู้จัดทำ
๒๐
ตุลาคม ๒๕๕๑
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๖/ตอนที่ ๒๑๑/ฉบับพิเศษ หน้า
๖/๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๒
[๒]
附則
มาตรา ๔
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๔๗
[๓]
มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
[๔]
มาตรา ๖
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.
๒๕๔๗
[๕]
มาตรา ๗
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.
๒๕๔๗
[๖]
มาตรา ๘ ยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓
[๗]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๙๘/ฉบับพิเศษ หน้า
๑๓/๒๗ มิถุนายน ๒๕๒๓
[๘]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๗/ตอนที่ ๑๒๖/ฉบับพิเศษ หน้า
๑๑/๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓
[๙]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙/ตอนที่ ๑๔/หน้า ๒๔/๒๗
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕
[๑๐]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๔ ก/หน้า ๒๗/๒๔
มกราคม ๒๕๓๘
[๑๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๖๔ ก/หน้า ๑/๒๐
ตุลาคม ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).