พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ
หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ
เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครคิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.
๒๕๒๒/๗๔/๓๙พ/๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒]
มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ
และประกาศอื่นในส่วนที่มี
บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้
พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า
ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้น
ในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้
(๑)
กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์
(๒)
กิจการเงินทุนเพื่อพัฒนา
(๓)
กิจการเงินทุนเพื่อจำหน่ายและการบริโภค
(๔)
กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ
(๕)
กิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก
ประชาชน และให้เงินกู้ยืมเงินระยะสั้น รวมทั้งการเป็นผู้รับรอง
ผู้รับอาวัลหรือผู้สอดเข้า
แก้หน้าในตั๋วเงินเป็นทางค้าปกติ
กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก
ประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หรือระยะยาวแก่กิจการอุตสาหกรรม
เกษตรกรรม
หรือพาณิชยกรรมเป็นทางค้าปกติ
กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค หมายความว่า กิจการ
จัดหาเงินทุนจากประชาชน และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ
(๑)
ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ใช้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าโดยชำระราคาเป็น
งวด ๆ หรือโดยให้เช่าซื้อ
(๒)
ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ในการซื้อสินค้าจากกิจการที่มิใช่
ของตนเอง
(๓)
ให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากกิจการซึ่งจำหน่าย
สินค้านั้นเมื่อได้ตกลงจะให้เช่าซื้อ หรือให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าซึ่งยึดได้จากผู้เช่าซื้อรายอื่น
(๔)
รับโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่ายสินค้า
กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก
ประชาชน และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ
(๑)
ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนเพื่อให้ได้มาซื่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินและหรือบ้าน
ที่อยู่อาศัย
(๒)
ให้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับ
จำหน่ายแก่ประชาชนหรือให้ประชาชนเช่าซื้อ หรือ
(๓)
จัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายแก่ประชาชน รวมทั้งให้
ประชาชนเช่าซื้อ
ให้กู้ยืมเงิน เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจเงินทุน
หมายความรวมถึงรับซื้อ ซื้อลด
หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ตราสารเปลี่ยนมืออื่น หรือตราสารการเครดิต
ให้กู้ยืมเงินระยะสั้น หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวง
ถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันให้กู้ยืม
ให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืน
เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม
ให้กู้ยืมเงินระยะยาว หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อสิ้น
ระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม
เงินกองทุน หมายความว่า
(๑)
ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้รับ
(๒) ทุนสำรอง
(๓)
เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุม
ใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของบริษัท
แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของ
สินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้ และ
(๔)
กำไรสุทธิคงเหลือจากการจัดสรรแล้ว
ทั้งนี้
เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว
ธุรกิจหลักทรัพย์ หมายความว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทดังต่อไปนี้
(๑)
กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
(๒)
กิจการค้าหลักทรัพย์
(๓)
กิจการที่ปรึกษาการลงทุน
(๔)
กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
(๕)
กิจการจัดการลงทุน
(๖)
กิจการอื่นเกี่ยวกับหลักทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หมายความว่า กิจการเป็นนายหน้าหรือ
ตัวแทนซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่น
โดยได้รับค่านายหน้าหรือบำเหน็จ
เป็นการตอบแทนเป็นทางค้าปกติ
กิจการค้าหลักทรัพย์ หมายความว่า กิจการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลัก
ทรัพย์ในนามของตนเอง เป็นทางค้าปกติ
กิจการที่ปรึกษาการลงทุน หมายความว่า กิจการให้คำแนะนำแก่
ประชาชนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับคุณค่าของหลักทรัพย์หรือความเหมาะสมใน
การลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นทางค้าปกติ ทั้งนี้ โดยได้รับค่าบริการหรือ
บำเหน็จเป็นการตอบแทนสำหรับการนั้น
กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หมายความว่า กิจการรับจัดการจำหน่าย
หลักทรัพย์ให้แก่ประชาชน
กิจการจัดการลงทุน หมายความว่า กิจการจัดการลงทุนตามโครงการ
โดยการออกตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่
ประชาชนและนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธินั้นไปลงทุนใน
หลักทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในโครงการ
หลักทรัพย์ หมายความว่า
(๑) ตั๋วเงินคลัง
(๒) พันธบัตร
ตั๋วเงินหรือตราสารพาณิชย์อื่น
(๓)
หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่
จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้
(๔)
ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์
(๕)
ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุนซึ่ง
ผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภท
ดังต่อไปนี้
(๑)
กิจการเครดิตฟองซิเอร์
(๒)
กิจการรับซื้อฝาก
(๓)
กิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
กิจการเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า กิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนอง
อสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ
กิจการรับซื้อฝาก หมายความว่า กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญา
ขายฝากเป็นทางค้าปกติ
บริษัทจำกัด หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
บริษัท หมายความว่า บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
หรือบริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์
บริษัทเงินทุน หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ
ธุรกิจเงินทุน
บริษัทหลักทรัพย์ หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้
ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้
ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
สำนักงานสาขา หมายความรวมถึง สำนักงานใด ๆ
ซึ่งแยกออกจากสำนัก
งานใหญ่ของบริษัทไปประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของบริษัท
ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ
หลักทรัพย์ หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคาร
แห่งประเทศไทย แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่มี
กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
มาตรา ๖
รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งพนักงาน
ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๗
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้และให้มีอำนาจ
(๑)
แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
(๒)
ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้าย
พระราชบัญญัตินี้
(๓) ออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นใดให้เป็นธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(๔)
ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแบบบัตรประจำตัวของ
พนักงานเจ้าหน้าที่
(๕)
ออกประกาศตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
ทั้งนี้
เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงตาม (๓)
ให้ระบุความหมายของกิจการที่กำหนดด้วย และจะ
กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการนั้นไว้ด้วยก็ได้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้
บังคับได้
การจัดตั้งบริษัทและการขอรับใบอนุญาต
มาตรา ๘ การประกอบธุรกิจเงินทุน
หรือการประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด
และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด
หรือบริษัทจำกัด ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
จะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นชอบ
รัฐมนตรีจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
การควบบริษัทเข้ากันให้ถือว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทจำกัด
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธี
การและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๙ ในการออกใบอนุญาตตามมาตรา ๘
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไข
ใด ๆ ก็ได้
เงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง
เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความ
ปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน รัฐมนตรีจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง
หรือเพิ่มเติมก็ได้และกำหนดให้เงื่อนไขที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง
หรือเพิ่มเติมนั้นมีผลบังคับเมื่อระยะเวลาใดระยะเวลา
หนึ่งได้ล่วงพ้นไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๐ บริษัทอาจมีสำนักงานสาขาได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
การขออนุญาตและการอนุญาต
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่
รัฐมนตรีกำหนด
ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
บริษัทเงินทุน
มาตรา ๑๑
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน
มาตรา ๑๒ บริษัทเงินทุนต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทเงินทุน นำหน้า
และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๑๓
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า บริษัทเงินทุน หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๑๔ บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท
บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้
หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็นหุ้นของบุคคลตามวรรคสองด้วย
(๑)
คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง
(๒)
บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง
(๓)
ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วน
(๔)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดชอบ
หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้น
รวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นหรือ
(๕)
บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสอง หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ ห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
มาตรา ๑๕
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนใดจำหน่ายหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นอันจะ
ทำให้บุคคลบุคคลใดหนึ่งถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทเงินทุนต้องเป็นหุ้นชนิด
ระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท
และข้อบังคับของบริษัทเงินทุนต้อง
ไม่มีข้อจำกัดในการโอนหุ้น
เว้นแต่เพื่อเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมาย
ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
มาตรา ๑๗ บริษัทเงินทุนต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อย
ราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดและแต่ละรายต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหกของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
บริษัทเงินทุนใดมีผู้ถือหุ้นและหรือการถือหุ้นไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งในขณะ
ใดขณะหนึ่งให้บริษัทเงินทุนนั้นขอผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินการแก้ไข
ให้ถูกต้องภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสามใน
สี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำ
กว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
มาตรา ๑๘
เมื่อปรากฏว่าการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทเงินทุนเป็นเหตุให้บุคคล
หนึ่งบุคคลใดถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือให้ตามมาตรา ๑๔
บุคคลนั้นจะยกเอาการถือหุ้นในส่วน
ที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อบริษัทเงินทุนนั้นมิได้
และบริษัทเงินทุนนั้นจะจ่ายเงินปันผล
หรือเงินตอบแทนอย่างอื่นให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม
ของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้
มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔
วรรคสองและ
วรรคสาม มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘
ให้บริษัทเงินทุนตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราว
ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นและก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใด
แล้วแจ้งผลการตรวจ
สอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนด และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๔
ให้บริษัท
เงินทุนแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อดำเนินการจำหน่ายหุ้นที่เกินนั้นเสีย
มาตรา ๒๐
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๒)
ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่
(ก)
เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือ
สำหรับเป็นที่พักหรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นตามที่
ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การ
ประกันการให้กู้ยืมเงิน
หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาด โดย
คำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปี
นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุนหรือภายในกำหนดเวลากว่านั้น
ตาม
ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ค)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ
เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในการอนุญาตตาม (ก)
หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๓)
รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุนจาก
บริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน
(๔)
ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๕)
ซื้อหรือหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่
(ก)
เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงิน
แต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือ
(ข)
เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก
รัฐมนตรี
(๖)
ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เว้นแต่ จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไข
ใด ๆ ก็ได้
สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ
พัฒนาให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย
(ก)
การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุนให้
แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม
เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว
(ข)
การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน
(ค)
การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ
อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
(ง)
การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจเข้า
ด้วยกัน
(๗)
ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน
การให้กู้ยืมเงินดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย
(ก)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ของกรรมการ
(ข)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการ คู่สมรส หรือ
บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วน
(ค)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือ
บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้น
ส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน
จำกัดนั้น
(ง)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่
บรรลุนิติภาวะของกรรมการ หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ
สามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(๘)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุนโดยมิได้รับ
อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๙)
จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท
เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ
ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น
ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จเงินเดือน รางวัลและเงินเพิ่มอย่างอื่น
บรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ
(๑๐)
ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวม
กันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการ
ทั้งนี้
เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการ และได้รายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ
แล้ว
(๑๑)
โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
มาตรา ๒๑ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ ให้บริษัทเงินทุนแจ้งแก่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
(๑)
การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทเงินทุน
(๒)
การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ
ในการจัดการของบริษัทเงินทุน
(๓)
การทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัท
เงินทุน
(๔)
การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัทเงินทุนเนื่องจาก
การโอนหุ้น
มาตรา ๒๒
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไป
นี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการหรือที่
ปรึกษาของบริษัทเงินทุน
(๑)
เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(๒)
เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับ
ทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
(๓) เคยเป็นกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัด
การของบริษัทเงินทุนที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๔) เป็นกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ
ของบริษัทเงินทุนอื่น
(๕)
ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการหรือผู้จัดการตาม
มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง
(๖)
เป็นข้าราชการการเมือง
(๗)
เป็นข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมบริษัทเงินทุนหรือพนักงาน
ธนาคารแห่งประเทศไทย
(๘) เป็นผู้จัดการ
รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
จำกัดซึ่งตนหรือบุคคลตามมาตรา ๒๐ (๗) วรรคสอง ถือหุ้นอยู่
เว้นแต่จะเป็นกรรมการหรือที่
ปรึกษาของบริษัทเงินทุน
附則
มาตรา ๒๓
ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนภายในสี่
เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนและก่อนวันประชุมใหญ่
ตามแบบที่ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยกำหนด
งบดุลนั้นจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชีผู้สอบบัญชีนั้นต้องเป็นผู้ซึ่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบด้วย และต้องมิใช่กรรมการ พนักงาน
หรือลูกจ้างของบริษัท
เงินทุนนั้น
ประกาศตามวรรคหนึ่งให้เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยหนึ่งฉบับและให้
ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น
ภายในวันที่ยี่สิบเอ็ดของเดือนถัดไป และ
ให้ลงในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับด้วย
เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้
กำหนดเป็นอย่างอื่น
มาตรา ๒๔
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้บริษัทเงินทุนบริษัทใดยื่น
รายงานหรือแสดงเอกสารใด ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดก็ได้
และธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งราย
งานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้
รายงานและเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความ
ตามวรรคหนึ่งบริษัทเงินทุนต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง
มาตรา ๒๕ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ
บริษัทเงินทุนต้องจัดให้กรรมการ
พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของบริษัทเงินทุนมาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชี
เอกสาร
และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเงินทุนนั้นตามความประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๒๖ ในการตรวจสอบบริษัทเงินทุนใด
หากธนาคารแห่งประเทศไทย
เห็นว่าบริษัทเงินทุนนั้น
(๑)
จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อย หรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร
(๒)
จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา
ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม หรือ
(๓)
ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการผู้จัดการ
หรือพนักงาน
หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควร
หรือมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ
(๔)
กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ
ดังกล่าวหรือกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายในเวลาที่กำหนด
มาตรา ๒๗
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมี
อำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) วงเงินขั้นต่ำ
(๒)
ระยะเวลาชำระคืน
(๓)
หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน
การกำหนดมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุน ประเภทกิจการ
หรือประเภทของบุคคลก็ได้
มาตรา ๒๘
ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับเงิน
ที่ได้จากการกู้ยืมหรือได้รับจากประชาชน
อันบริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้องชำระคืนให้แก่บุคคล
เหล่านี้ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง
จะกำหนดตามประเภทของบุคคลที่
บริษัทเงินทุนกู้ยืมหรือได้รับเงินก็ได้
สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่
สินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
การกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์สภาพ
คล่องแต่ละประเภทหรืออัตราส่วนตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้
อัตราส่วนที่ดำรงนั้น
จะกำหนดให้ถือเอาส่วนเฉลี่ยตามระยะเวลามากน้อยเท่า
ใดก็ได้
มาตรา ๒๙
ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตรา
ส่วนกับ
(๑) สินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๒)
จำนวนเงินที่รับรองและหรือรับอาวัลตั๋วเงินไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๓)
สินทรัพย์เสี่ยงตาม (๑) ได้แก่ สินทรัพย์ทุกประเภทนอกจากสินทรัพย์
สภาพคล่องและสินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ว่าไม่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง
การกำหนดอัตราส่วนตาม
(๑) จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้ ส่วน
อัตราตาม (๒) นั้น จะไม่กำหนดก็ได้
มาตรา ๓๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมี
อำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑)
ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายได้ในการกู้ยืมเงินหรือ
รับเงินจากประชาชน
(๒)
ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้
(๓)
ค่าบริการที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้
(๔)
ผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้จากการให้เช่าซื้อ
(๕)
หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก
บรรดาเงิน
ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่บุคคลใด
ได้รับจากบริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้น
เนื่องจากการที่บริษัท
เงินทุนกู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุน หรือพนักงาน
หรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุน
นั้นได้รับเนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของบริษัทเงินทุนให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด ค่าบริการ
หรือผลประโยชน์ใน (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการตาม (๓)
ไม่ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ตาม (๒)
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนหรือตาม
ประเภทการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนหรือประเภทกิจการที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรือ
อาจเรียก หรือจะกำหนดวิธีการคำนวณและระยะเวลาการจ่ายหรือระยะเวลาเรียกเก็บได้
มาตรา ๓๑
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมี
อำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องต่อไปนี้อันเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อในการประกอบ
กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค หรือกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ
(๑)
จำนวนเงินที่ต้องชำระครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ ไป เป็นอัตราส่วนกับ ยอดเงินให้เช่าซื้อแต่ละราย
(๒)
ระยะเวลาในการให้เช่าซื้อ
(๓)
วิธีการชำระเงิน
(๔)
เงื่อนไขการริบเงินที่ได้รับชำระแล้ว และการกลับเข้าครองทรัพย์สินที่ให้
เช่าซื้อ
(๕)
วิธีการแสดงผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บ
มาตรา ๓๒
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑)
การให้กู้ยืมเงินแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนด
(๒)
วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมแก่และหรือรับรองและรับอาวัล
ตั๋วเงินที่เกิดจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง
หรือวงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้อ
(๓)
วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง
และหรือจะให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น
มาตรา ๓๓ ในการกำหนดอัตราตามมาตรา ๓๒ (๑)
ให้กำหนดเป็นอัตรา
ส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง
และอัตราที่
กำหนดนั้นรวมกันทั้งสิ้นต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอดเงินดังกล่าว
การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา
๓๒ (๒) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอด
เงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมและหรือรับรองและรับอาวัลตั๋วเงินหรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนให้
เช่าซื้อและยังคงค้างชำระอยู่ ณ
ขณะใดขณะหนึ่งหรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัท
เงินทุน หรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ
ขณะใดขณะหนึ่งก็ได้
การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา
๓๒ (๓) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอด
เงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อและหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้อทั้งสิ้น
ซึ่งยังคง
ค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด
หรือเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อ
อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ
และหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้
เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ
ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด
หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนก็ได้
มาตรา ๓๔
ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้
(๑)
การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง
(๒)
การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน
มาตรา ๓๕
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
และหรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ
รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วน
กับเงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ทั้งนี้
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย
จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนดังต่อไปนี้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนตาม
วรรคหนึ่งด้วย
(๑)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น
(๒)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลนั้นคู่สมรส
หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน
(๓)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลนั้นคู่สมรส
หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
หรือเป็น
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้าง
หุ้นส่วนจำกัดนั้น
(๔)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในบริษัทจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรสหรือบุตร
ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว
ทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละประเภท
ก็ได้
มาตรา ๓๖
ความในมาตรา ๓๕ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บริษัทเงินทุน
(ก)
ให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์
อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(ข)
ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอื่น
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินราคาของหลักประกัน การ
คำนวณราคาของหลักประกัน ถ้าเป็นหลักทรัพย์รัฐบาลไทย ให้ถือตามราคาที่ตราไว้
ถ้าเป็น
หลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นให้ถือตามราคาตลาด
ถ้าไม่มีราคาตลาดให้ถือตามราคาที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนด
มาตรา ๓๗ บริษัทเงินทุนต้องเปิดทำตามเวลา
และหยุดทำการตามวันที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการหรือหยุดทำการในเวลา
หรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๓๘ การกำหนดตามมาตรา ๒๐ (๒) (ค) และ (๑๑)
มาตรา ๒๗
มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖
และมาตรา ๓๗ เว้นแต่การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บริษัทหลักทรัพย์
มาตรา ๓๙ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทหลักทรัพย์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
มาตรา ๔๐ บริษัทหลักทรัพย์ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทหลักทรัพย์
นำหน้า และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๔๑
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทหลักทรัพย์ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อใน
ธุรกิจว่า "บริษัทหลักทรัพย์" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๔๒
บริษัทหลักทรัพย์ที่ประกอบกิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ต้องมี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด
ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ที่ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
กิจการค้า หลักทรัพย์
กิจการที่ปรึกษาการลงทุน หรือกิจการจัดการลงทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด
ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าห้าล้านบาท
มาตรา ๔๓
ห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำการดังต่อไปนี้
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๒) กระทำการใด ๆ
อันจะทำให้ลูกค้า หรือบุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับ
ราคาคุณค่า และลักษณะของหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
(๓) กระทำการใด ๆ
อันเป็นการเอาเปรียบลูกค้า หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่าง
ไม่เป็นธรรม ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
(๔)
ซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในนามของตนเองหรือ
ลูกค้าเว้นแต่รัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้กระทำได้ ในการประกาศดังกล่าวรัฐมนตรีจะ
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
(๕)
ขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครองหรือ
มิได้มีบุคคลใดมอบหมายให้ขายหลักทรัพย์นั้น
เว้นแต่รัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้กระทำ
ได้ ในการประกาศดังกล่าว รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติ
ด้วยก็ได้
(๖)
ประกอบกิจการอื่นใด นอกจากธุรกิจหลักทรัพย์ในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ส่วนการให้กู้ยืมเงินเพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์เกี่ยวกับการ
ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือกิจการค้าหลักทรัพย์นั้น
ให้บริษัทหลักทรัพย์
กระทำได้
(๗)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทหลักทรัพย์โดย
มิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
(๘)
โฆษณากิจการของบริษัทหลักทรัพย์นั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
มาตรา ๔๔
การตั้งบุคคลใดเป็นตัวแทนหรือนายหน้าของบริษัทหลักทรัพย์
ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน
การขอรับอนุญาตและการอนุญาต
ให้เป็นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
มาตรา ๔๕ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
ให้บริษัทหลักทรัพย์แจ้งแก่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
(๑)
การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับของบริษัทหลักทรัพย์
(๒)
การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ
ในการจัดการของบริษัทหลักทรัพย์
(๓)
การทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัท
หลักทรัพย์
(๔)
การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัทหลักทรัพย์
เนื่องจากการโอนหุ้น
(๕)
การที่บริษัทหลักทรัพย์ที่มีหุ้นในบริษัทจำกัดอื่นเกินร้อยละยี่สิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดในบริษัทจำกัดนั้น
เว้นแต่การมีหุ้นเนื่องจากประกอบกิจการค้าหลักทรัพย์หรือกิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
มาตรา ๔๖ ในการกระทำการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือในการค้า
หลักทรัพย์ตลอดจนการกู้ยืมเงินหรือการให้กู้ยืมเงินเพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์
บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
มาตรา ๔๗ ในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือในการจัดการลงทุนบริษัท
หลักทรัพย์ต้องดำเนินการหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความ
เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๔๘ การกำหนดตามมาตรา ๔๓ (๓) (๔) (๕) และ (๘)
มาตรา ๔๔
วรรคสอง มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๔๙ ให้นำมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕
มาตรา ๒๖ (๑) (๓) และ (๔) มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ มาใช้บังคับแก่บริษัทหลักทรัพย์โดย
อนุโลม
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
มาตรา ๕๐
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบธุรกิจ
เครดิตฟองซิเอร์
มาตรา ๕๑ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ นำหน้า และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๕๒
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ใช้ชื่อหรือคำแสดง
ชื่อในธุรกิจว่า "บริษัทเครดิตฟองซิเอร์"
หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๕๓ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้ว
ตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท
มาตรา ๕๔
ห้ามมิให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำการดังต่อไปนี้
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๒) ให้กู้ยืมเงิน เว้นแต่การรับจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกัน
(๓)
ให้กรรมการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นกู้ยืมเงิน และให้นำความใน
มาตรา ๒๐ (๗) วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๔)
ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ในประเภทที่ได้รับ
อนุญาต เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ก็ได้
ส่วนการให้ประชาชนเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากผู้จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เมื่อได้มีบุคคลตกจะเช่าซื้อแล้ว
รวมทั้งการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้กลับเข้าครองอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดสัญญานั้น
ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำได้ เมื่อได้กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดดังกล่าวนี้ให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา
(๕) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์
เว้นแต่
(ก)
อสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือสำหรับ
เป็นที่พักหรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นตาม
สมควร และได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้มาเนื่องจากการรับจำนองและซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
หรือได้รับโอนอสังหาริมทรัพย์นั้นมาเนื่องจากการชำระหนี้ แต่จะต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในห้าปี
นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ค)
อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาเพื่อ
การให้เช่าซื้อตาม (๔) วรรคสอง และเมื่อมีการให้เช่าซื้อแล้ว บริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะนำ
อสังหาริมทรัพย์นั้นไปจำนองหรือก่อให้เกิดทรัพยสิทธิใด ๆ ไม่ได้
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ง)
อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้มาเนื่องจากสัญญาขายฝาก
แต่จะต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นพ้นกำหนดไถ่คืนตามสัญญาหรือตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วแต่กรณี
หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาตตาม (ก)
(ข) (ค) หรือ (ง) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๖) ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
หรือซื้อหรือมีหุ้นหรือหุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๗)
จัดหาเงินทุนจากประชาชนเว้นแต่การออกหุ้นกู้ และการกู้ยืมเงิน
ที่มีกำหนดเวลาจ่ายคืนไม่ต่ำกว่าสามปี
ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการกู้ยืม การชำระ
คืนและวงเงินขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๘)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
โดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๙)
โฆษณากิจการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น เว้นแต่การโฆษณานั้น
จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดใน
ราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๕๕
ในสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้กู้ยืมเงินโดยการรับจำนอง
ต้องมีข้อสงวนสิทธิให้ผู้กู้โดยสมบูรณ์ในการชำระเงินคืนทั้งสิ้น
หรือแต่บางส่วนได้ก่อนเวลาที่
กำหนดไว้ในสัญญา
ในการนี้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะเรียกค่าชดเชยได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
ต้องมีข้อสงวนสิทธิให้ผู้เช่าซื้อโดยสมบูรณ์ในการชำระราคาที่เช่าซื้อทั้งสิ้นได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา
ในการนี้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องลดราคาที่เช่าซื้อลงตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ และ
ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๕๖ ให้นำมาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา ๑๕
มาตรา ๑๖
มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕
มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ มาตรา
๓๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ มาใช้บังคับแก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม
การควบคุมบริษัท การเพิกถอนใบอนุญาต
และการเลิกบริษัท
มาตรา ๕๗ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า
บริษัทใดมีฐานะหรือการ
ดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นดำเนินการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานให้
เป็นไปตามมาตรฐานและภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือเมื่อธนาคาร
แห่งประเทศไทยได้สั่งให้แก้ไขดังกล่าวแล้วบริษัทไม่ดำเนินการ ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้บริษัทถอดถอนประธานกรรมการ กรรมการหรือ
ผู้จัดการผู้เป็นต้นเหตุโดยตรงที่ทำให้บริษัทมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะดังกล่าว
ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าบริษัทใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะ
อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประโยชน์ของประชาชนรัฐมนตรีมีอำนาจ
สั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาต
แต่ในกรณีที่บริษัทดำเนินการแก้ไขการบริหารงาน
ให้ถูกต้อง หรือดำเนินการอื่นใดตามคำแนะนำของรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด
รัฐมนตรีจะยังไม่สั่งควบคุมบริษัทนั้นหรือยังไม่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ ในการนี้รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ให้บริษัทต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งควบคุมบริษัทใดตามวรรคสอง
รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้
บริษัทนั้นระงับการดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรี
กำหนด
มาตรา ๕๘
ในการสั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗
วรรคสอง ให้รัฐมนตรีแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้บริษัทนั้นทราบ
และปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย
ณ สำนักงานของบริษัทนั้น กับทั้งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวัน
อย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๕๙
ในการควบคุมบริษัทให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการควบคุมบริษัท
ขึ้นประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนคณะกรรมการมี
อำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของบริษัทนั้นได้ทุกประการ
และให้ประธานกรรมการเป็น
ผู้แทนของบริษัทนั้น
ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง
กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและกำหนดอำนาจและหน้าที่พนักงานควบคุม
บริษัทคนหนึ่งหรือหลายคนให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งได้
การตั้งคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน
กรรมการให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖๐
เมื่อรัฐมนตรีได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่บริษัทใด
(๑)
ห้ามมิให้กรรมการและพนักงานของบริษัทกระทำกิจการของบริษัทนั้น
อีกต่อไป เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมบริษัท
(๒) ให้กรรมการ
พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทนั้นจัดการอันสมควรเพื่อ
ปกปักรักษาทรัพย์และประโยชน์ของบริษัทไว้ และรีบรายงานกิจการ
และมอบทรัพย์สินพร้อม
ด้วยสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์
และหนี้สินของ
บริษัทให้แก่คณะกรรมการควบคุมบริษัทโดยมิชักช้า
มาตรา ๖๑ เมื่อบริษัทใดถูกควบคุม
ให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือเอกสาร
ของบริษัทนั้นแจ้งการครอบครองให้คณะกรรมการควบคุมบริษัททราบโดยมิชักช้า
มาตรา ๖๒ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา ๕๗ ให้คณะกรรมการควบคุมบริษัท
หรือพนักงานควบคุมบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งให้บุคคลใด ๆ
มาให้ถ้อยคำหรือให้
แสดง หรือส่งสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ
สินทรัพย์ และ
หนี้สินของบริษัทที่ถูกควบคุม
มาตรา ๖๓ เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่าบริษัทที่ถูกควบคุมสามารถจะดำเนินกิจการของตนเองได้
ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่งเลิกการควบคุม
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่า
บริษัทที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ
ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่งเพิกถอนใบอนุญาต
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๖๔
ในกรณีที่บริษัทใดไม่ประกอบกิจการประเภทที่ได้รับใบอนุญาตตามปริมาณที่รัฐมนตรีเห็นสมควรในช่วงระยะเวลาสองปีใด
ๆ รัฐมนตรีจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการทุกประเภทหรือประเภทใดประเภทหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตก็ได้
มาตรา ๖๕
เมื่อบริษัทใดมีความประสงค์ที่จะเลิกประกอบกิจการตาม
ประเภทที่ได้รับใบอนุญาต ให้ยื่นขออนุญาตเลิกประกอบกิจการต่อรัฐมนตรี
ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๖๖ เมื่อรัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา
๕๗ วรรคสอง
หรือมาตรา ๖๓ วรรคสอง ให้มีการชำระบัญชีและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
การชำระบัญชีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัด หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดว่าด้วยการชำระบัญชี
แล้วแต่กรณี เว้นแต่การใดที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐมนตรี
มาตรา ๖๗ กรรมการควบคุมบริษัท พนักงานควบคุมบริษัท
และผู้ชำระบัญชีอาจได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ค่าใช้จ่ายและเงินค่าตอบแทนในการควบคุมหรือชำระบัญชีบริษัทใด
ให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๖๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
(๑) สั่งให้กรรมการ
พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท และผู้สอบบัญชีของบริษัทมาให้ถ้อยคำ
หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
(๒)
เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัทเพื่อตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทในเวลาทำงานปกติ
(๓)
เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๑
มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๕๐ เพื่อตรวจสอบได้ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก
(๔)
ยึดหรืออายัดเอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตาม
พระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
ให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง
อำนวยความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๖๙ ในการปฏิบัติหน้าที่
พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๗๐ บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐
มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา
๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา
๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๒
มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖
มาตรา ๔๗ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ หรือมาตรา ๕๕
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๙
มาตรา ๑๐ มาตรา ๒๐ (๒) (๔) (๖)
(๘) หรือ (๑๑) มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗
มาตรา ๔๓ (๔) (๕) (๖) (๗) หรือ (๘) มาตรา ๔๔ วรรคสาม มาตรา ๕๔ (๔) (๕) (๖)
(๘) หรือ (๙) มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่งหรือวรรคสองหรือมาตรา ๖๕ หรือฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ วรรคสาม
ต้องระวาง
โทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาท
ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่
หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๗๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ มาตรา ๓๙ หรือมาตรา
๕๐ ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับและปรับอีกไม่เกินวัน
ละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๗๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ มาตรา ๔๑ หรือมาตรา
๕๒ ต้องระวาง
โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๗๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๐ หรือมาตรา ๖๑
หรือฝ่าฝืนคำสั่งคณะ
กรรมการควบคุมบริษัท หรือพนักงานควบคุมบริษัทตามมาตรา ๖๒ ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗๔
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่
ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งพัน
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗๕ ในกรณีที่บริษัทใดกระทำความผิดตามมาตรา ๗๐
กรรมการของ
บริษัทนั้นหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วน
ในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย
มาตรา ๗๖ ความผิดตามมาตรา ๗๐
ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้มีการ
เปรียบเทียบตามมาตรา ๗๙ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำ
ความผิดหรือภายในห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
มาตรา ๗๗
ผู้ใดล่วงรู้กิจการของบริษัทใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจ
และหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยของบริษัทจะพึงสงวนไว้
ไม่เปิดเผย ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยนอกจากตามหน้าที่
หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือ
พิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗๘
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๓
เป็นนิติบุคคล กรรมการของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบใน
การดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ
ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น
มาตรา ๗๙ ความผิดตามมาตรา ๗๐ หรือมาตรา ๗๕
ให้คณะกรรมการ
ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้
คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง
ให้มีจำนวนสามคนซึ่งคนหนึ่ง
ต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด
และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับ
ตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว
ให้คดีนั้นเป็นอันเลิกกัน
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๘๐
ให้ถือว่าบริษัทที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ
หลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภทใด ๆ
ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้า
ขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้
บังคับ เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์
หรือธุรกิจเครดิต
ฟองซิเอร์ประเภทนั้น แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้
และให้ถือว่าสำนักงานสาขาที่ได้รับ
อนุญาตของบริษัทตามกฎหมายดังกล่าวในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เป็นสำนักงานสาขา
ที่ได้รับอนุญาตของบริษัทนั้นตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้
ตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีได้กำหนดไว้
ในการอนุญาต
มาตรา ๘๑
บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐ บริษัท
ใดมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเป็นจำนวนต่ำกว่าอัตราที่กำหนดใน
มาตรา ๑๗ วรรคความ
อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงมีผู้ถือหุ้นหรือ
กรรมการที่เป็นผู้มีสัญชาติไทยในอัตราที่เป็นอยู่นั้นได้ต่อไปแต่ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัท
เครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ถึงสาม
ในห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
หรือมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ถึง
สามในห้าของจำนวนกรรมการทั้งหมด บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น
ต้อง
ดำเนินการให้มีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถือไม่ต่ำกว่าสามในห้าของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายและแล้วทั้งหมด
หรือมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในห้าของ
จำนวนกรรมการทั้งหมดภายในเวลาเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๘๒
บุคคลใดถือหุ้นบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์รวมกัน
เกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔ อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้คงมีสิทธิถือ
หุ้นนั้นได้ต่อไป แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใด
ก็ให้คงมีสิทธิถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่า
จำนวนหุ้นที่เหลือนั้น
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งได้รับมรดกในหุ้น
นั้นในวันหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
บทบัญญัติมาตรา ๑๘
มิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นตามหลักเกณฑ์
ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาตรา ๘๓ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัท
จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือ
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอด
ภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงเป็นบริษัท
จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไปได้และถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์นั้นได้ออกหุ้นไว้แล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๖
และหรือมีผู้ถือหุ้นซึ่งไม่เป็นไป
ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง
ให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครคิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการแก้ไขเสีย
ให้ถูกต้องตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี
ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยต้องดำเนินการตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑)
ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าห้าสิบราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้น
รวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๒)
ภายในห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้
มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบห้าราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือ
หุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๓)
ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มีผู้
ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้น
รวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
(๑) (๒) หรือ (๓) ถ้ามีเหตุจำเป็นและ
สมควร รัฐมนตรีจะขยายให้เวลาให้ก็ได้
ในการขยายระยะเวลาดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๘๔
ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือภายใน
ระยะเวลาที่รัฐมนตรีขยายให้ตามมาตรา ๘๓
หากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใด
ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ประสงค์จะเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
ให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัท เครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนเข้าชื่อซื้อหุ้นได้
ในการออกหนังสือ ชี้ชวนดังกล่าว
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยหนังสือชี้ชวนในกรณีเพิ่มทุนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น และบทบัญญัติว่าด้วยการเสนอ
ขายหุ้นที่ออกใหม่มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้
มาตรา ๘๕ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง
หรือมาตรา ๕๓ ในส่วนที่
เกี่ยวกับทุนที่ชำระแล้วไม่ใช้บังคับแก่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา
๘๐
แล้วแต่กรณี
บริษัทหลักทรัพย์ตามมาตรา
๘๐ ต้องดำเนินการให้มีทุนจดทะเบียน และทุน
ซึ่งชำระแล้วตามมาตรา ๔๒
ให้เสร็จสิ้นภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือ
ภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีขยายให้ และความในมาตรา ๔๓ (๑)
ไม่ให้ใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนของบริษัทหลักทรัพย์เพื่อดำเนินการตามวรรคนี้
มาตรา ๘๖ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดมีทุนถูกต้องตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๒ หรือมาตรา ๕๓
แล้วแต่กรณีอยู่แล้ว
และได้มีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เพิ่มทุนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้บริษัทนั้นดำเนินการเพิ่มทุนตามมติพิเศษนั้นไปได้
โดยไม่ต้องขอรับอนุญาตตามมาตรา ๒๐ (๑) มาตรา ๔๓ (๑) หรือมาตรา ๕๔ (๑) แล้วแต่กรณี
มาตรา ๘๗ ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ตามมาตรา ๘๐
ประกอบกิจการใด ๆ ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ไม่อาจกระทำได้ตามมาตรา ๔๓ (๖) อยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้บริษัทหลักทรัพย์เลิกประกอบกิจการนั้น ๆ ให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
แต่ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวมีความผูกพันตามนิติกรรมที่จะเลิกประกอบกิจการที่ต้องห้ามตามมาตรา
๔๓ (๖) ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งมิได้
ให้บริษัทหลักทรัพย์นั้นยื่นขออนุญาตต่อรัฐมนตรี
และให้รัฐมนตรีขยายกำหนดระยะเวลา
ดังกล่าวออกไปได้เท่าที่เห็นสมควร ในการอนุญาตให้ขยายกำหนดระยะเวลา รัฐมนตรีจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๘๘ ให้บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐ ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒ มาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๕๑ ตามแต่กรณีให้แล้วเสร็จ
ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
บริษัทเงินทุนตามมาตรา
๘๐ ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า
"บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์" นำ
หน้า และ "จำกัด" ต่อท้าย
ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามที่วรรคหนึ่ง
มาตรา ๘๙ ให้ผู้ที่ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า
บริษัทเงินทุน บริษัท
หลักทรัพย์ หรือ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือ คำอื่นใดที่มีความหมาย เช่นเดียวกันอยู่แล้ว
ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งต้องห้ามมิให้ใช้ตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๔๑
หรือมาตรา ๕๒
เลิกใช้ชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าวภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๙๐ บริษัทเงินทุนตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดรับหุ้นของบริษัทเงินทุน
จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน
หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของ
จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นหรือมีหุ้นในบริษัทเงินทุนอื่นโดยชอบ
อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้บริษัทเงินทุนนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา ๒๐
(๓) (๔) หรือ (๕)
แล้วแต่กรณีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา
๘๐ บริษัทใดมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็น
จำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นหรือมีหุ้นหรือ
หุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น
โดยชอบอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นปฏิบัติให้ถูกต้อง
ตามมาตรา ๕๔ (๖)
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือภายในกำหนด
เวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
มาตรา ๙๑ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดมีอสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อการประกอบธุรกิจให้เช่าซื้ออยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นแจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายในเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
แล้วให้ดำเนินการหรือให้จำหน่ายไปภายในเงื่อนไขและระยะเวลาที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
มาตรา ๙๒
ให้ถือว่าสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มีข้อสงวนสิทธิให้ผู้เช่าซื้อโดยสมบูรณ์ในการชำระราคาที่เช่าซื้อทั้งสิ้นได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว
และให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นปฏิบัติตามมาตรา ๕๕ วรรคสอง ด้วย
มาตรา ๙๓ บริษัทตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดมีกรรมการ
ผู้จัดการพนักงาน
หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ
หรือที่ปรึกษาอยู่แล้วโดยชอบก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้
บังคับ ให้บริษัทนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา ๒๒ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๙๔
ให้บรรดาประกาศของกระทรวงการคลังที่ออกตามประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ และประกาศและเงื่อนไขของ
กระทรวงการคลัง และประกาศและเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกตามประกาศ
ของกระทรวงการคลังดังกล่าวซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ยังคงใช้บังคับ
ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มี
กฎกระทรวงประกาศ หรือเงื่อนไขตามพระราชบัญญัตินี้ออกใช้บังคับ
มาตรา ๙๕ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดไม่ดำเนินการแก้ไขจำนวนหุ้นหรือกรรมการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา
๘๑ หรือไม่ดำเนินการแก้ไขหุ้นหรือผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง
แล้วแต่กรณีภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือที่รัฐมนตรีขยายให้ตามมาตรา ๘๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังกระทำการฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๙๖
บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๘๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๙๗ ความผิดตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๙๖
ให้คณะกรรมการตาม
มาตรา ๗๙ มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และให้นำมาตรา ๗๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
อัตราค่าธรรมเนียม
(๑) คำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ๕๐๐
บาท
(๒)
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ประเภทละ
๑๐,๐๐๐ บาท
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยขณะนี้ยังไม่มี
กฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
โดย
เฉพาะ การควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าวได้อาศัยประกาศของกระทรวงการคลังและ
ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๘
ลงวันที่
๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันเป็น
สาธารณูปโภคโดยทั่วไป
ซึ่งยังไม่รัดกุมพอทำให้ประชาชนซึ่งเกี่ยวข้องเสียเปรียบและไม่ได้รับ
ความคุ้มครองเท่าที่ควร สมควรมีกฎหมายเฉพาะควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าว
เพื่อ
คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนได้โดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราช
บัญญัตินี้ขึ้น
พรพิมล/แก้ไข
๑๐ ต.ค ๒๕๔๔
A+B (C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).