ประกาศของคณะปฏิวัติ
ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่
๑๘๑
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า
ตามที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
ศิลปากร พ.ศ. ๒๕๑๑
กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น
เพื่อแบ่งเบาภารกิจของนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
ศิลปากร พ.ศ. ๒๕๑๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา
๑๓ ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งและเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ
อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี อธิการในมหาวิทยาลัย
เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย
โดยตำแหน่ง กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสี่คนและไม่เกินเก้าคน
ให้รองอธิการบดีเป็นเลขานุการสภามหาวิทยาลัย
ในกรณีมีรองอธิการบดี
หลายคน
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภามหาวิทยาลัย"
ข้อ ๒
ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
ศิลปากร พ.ศ. ๒๕๑๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้
"มาตรา
๑๔ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรง
คุณวุฒิดำรงตำแหน่งสองปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้
ในกรณีนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งได้เพียงครบตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน"
ข้อ ๓
ให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาพ้นจากตำแหน่งแต่ให้คงประกอบกันกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
เป็นสภามหาวิทยาลัยปฏิบัติการต่อไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้แล้ว
การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องกระทำให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๔
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ข้อ ๕
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
จอมพล
ถ. กิตติขจร
หัวหน้าคณะปฏิวัติ
[รก.๒๕๑๕/๑๑๐/๑๖พ/๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๕]
ฐาปนี/แก้ไข
๒๙
ตุลาคม ๒๕๔๕
B+A(C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).