กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หรือส่วนราชการใด
หรือสำรองราชการในส่วนราชการใด
พ.ศ. ๒๕๔๘
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๓๑ (๒) และมาตรา ๖๑ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติ ก.ตร.
ในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร.
ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้
ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๒
การสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หรือส่วนราชการใดโดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิม
เนื่องจากผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ
ให้สั่งได้ในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(๑)
มีเวลารับราชการก่อนครบเกษียณอายุไม่เกินหกเดือน และได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.
(๒)
ไปปฏิบัติราชการนอกสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือไปราชการต่างประเทศมีกำหนดระยะเวลาเกินหนึ่งปี
(๓)
ไปศึกษาหรือฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินหนึ่งปี
(๔)
ไปปฏิบัติงานในส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่
หรือในส่วนราชการหรือหน่วยงานที่มีปริมาณงานเพิ่มขึ้น
เป็นการชั่วคราวตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
(๕)
ได้รับอนุญาตให้ลาติดตามคู่สมรสที่ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือไปปฏิบัติงานในต่างประเทศตามระเบียบว่าด้วยการลา
(๖)
ได้รับอนุญาตให้ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ตามระเบียบว่าด้วยการลา
(๗)
มีการยุบเลิกส่วนราชการหรือยุบเลิกตำแหน่ง และยังแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นมิได้
(๘)
มีเหตุความจำเป็นอื่นและได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.
ข้อ ๓
การสั่งให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการในส่วนราชการใด
โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิม ให้สั่งได้เมื่อมีเหตุในกรณีหนึ่งกรณีใด
ดังต่อไปนี้
(๑)
ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่ความผิดซึ่งถูกฟ้องหรือต้องหาเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ หรือสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
แต่ยังไม่ถึงขั้นถูกสั่งพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามมาตรา ๙๕
(๒)
อยู่ในระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๐๑
(๓)
ประพฤติตนไม่สมควร โดยไม่เคร่งครัดในการปฏิบัติราชการตามระเบียบ คำสั่งข้อบังคับ
หรือนโยบายสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดอันส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายในหน้าที่ของตำรวจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ข้อ ๔
ข้าราชการตำรวจที่มีพฤติการณ์ตามข้อ ๓ (๓) ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๖๑
ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน
โดยหากผลการตรวจสอบรับฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง
ให้ดำเนินการสั่งสำรองราชการทุกราย
เมื่อมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้กันตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกันกับตำแหน่งเดิมของผู้ที่ถูกสั่งให้สำรองราชการไว้
มีกำหนด ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งสำรองราชการมีผลใช้บังคับ
หากผู้ที่ถูกสั่งให้สำรองราชการยังไม่หมดเหตุสำรองราชการภายในระยะเวลาที่กำหนด
ให้พิจารณาแต่งตั้งผู้อื่นไปดำรงตำแหน่งที่กันไว้ได้
ข้อ ๕
วิธีการดำเนินการในระหว่างข้าราชการตำรวจสำรองราชการ
และเงื่อนไขการพิจารณาแต่งตั้งภายหลังหมดเหตุสำรองราชการ
ให้เป็นไปตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
ข้อ ๖
การสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำหรือสำรองราชการ
โดยให้ขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิม
ให้สั่งประจำหรือสำรองราชการได้ในส่วนราชการที่มีอัตราประจำหรือสำรองราชการตามที่
ก.ตร. กำหนด ทั้งนี้
ในระหว่างที่ยังมิได้มีการกำหนดอัตราประจำ ให้นำอัตราสำรองราชการที่ ก.ตร.
กำหนดไว้เดิมมาใช้เป็นอัตราประจำหรืออัตราสำรองราชการ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๗
ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจตัดโอนอัตราประจำ
หรืออัตราสำรองราชการตามที่ ก.ตร. กำหนด
จากส่วนราชการหนึ่งไปเพิ่มให้อีกส่วนราชการหนึ่งตั้งแต่ระดับกองบังคับการหรือเทียบเท่าขึ้นไปได้
ข้อ ๘
การสั่งให้ข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ระดับผู้บังคับการ
และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป
ประจำหรือสำรองราชการในส่วนราชการใด ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
การสั่งให้ข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
จเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่า
ประจำหรือสำรองราชการในส่วนราชการใดให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
นับตั้งแต่วันประจำหรือสำรองราชการตามมาตรา ๑๐๔
ข้อ ๙
เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือน การรักษาวินัย
การออกจากราชการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
ของข้าราชการตำรวจที่ถูกสั่งให้ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใด
หรือสำรองราชการในส่วนราชการใดตามกฎ ก.ตร. นี้
ให้ถือเสมือนว่าข้าราชการตำรวจดังกล่าวดำรงตำแหน่งระดับเดิม
ข้อ ๑๐
ในกรณีที่หมดความจำเป็นในการให้ข้าราชการตำรวจประจำ หรือหมดเหตุในการให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ
และได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ตาม ข้อ ๕ แล้ว
ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ และมาตรา ๕๕
ดำเนินการแต่งตั้งในโอกาสแรกที่มีตำแหน่งว่างและเหมาะสมดังนี้
(๑)
กรณีถูกสั่งประจำ ให้แต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเดิม
หรือตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม
(๒)
กรณีถูกสำรองราชการ
ให้แต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเดิมหรือเทียบเท่าตำแหน่งเดิมแต่ถ้าจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าหรือสูงกว่าตำแหน่งเดิมให้เสนอ
ก.ตร. เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นราย ๆ ไป
ข้อ ๑๑
ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งให้ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใดหรือสำรองราชการส่วนราชการใด
ก่อนวันที่ กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการส่วนราชการใด
ตาม กฎ ก.ตร. ฉบับนี้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
ภูวนนท์/ผู้จัดทำ
๑ กันยายน ๒๕๕๓
พัสสน/ผู้ตรวจ
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒/ตอนที่ ๔๒ ก/หน้า ๑/๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).