附則
พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
พ.ศ. 2521
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่
17 พฤษภาคม พ.ศ. 2521
เป็นปีที่ 33
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่าย
ตุลาการ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า `พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521'
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
(2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2500
(3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2502
(4) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508
(5) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2509
(6) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2510
(7) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2512
(8) ประการของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 359 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515
(9) พระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 ลงวันที่ 12
ธันวาคม พ.ศ. 2515 พ.ศ. 2515
(10) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2517
(11) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2519
(12) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2520
บรรดากฎหมาย กฎ
และข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วใน
พระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราช
บัญญัตินี้แทน
บททั่วไป
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
`ข้าราชการฝ่ายตุลาการ' หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการ
โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวงยุติธรรม
`ก.ต.' หมายความว่า คณะกรรมการตุลาการ
`รัฐมนตรี' หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5
ข้าราชการฝ่ายตุลาการได้แก่
(1) ข้าราชการตุลาการ คือ ข้าราชการผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการ
พิจารณาพิพากษาอรรถคดี
รวมตลอดถึงผู้ช่วยผู้พิพากษาและข้าราชการผู้ได้รับ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่เรียกว่าชื่ออย่างอื่นตามมาตรา 14
วรรคสอง
(2) ดะโต๊ะยุติธรรม คือ ข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจ
และหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม
(3) ข้าราชการธุรการ คือ ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในทางธุรการ
*[1]
*[2]
`มาตรา 6
อัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการให้แบ่งเป็น 9 ชั้น
แต่ละชั้น
มีจำนวนขั้นดังนี้
ชั้น 1 มี 5 ขั้น
ขั้น 2 มี 13 ขั้น
ขั้น 3 มี 10 ขั้น
ขั้น 4 มี 10 ขั้น
ชั้น 5 มี 10 ขั้น
ชั้น 6 มี 10 ขั้น
ชั้น 7 มี 9 ขั้น
ชั้น 8 มี 7 ขั้น
ชั้น 9 มี 1 ขั้น
อัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรมให้แบ่งเป็น 10 ขั้น
อัตราเงินเดือนข้าราชการธุรการให้เป็นไปตามบัญชีซึ่งกำหนดไว้ใน
กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน
สามัญ
เว้นแต่ข้าราชการธุรการซึ่งโอนมาจากข้าราชการตุลาการตามมาตรา 23
ให้คงได้รับเงินเดือนตามอัตราตามตำแหน่งที่ได้รับอยู่ก่อนโอน
แต่ให้เลื่อนขั้น
เงินเดือนได้จนถึงชั้น 7 สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวง ถึงชั้น
6 สำหรับ
ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า
และถึงชั้น 5
สำหรับตำแหน่งรองอธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ตามบัญชีท้าย
พระราชบัญญัตินี้
อัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมให้เป็นไป
ตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ หมายเลข 1
หรือบัญชีอัตรา
เงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม หมายเลข 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้
แล้วแต่กรณี
และเมื่อปรากฏว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างทั่วไปในประเทศเพิ่มขึ้น
หรือค่า
ครองชีพสูงขึ้น หรืออัตราเงินเดือนที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม
ก็ให้มีการปรับอัตรา
เงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ หมายเลข 2
หรือ
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ หมายเลข 3
หรือบัญชีอัตราเงินเดือน
ดะโต๊ะยุติธรรม หมายเลข 2
หรือบัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
หมายเลข 3 ท้ายพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ได้ตามความเหมาะสม
โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
การปรับใช้อัตราเงินเดือนดังกล่าวให้มีผล
เป็นการปรับขั้นเงินเดือนข้าราชตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมที่ได้รับอยู่
ตามไปด้วย'
มาตรา 7
เพื่อประโยชน์ในการออมทรัพย์ของข้าราชการฝ่ายตุลาการ
คณะรัฐมนตรีจะวางระเบียบและวิธีการให้กระทรวงการคลังหักเงินเดือน
ของข้าราชการฝ่ายตุลาการไว้เป็นเงินสะสมก็ได้
โดยคิดดอกเบี้ยจาก
เงินสะสมนั้นให้ในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำ
ของธนาคารพาณิชย์
เงินสะสมและดอกเบี้ยนี้ให้จ่ายคืนหรือให้กู้ยืมเพื่อดำเนินการตาม
โครงการสวัสดิการสำหรับข้าราชการฝ่ายตุลาการตามระเบียบที่กระทรวง
การคลังกำหนด
มาตรา 8
ข้าราชการฝ่ายตุลาการอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพ
ชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน
พระราชกฤษฎีกา
ในกรณีมีเหตุที่จะต้องจัดให้มีหรือปรับปรุงเงินเพิ่มค่าครองชีพตาม
วรรคหนึ่ง หรือปรับขั้นเงินเดือนตามมาตรา 6 วรรคสี่
ให้รัฐมนตรีรายงาน
ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
มาตรา 9 ภายใต้บังคับมาตรา 17
มาตรา 25 มาตรา 29 หรือ
มาตรา 44 การโอนข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง
ข้าราชการ
วิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือ
การโอนพนักงานเทศบาลที่ไม่ใช้พนักงานเทศบาลวิสามัญมาบรรจุเป็นข้าราชการ
ตุลาการหรือดะโต๊ะยุติธรรม
อาจทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจโดยกระทรวงยุติธรรม
ทำความตกลงกับเจ้าสังกัด
เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลา
ทำงานของผู้ที่โอนมาตามวรรคหนึ่ง
ในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงาน
เทศบาลนั้นเป็นเวลาราชการของข้าราชการตุลาการหรือดะโต๊ะยุติธรรม
ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ทั้งนี้
ไม่ว่าการโอนนั้นจะได้กระทำก่อนหรือหลัง
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 10
บำเหน็จบำนาญของข้าราชการฝ่ายตุลาการให้เป็นไป
ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
ข้าราชการฝ่ายตุลาการผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติ
หน้าที่ราชการ
คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษ
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญก็ได้
มาตรา 11
เครื่องแบบของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม
และระเบียบการแต่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 12 วันเวลาทำงาน
วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุด
ประจำปี และการลาหยุดราชการของข้าราชการฝ่ายตุลาการ
ให้เป็นไป
ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 13
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมการสอบเพื่อบรรจุ
เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ
และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตาม
พระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้
บังคับได้
ข้าราชการตุลาการ
การบรรจุ
การแต่งตั้ง การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือน
*[3]
`มาตรา 14 ตำแหน่งข้าราชการตุลาการมีดังนี้
ประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะใน
ศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดี
ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษาภาค รอง
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
รองอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ผู้พิพากษา
หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ผู้พิพากษา
ศาลจังหวัด ผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษา'
นอกจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการตุลาการ
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้
ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับ
ตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่งให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนั้นด้วย
กฎกระทรวง
เช่นวันนี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา 15
ข้าราชการตุลาการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่
ได้รับแต่งตั้ง ดังต่อไปนี้
(1) ประธานศาลฎีกาให้ได้รับเงินเดือนชั้น 9
(2) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
และรองประธานศาลฎีกาให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น 8
(3) ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
และอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น 7
(4) ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลชั้นต้น รองอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง
และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ
ในศาลอุทธรณ์ ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 6
*[3]
`(5) รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค
และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น 5-6'
(6) ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 3-4
(7) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดและผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 2-3
(8) ผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น1
สำหรับข้าราชการตุลาการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อ
เทียบกับตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้น
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการได้เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนในชั้นสูงขึ้น
ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น
แต่ถ้าผู้นั้นได้รับ
เงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นของ
ชั้นที่เลื่อนขึ้น
ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่
มาตรา 16
ให้ประธานศาลฎีกาได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง
เดือนละสองหมื่นบาท
และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้รับเงินเพิ่มสำหรับ
ตำแหน่งเดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท
มาตรา 17
การบรรจุข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรง
ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการ
สอบคัดเลือกตามความในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้
แต่ถ้าผู้ใด
(1) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.ต.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(2) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปีหรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี
ซึ่ง ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนัก
อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้
ในมาตรา 27 (1) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(3) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต และสอบไล่ได้ชั้น
เกียรตินิยมตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 27 (1) (ค)
เป็นเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือ
(4) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศไทย
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 27 (1) (ค)
เป็นเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
เมื่อ ก.ต. พิจารณาเห็นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 27 (2) ถึง
(12) และได้ทำการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมาย
แล้วเห็นสมควรที่จะให้
เข้ารับราชการ ก็ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้
ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และอัตราส่วน
ของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ตามที่ ก.ต. กำหนด
มาตรา 18
ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา
จะต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาและได้รับการอบรมจากกระทรวง
ยุติธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ผลของการอบรมเป็นที่พอใจของกระทรวง
ยุติธรรมว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ
และความประพฤติเหมาะสมที่จะ
เป็นผู้พิพากษา
ผู้ช่วยผู้พิพากษาผู้ใดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้วเป็นเวลาสองปี
และผลของการอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวใน
วรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
ในปีแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ให้รัฐมนตรีด้วย
ความเห็นชอบของ ก.ต. มีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
มาตรา 19 การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการ
นอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.ต.
โดยคำนึงถึง
ความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติ
การปฏิบัติราชการของ
บุคคลนั้น
เทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่จะได้รับแต่งตั้งนั้น ๆ
เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบ
บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง
ก่อนเข้ารับหน้าที่ผู้พิพากษาครั้งแรก ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์
ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ ก.ต. กำหนด
มาตรา 20
การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
ในชั้นหนึ่ง ๆ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อน ก.ต. เห็นชอบ
สำหรับการ
เลื่อนขั้นเงินเดือนโดยปกติให้เลื่อนปีละหนึ่งขั้นโดยคำนึงถึงความอุตสาหะ
และความสามารถในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติตามระเบียบวินัย
ตลอดจน
คุณภาพและปริมาณของผลงานที่ได้ปฏิบัติมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็น
ชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา 21
การสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราว
มีกำหนดไม่เกินหกเดือนในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่ง
ที่ผู้นั้นดำรงอยู่ ให้รัฐมนตรีสั่งได้และแจ้งให้ ก.ต. ทราบ
แต่ถ้าเกิน
หกเดือนต้องได้รับอนุมัติของ ก.ต. ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจ
สั่งให้ช่วยราชการตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา 22
เพื่อประโยชน์แก่ราชการศาลยุติธรรม ให้ข้าราชการ
ตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่คงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม
ต่อไปจนกว่าจะเข้ารับหน้าที่ในตำแหน่งใหม่
มาตรา 23
การโอนข้าราชการตุลาการไปเป็นข้าราชการธุรการ
ข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายอื่น
ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อข้าราชการ
ตุลาการผู้นั้นยินยอม และ ก.ต. เห็นชอบ
การให้ข้าราชการตุลาการไปทำงานในตำแหน่งข้าราชการธุรการ
หรือตำแหน่งการเมืองในกระทรวงยุติธรรม
ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อ ก.ต.
เห็นชอบ
ในระหว่างปฏิบัติงานเช่นว่านี้ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะทำการ
พิจารณาพิพากษาคดีมิได้
มาตรา 24
การโอนข้าราชการธุรการมาเป็นข้าราชการตุลาการ
โดยได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอนมาอาจทำได้เมื่อ
ก.ต. เห็นชอบ
แต่ข้าราชการธุรการนั้นต้องเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจาก
ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้ว
มาตรา 25
ข้าราชการตุลาการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการ
ตุลาการไปโดยมิได้มีความผิดหรือมีมลทินหรือมัวหมองในราชการ
หรือไป
รับราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น
เมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการ
ตุลาการ ถ้าผู้นั้นมีคุณสมบัติตามความในมาตรา 27 (2) ถึง
(12) ให้
รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
มาตรา 26
ข้าราชการตุลาการผู้ใดไปรับราชการทหารตาม
กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดย
ไม่มีความเสียหายและประสงค์จะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการโดย
ได้รับเงินเดือนเท่าที่ได้รับอยู่ในขณะที่ไปรับราชการทหารนั้น
ให้ยื่นคำขอ
ภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร
ในกรณี
เช่นว่านี้ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
การสอบคัดเลือก
มาตรา 27
ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ
และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา
ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) (ก) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต หรือ
สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
ซึ่ง
ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
(ข) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมาย
แห่งเนติบัณฑิตยสภา และ
(ค) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็น จ่าศาล รองจ่าศาล
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี
พนักงานคุมประพฤติหรือ
พนักงานคดีในกระทรวงยุติธรรม พนักงานอัยการ
นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ
ทนายความ หรือประกอบวิชาชีพทางกฎหมายอย่างอื่นตามที่ ก.ต.
กำหนด
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี ทั้งนี้ให้ ก.ต.
มีอำนาจออกระเบียบกำหนด
เงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ด้วย
(2) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(3) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี
(4) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ
ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(5) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(6) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(7) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(8) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการหรือตามกฎหมายอื่น
(9) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ
หรือรัฐวิสาหกิจ
(10) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่
เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
(11) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือ
จิตฟั่นเฟือนไม่สบประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการ
ตุลาการ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ
(12) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนซึ่ง ก.ต.
จะได้กำหนด ได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.ต.
ได้พิจารณารายงาน
ของแพทย์เห็นว่าสมควรรับสมัครได้
ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร
สอบคัดเลือกก่อนที่จะรับสมัครได้
มาตรา 28 ให้ ก.ต.
มีอำนาจกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบ
คัดเลือก ตลอดจนวางเงื่อนไขในการรับสมัคร
เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใด ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม
เสนอ ก.ต. เพื่อจัดให้มีการสอบคัดเลือก
เมื่อได้มีการสอบใหม่และได้
ประกาศผลของการสอบแล้ว
ให้บัญชีสอบคัดเลือกคราวก่อนเป็นอันยกเลิก
มาตรา 29
ผู้สอบคัดเลือกที่ได้คะแนนสูง ให้ได้รับบรรจุเป็น
ข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อนผู้ที่
ได้รับคะแนนต่ำลงมาตามลำดับแห่งบัญชีสอบคัดเลือก
หากได้คะแนนเท่ากัน
ให้จับสลากเพื่อจัดลำดับที่ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันนั้น
ผู้สอบคัดเลือกได้คนใด หากขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามมาตรา 27
หรือเป็นบุคคลที่ ก.ต.
เห็นว่ามีชื่อเสียงหรือความประพฤติหรือเหตุอื่น ๆ
ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการตุลาการ
เป็นอันหมดสิทธิเข้ารับราชการ
ตามผลของการสอบคัดเลือกนั้น
การพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 30 ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(3) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(4) โอนไปรับราชการทางอื่น
(5) ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วย
การรับราชการทหาร
(6) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 18 มาตรา 32 หรือ
มาตรา 33
(7) ถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจากตำแหน่งผู้ช่วย
ผู้พิพากษาตาม (1) (2) หรือ (3)
ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) (5) (6) หรือ (7) ให้นำความ
กราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
พระบรมราช
โองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันโอนหรือวันออกจากราชการ
แล้วแต่กรณี
มาตรา 31
ข้าราชการตุลาการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ
ให้ยื่นหนังสือขอลาออก
เมื่อรัฐมนตรีพิจารณาสั่งอนุญาตแล้วให้ถือว่าพ้นจาก
ตำแหน่ง
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทาง
การเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง
ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้น
ขอลาออก
นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์
แก่ทางราชการ
จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือน
นับแต่วันขอลาออกก็ได้
มาตรา 32
ข้าราชการตุลาการผู้ใดหากปรากฏว่าขาดคุณสมบัติ
ในการสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วย
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการที่ใช้อยู่ในเวลาสมัครตั้งแต่วันสมัครเข้า
รับราชการหรือตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ
ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบ
ของ ก.ต. สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึง
การใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่
และการรับเงินเดือนหรือผล
ประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น
และถ้าการ
เข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริต
แล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับ
บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา 33
เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการตุลาการผู้ใด
ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เหตุทุพพลภาพ
หรือ
เหตุรับราชการนาน ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
ให้ทำได้ด้วยความเห็นชอบของ ก.ต.
แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน
ให้ทำได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้
(1) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรง
และดำเนินการสอบสวนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 6
ไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่ากระทำผิดที่จะต้องถูกสั่งลงโทษ
ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
แต่เห็นว่าผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมองจะให้
รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(2) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อน
ความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือประพฤติตนไม่สมควร
ที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการต่อไป
(3) เมื่อข้าราชการตุลาการนั้นเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ได้โดยสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือ
(4) เมื่อปรากฏว่าข้าราชการตุลาการนั้นขาดสัญชาติไทยหรือขาด
คุณสมบัติตามมาตรา 27 (11) หรือไปเป็นข้าราชการการเมืองหรือ
สมาชิกรัฐสภา เว้นแต่กรณีตามความในมาตรา 23 วรรคสอง
คณะกรรมการตุลาการ
มาตรา 34
ให้มีคณะกรรมการตุลาการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า
ก.ต. ประกอบด้วย
(1) ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธาน
ศาลฎีกาซึ่งมีอาวุโสสูงสุด และปลัดกระทรวงยุติธรรม
เป็นกรรมการ
ตุลาการโดยตำแหน่ง และ
(2) กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งข้าราชการตุลาการ
ซึ่งได้รับเงินเดือนตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป เป็นผู้เลือกจาก
(ก) ข้าราชการตุลาการตามมาตรา 15
(2) และ (3)
และมิได้เป็นกรรมการตุลาการโดยตำแหน่งอยู่แล้วสี่คน
(ข) ผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ
มาแล้ว และต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา
กรรมการ
พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง หรือทนายความ
อีกสี่คน
ให้ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ก.ต. และเลขาธิการส่งเสริม
งานตุลาการเป็นเลขานุการ ก.ต.
มาตรา 35
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งให้มีการเลือกกรรมการตุลาการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ วิธีเลือกให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้รัฐมนตรีประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 36
กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิให้อยู่ในตำแหน่งได้
คราวละสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่ได้
ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ ให้รัฐมนตรีสั่งให้ดำเนิน
การเลือกซ่อม เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการตุลาการ
ผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
รัฐมนตรีจะไม่สั่งให้ดำเนินการ
เลือกซ่อมก็ได้
กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกซ่อมอยู่ในตำแหน่ง
ได้เพียงวาระของผู้ที่ตนแทน
มาตรา 37
ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการตุลาการว่างลง และมี
ความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยรีบด่วน
ก็ให้กรรมการตุลาการที่เหลือ
ดำเนินการไปได้ แต่ต้องมีกรรมการตุลาการพอที่จะเป็นองค์ประชุม
มาตรา 38 กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ครบกำหนดวาระ
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) เป็นกรรมการตุลาการโดยตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง
ข้าราชการตุลาการ
ในกรณีที่เป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตาม
มาตรา 34 (2) (ก)
(5) กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ
ในกรณีที่เป็น
กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 34 (2) (ข)
(6) ไปเป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการ
พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง หรือทนายความ
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่ากรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจาก
ตำแหน่งกรรมการตุลาการหรือไม่ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเสนอ
ก.ต.
เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา 39 การประชุมของ ก.ต.
ต้องมีกรรมการตุลาการ
มาประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดคน จึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธาน ก.ต. ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้
ที่ประชุมเลือกกรรมการตุลาการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
หากกรรมการตุลาการโดยตำแหน่งว่างลง หรือไม่อาจปฏิบัติ
หน้าที่ได้
ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ทำการแทนชั่วคราวตามกฎหมาย
ทำหน้าที่กรรมการตุลาการแทนในระหว่างนั้น
แต่ผู้ทำการแทนประธาน
ศาลฎีกาชั่วคราวจะทำหน้าที่ประธาน ก.ต. ไม่ได้
เว้นแต่จะได้รับเลือก
ตามวรรคสอง
ในการประชุมของ ก.ต. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับ
ตัวกรรมการตุลาการผู้ใดโดยเฉพาะ
ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ก.ต. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยระเบียบการประชุมและ
การลงมติได้
มาตรา 40 ในกรณีที่ ก.ต.
มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราช
บัญญัตินี้ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ
ก.ต. แต่ทั้งนี้
ไม่ตัดสิทธิกรรมการตุลาการคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ
มาตรา 41 ก.ต.
มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ
แทนเพื่อเสนอ ก.ต.
มาตรา 42
ในกรณีที่รัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับมติของ ก.ต.
ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด
หรือเห็นว่ามตินั้นควรประกอบด้วย
เงื่อนไขอย่างใด รัฐมนตรีจะขอให้ ก.ต. พิจารณาใหม่ก็ได้
ในกรณี
เช่นว่านี้ เมื่อ ก.ต. มีมติยืนยันตามมติเดิม
หรือจะแก้ไขเพิ่มเติม
ประการใด ก็ให้ดำเนินการไปตามมติของ ก.ต. นั้น
การปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะต้องเสนอให้ ก.ต.
พิจารณาใหม่หรือดำเนินการตามมติของ ก.ต.
ภายในสามสิบวันนับแต่
วันที่ ก.ต. แจ้งมติไปถึงรัฐมนตรี
มาตรา 43 ในกรณีที่ ก.ต.
ไม่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง
บุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่รัฐมนตรีเสนอตามมาตรา
19
ให้ ก.ต. เสนอไปยังรัฐมนตรีพร้อมด้วยเหตุผลว่า ก.ต.
เห็นสมควร
แต่งตั้งบุคคลใด ในกรณีเช่นว่านี้
รัฐมนตรีจะดำเนินการนำความกราบ
บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งบุคคลที่ ก.ต. เสนอนั้นก็ได้
หรือจะขอให้ ก.ต.
พิจารณาใหม่ก็ได้ ในการพิจารณาใหม่ของ ก.ต. ถ้า ก.ต.
มีมติเห็น
สมควรแต่งตั้งบุคคลที่รัฐมนตรีเสนอหรือที่ ก.ต. เสนอ
ก็ให้รัฐมนตรี
นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งบุคคลที่ ก.ต. มีมตินั้น
การปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะต้องเสนอให้ ก.ต.
พิจารณาใหม่ หรือดำเนินการตามมติของ ก.ต.
ภายในสามสิบวันนับแต่
วันที่ ก.ต. แจ้งมติไปถึงรัฐมนตรี
ดะโต๊ะยุติธรรม
*[4]
`มาตรา 44
ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็น
ดะโต๊ะยุติธรรม
ต้องเป็นอิสลามศาสนิกซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีคุณสมบัติตามมาตรา 27 (2) (4) (6) (7) (8) (9) (10)
และ (11)
(2) อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปี
(3) มีภูมิรู้ในศาสนาอิสลามพอที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม
เกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดก และ
(4) มีความรู้ภาษาไทยสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น
หรือซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเทียบว่าไม่ต่ำว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง
ดะโต๊ะยุติธรรม ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความ
เห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
การแต่งตั้งบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม ให้รัฐมนตรีเสนอ
ก.ต. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน
เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบ
บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง'
มาตรา 45
การเลื่อนขั้นเงินเดือนและการออกจากราชการของ
ดะโต๊ะยุติธรรม ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความ
เห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
การโอนดะโต๊ะยุติธรรมไปเป็นข้าราชการธุรการ ข้าราชการ
พลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายอื่น
ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อดะโต๊ะยุติธรรม
ผู้นั้นยินยอม และ ก.ต. เห็นชอบ
มาตรา 46
ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 6 ว่าด้วยวินัย การรักษาวินัย
และการลงโทษ มาใช้บังคับแก่ดะโต๊ะยุติธรรม
ในกรณีที่ดะโต๊ะยุติธรรมถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
รัฐมนตรีหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการสอบสวน
หรือ
สั่งพักราชการ แล้วแต่กรณี
ข้าราชการธุรการ
มาตรา 47
ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการธุรการ ให้นำกฎหมาย
ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือน
สามัญมาใช้บังคับ
ตำแหน่งข้าราชการตุลาการตำแหน่งใดเป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชา
ข้าราชการธุรการ โดยเทียบกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งใด
ให้กำหนดโดยกฎ ก.พ.
ให้แต่ตั้งปลัดกระทรวงยุติธรรมจากข้าราชการฝ่ายตุลาการ ซึ่ง
เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ
มาตรา 48 ให้มี อ.ก.พ.
กระทรวงประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็น
ประธาน ปลัดกระทรวงยุติธรรม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดี
และ
หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงยุติธรรม
ผู้แทนศาลฎีกา
ผู้แทนศาลอุทธรณ์ และผู้แทนศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครทุกศาล
นอกจาก
ศาลจังหวัดและศาลแขวง เป็นอนุกรรมการ
ให้ อ.ก.พ. กระทรวงตั้งข้าราชการธุรการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ให้ อ.ก.พ. กระทรวงทำหน้าที่ อ.ก.พ. กรมสำหรับสำนักงาน
ปลัดกระทรวงด้วย
วินัย
การรักษาวินัย และการลงโทษ
มาตรา 49
ข้าราชการตุลาการต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้
ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด
และในเวลาพิจารณาพิพากษาคดีต้องอยู่ใน
มารยาทอันดีงาน ผู้ใดฝ่าฝืนจัดต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด
3
แห่งลักษณะนี้
มาตรา 50
ข้าราชการตุลาการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มาตรา 51
ข้าราชการตุลาการจะเป็นกรรมการพรรคการเมือง
สมาชิกพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองไม่ได้
ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางการเมืองอื่นใด
ข้าราชการตุลาการจะเข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ หรือ
สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ไม่ได้
มาตรา 52
ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย
ห้ามมิให้ขัดขืนหลีกเลี่ยง ถ้า
ไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้นจะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้
แต่ต้อง
เสนอโดยด่วน
และเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวแล้วผู้บังคับบัญชามิได้สั่งถอนหรือ
แก้คำสั่งที่สั่งไป ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
แต่ให้ผู้บังคับบัญชามี
รายงานขึ้นไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรมตามลำดับ
ในการปฏิบัติราชการ ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน
เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
มาตรา 53
ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความ
ระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
และเที่ยงธรรม
ข้าราชการตุลาการต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การ
รายงานโดยปกปิดข้อความที่ควรต้องบอก
ถือว่าเป็นรายงานเท็จด้วย
มาตรา 54
ข้าราชการตุลาการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ
จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
ข้าราชการตุลาการต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำ
กิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่
หรือเสื่อมเสีย
ถึงเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษา
กฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วน
บริษัท
ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือ
กิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก
ก.ต.
มาตรา 55
ข้าราชการตุลาการต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่า
เป็นผู้ประพฤติชั่ว
ห้ามมิให้ประพฤติตนเป็นคนเสเพล มีหนี้สินรุงรัง เสพของมึนเมา
จนไม่สามารถครองสติได้ เล่นการพนันเป็นอาจิณ
กระทำความผิดอาญา
หรือกระทำการอื่นใดซึ่งความประพฤติ
หรือกระทำการดังกล่าวแล้วอาจ
ทำให้เสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ
มาตรา 56 ข้าราชการตุลาการต้องสุภาพเรียบร้อยและช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการ
ห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใด ๆ
มาตรา 57
ข้าราชการตุลาการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบ
แบบแผนของทางราชการ
มาตรา 58
ข้าราชการตุลาการต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุ
ให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการ
มาตรา 59
ข้าราชการตุลาการต้องอุตสาหะและอำนวยความ
สะดวกในหน้าที่ราชการ
มาตรา 60
ข้าราชการตุลาการต้องรักษาความลับของทางราชการ
มาตรา 61
ผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายตุลาการผู้ใดรู้ว่าผู้อยู่ใต้
บังคับบัญชากระทำผิดวินัย แล้วไม่จัดการสอบสวนพิจารณาและดำเนินการ
ตามความในหมวด 2 และ 3 แห่งลักษณะนี้ หรือตามกฎหมายว่าด้วย
ระเบียบข้าราชการพลเรือน แล้วแต่กรณี
หรือไม่จัดการลงโทษตามอำนาจ
และหน้าที่ หรือจัดการลงโทษโดยไม่สุจริต
ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้น
กระทำผิดวินัย
การรักษาวินัย
มาตรา 62
เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือมีกรณี
เป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย
ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสอบสวนชั้นต้น
โดยมิชักช้า
วิธีสอบสวนชั้นต้นจะทำโดยให้ผู้ที่กรณีเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราว
เป็นหนังสือ หรือโดยบันทึกเรื่องราวและความเห็นก็ได้
เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว ให้รายงานความเห็นไปยัง
ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปตามลำดับ
เพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี
มาตรา 63
ข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง
คณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคนเพื่อทำการสอบสวน
กรรมการตามวรรคหนึ่งต้องเป็นข้าราชการตุลาการ
ในกรณีข้าราชการตุลาการถูกฟ้องคดีอาญา จะใช้คำพิพากษา
ถึงที่สุดของศาลประกอบการพิจารณาตามมาตรา 64 วรรคสาม โดย
ไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้
มาตรา 64
ในการสอบสวนนั้นคณะกรรมการสอบสวนต้องแจ้ง
ข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาว่า
กระทำผิดวินัยทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้
และต้องให้
โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย
ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว
กำหนดอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง
ถ้ามีความจำเป็น
ที่จะสอบสวนไม่ทันภายในกำหนดนั้น
ก็ให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน
สองครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน และต้องแสดงเหตุที่ต้อง
ขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง
แต่ถ้าขยายเวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ
จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้รายงาน
เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี
โดยให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับ
และปลัดกระทรวงยุติธรรมได้แสดงความเห็นเสียก่อน
ถ้าคณะกรรมการ
ผู้บังคับบัญชา ปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือรัฐมนตรี
เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา
กระทำผิดวินัย ก็ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมรายงานไปยัง ก.ต.
เมื่อ ก.ต.
ได้พิจารณาเห็นสมควรไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ
จึงให้
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีสั่งไล่ออก
ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการต่อไป
มาตรา 65
ให้กรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล
กฎหมายอาญา
และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของ
กรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) เรียกให้กระทรวงทบวงกรม หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐาน
ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมา
ชี้แจงหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
(2) เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่ง
เอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
มาตรา 66
ข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง
ดังระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่ ก.ต. กำหนด หรือได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา
หรือต่อคณะกรรมการสอบสวน
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย
จากรัฐมนตรีจะพิจารณาสั่งลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้
ทั้งนี้ต้องได้รับ
ความเห็นชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา 67
เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด
วินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน
หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่
เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ถ้าปลัดกระทรวง
ยุติธรรมเห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณา
จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ รัฐมนตรีจะสั่งให้พักราชการก็ได้
การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา หรือ
ตลอดเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุด
เมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วหรือคดีถึง
ที่สุดแล้ว
ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักมิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทิน
หรือมัวหมอง ก็ให้ผู้นั้นคงอยู่ในราชการตามเดิม
เงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งให้พักราชการดังกล่าว ให้เป็นไปตาม
กฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 68
ข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรง หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา
หรือถูกฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
แม้
ภายหลังผู้นั้นจะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปแล้ว
ก็อาจมีการ
สอบสวนหรือพิจารณาเพื่อลงโทษหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้เป็นไปตาม
ลักษณะนี้ได้
เว้นแต่ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะพ้นตำแหน่งเพราะตาย
การลงโทษ
มาตรา 69 โทษผิดวินัยมี 5 สถาน
คือ
(1) ไล่ออก
(2) ปลดออก
(3) ให้ออก
(4) งดบำเหน็จความชอบ
(5) ภาคทัณฑ์
การสั่งลงโทษข้าราชการตุลาการในสถานไล่ออก ปลดออก หรือ
ให้ออกนั้น
จะกระทำได้เมื่อได้ดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามที่บัญญัติไว้
ในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้แล้ว
มาตรา 70 การไล่ออกนั้น
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ
มอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำผิด
วินัยอย่างร้ายแรง ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
(2) ทำความผิดอาญา และต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก
เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
หรือ
ต้องคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลาย
(3) ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และการ
ขัดคำสั่งนั้นอาจเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(4) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการหรือรายงานเท็จต่อผู้บังคับ
บัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือ
(5) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
มาตรา 71 การปลดออกนั้น
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ
มอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำ
ผิดวินัยอย่างร้างแรง
แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะต้องถูกไล่ออกจากราชการ
หรือถึงขนาดที่จะต้องไล่ออกแต่มีเหตุอันควรลดหย่อน
มาตรา 72 การให้ออกนั้น
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ
มอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำ
ผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะต้องถูกปลดออก
หรือถึงขนาด
ที่จะต้องปลดออกแต่มีเหตุอันควรลดหย่อน
ข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกสั่งให้ออกตามมาตรานี้ ให้มีสิทธิ
ได้รับบำเหน็จบำนาญ เสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ
มาตรา 73
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง
ถึงขนาดที่จะต้องไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชา
ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษงดบำเหน็จความชอบเป็นเวลา
ไม่เกินสามปี หรือถ้ามีเหตุสมควรปรานี
จะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์และจะ
ให้ทำทัณฑ์บนไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบของ ก.ต.
ก่อน
มาตรา 74
ในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้รับโทษนั้นกระทำผิดเรื่องใด
ฐานใด ในมาตราใด
มาตรา 75
ถ้าปรากฏว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยได้สั่งไปโดยผิดหลง
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกลงโทษได้
แต่การ
แก้ไขเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้จะต้องได้รับความเห็นชอบของ ก.ต.
ก่อน
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้
ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันสั่งลงโทษ
บทเฉพาะกาล
มาตรา 76
ผู้ใดเป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในวันที่พระราช
บัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้นั้นเป็นกรรมการตุลาการคุณวุฒิ
ตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 32
แห่ง
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
มาตรา 77
ผู้ใดเป็นข้าราชการตุลาการตามพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการตุลาการตามพระราชบัญญัตินี้
ต่อไป
โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ เว้นแต่
ผู้ที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึงขั้นต่ำของชั้นตามบัญชีหมายเลข
1 ท้ายพระราช
บัญญัตินี้ ให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนในขั้นต่ำของชั้นนั้น
และในกรณีที่มาตรา 15
ได้กำหนดให้ข้าราชการตุลาการตำแหน่งใดได้รับเงินเดือนมากกว่าหนึ่งชั้น
ก็ให้ผู้ดำรงตำแหน่งได้รับเงินเดือนในชั้นต่ำของตำแหน่งนั้น
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา 24 มาตรา 25
มาตรา 26 และ
มาตรา 34
ผู้ใดเคยเป็นข้าราชการตุลาการตามพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
ให้ถือว่าผู้นั้นเคยเป็นข้าราชการ
ตุลาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 78
ผู้ใดเป็นดะโต๊ะยุติธรรมตามพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้นั้นเป็นดะโต๊ะยุติธรรมตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป
มาตรา 79
ผู้ใดเป็นข้าราชการธุรการสามัญตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการธุรการตามพระราช
บัญญัตินี้ต่อไป
ให้ข้าราชการธุรการซึ่งโอนมาจากข้าราชการตุลาการตามมาตรา 17
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
มีสิทธิ
ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนตามมาตรา 6 วรรคสามด้วย
มาตรา 80 ผู้ใดเป็นข้าราชการธุรการวิสามัญตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการธุรการวิสามัญต่อไป
และให้นำมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. 2518 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ตำแหน่งข้าราชการตุลาการตำแหน่งใดเป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชา
ข้าราชการธุรการวิสามัญ
โดยเทียบกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ
ตำแหน่งใด ให้กำหนดโดยกฎ ก.พ.
มาตรา 81
ข้าราชการฝ่ายตุลาการผู้ใดกระทำผิดวินัยข้าราชการ
ฝ่ายตุลาการในขณะที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
พ.ศ. 2497 ใช้บังคับ
และผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ดำเนินการสอบสวนแล้ว
ถ้าการสั่งและการสอบสวนพิจารณาที่ได้กระทำไปแล้วถูกต้องตามวิธีการที่
ใช้อยู่ในขณะนั้น ให้ถือว่าเป็นอันสมบูรณ์
ถ้ากรณียังค้างระหว่างการสอบสวน
ก็ให้ดำเนินการสอบสวนตามวิธีการนั้นต่อไปจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา
และสั่งลงโทษให้ดำเนินการตาม
พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 82
ผู้ที่ได้ยื่นใบสมัครเพื่อรับการบรรจุเป็นข้าราชการ
ตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาไว้ก่อนวันที่พระราช
บัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงถือคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
และให้มีสิทธิทดสอบความรู้หรือสอบคัดเลือก
เพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาตราพระราช
บัญญัตินี้ได้
ผู้ที่ ก.ต. ได้ลงมติให้รับเข้าเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่ง
ผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ตามมาตรา 13 วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
หรือผู้ที่สอบคัดเลือกได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
พ.ศ. 2497 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
และบัญชีการสอบคัดเลือก
ยังมิได้ยกเลิกตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้คงมีสิทธิได้รับการ
บรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา
ต่อไป
มาตรา 83
ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตาม
รัฐธรรมนูญที่จะได้ประกาศใช้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร
พุทธศักราช 2520 มิให้นำความในมาตรา 33 (4)
ในส่วนที่เกี่ยวกับ
ข้าราชการการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา
มาใช้บังคับแก่ข้าราชการตุลาการ
มาตรา 84 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาบรรจุบุคคลซึ่งเคยรับ
ราชการและออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเข้า
รับราชการ
ให้ปรับเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการ ให้
เข้าชั้นและขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการที่ใช้บังคับอยู่
ในวันที่กลับเข้ารับราชการ
ในกรณีที่ผู้เข้ารับราชการเป็นผู้ซึ่งออกจากราชการก่อนมีการปรับ
อัตราเงินเดือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2502 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 6)
พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 7)
พ.ศ. 2512 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 359 ลงวันที่ 13
ธันวาคม
พ.ศ. 2515 หรือพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 8)
พ.ศ. 2517
ให้ปรับเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการตาม
พระราชบัญญัติและประกาศนั้น ๆ เสียก่อน
แล้วจึงปรับเงินเดือนตาม
วรรคหนึ่ง
ในกรณีที่ปรับเงินเดือนของผู้ที่กลับเข้ารับราชการตามความใน
วรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้เข้าชั้นหรือขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการ
ตุลาการที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่กลับเข้ารับราชการไม่ได้
ให้ ก.ต. เป็น
ผู้พิจารณาว่าผู้นั้นสมควรได้รับการบรรจุในชั้นและขั้นใด ทั้งนี้ ก.ต.
จะกำหนดให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่ต่ำกว่าขั้นต่ำของชั้นเป็นกรณีเฉพาะ
ก็ได้
มาตรา 85
ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา ออก
กฎกระทรวง กฎ ก.พ. ข้อกำหนด ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศ
เพื่อ
ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง
กฎ ก.พ.
ข้อกำหนด ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาใช้บังคับโดยอนุโลม
เพียงเท่าที่ไม่ขัด
หรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
นายกรัฐมนตรี
*[1]
*[2]
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
หมายเลข 1
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
หมายเลข 2
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
หมายเลข 3
บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
หมายเลข 1
บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
หมายเลข 2
บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
หมายเลข 3
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2497
ได้ใช้บังคับมานานแล้ว
แม้จะได้ปรับปรุงแก้ไขมาหลายครั้ง
ก็ยังมีบทบัญญัติหลายมาตราไม่เหมาะสมกับ
กาลสมัย และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการบริหารงานบุคคลในปัจจุบัน
สมควร
จะได้ปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่
อันจะทำให้ราชการของกระทรวงยุติธรรมและ
ศาลยุติธรรมดำเนินไปได้ผลดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บทเฉพาะกาล
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2521 (มาตรา 5)
มาตรา 5
การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและ
ดะโต๊ะยุติธรรมให้เข้าชั้นและขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
หมายเลข 1 และบัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม หมายเลข 1
ท้าย
พระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ตำกว่า
ชั้นและขั้นที่ข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมผู้นั้นดำรงอยู่และได้รับ
อยู่เดิม
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2521 (มาตรา 6)
มาตรา 6
เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการ
ตุลาการและออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
กลับเข้า
รับราชการ
ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนนอกจากราชการให้
เข้าชั้นและขั้นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 5
และให้นำมาตรา 84
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521
มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2521
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก
อัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมที่ปรับปรุงใหม่ไม่ได้ส่วน
สัมพันธ์กับอัตราเงินเดือนของข้าราชการประเภทอื่น ๆ
ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว
สมควรแก้ไขอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมให้เหมาะสม
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2523 (มาตรา 5)
มาตรา 5
ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ข้าราชการ
ตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการ
ตุลาการ หมายเลข 2 และบัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
หมายเลข 2
ท้ายพระราชบัญญัตินี้
โดยให้ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ หรือ
ดะโต๊ะยุติธรรมที่ได้รับตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
หมายเลข 2
และบัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม หมายเลข 2
ท้ายพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521
ให้เข้าชั้นและ
ขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนดังกล่าว
ตามบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือน
ข้าราชการตุลาการและบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
ท้ายพระราชบัญญัตินี้
เมื่อได้ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการตามวรรคหนึ่งแล้ว
ข้าราชการตุลาการผู้ใดได้รับเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของชั้น
เมื่อจะพิจารณา
เลื่อนขั้นเงินเดือนในปีงบประมาณต่อไป
ให้ปรับให้ข้าราชการตุลาการผู้นั้น
ได้รับเงินเดือนสูงขึ้น 1 ขั้น ตั้งแต่วันที่ 1
ตุลาคมของปีงบประมาณนั้น
แล้วจึงพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีตามปกติ
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2523 (มาตรา 6)
มาตรา 6
เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการ
ตุลาการและออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
กลับเข้า
รับราชการ
ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการให้
เข้าชั้นและขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการที่ใช้บังคับอยู่ใน
วันที่กลับเข้ารับราชการ และให้นำมาตรา 84
วรรคสองและวรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521
และ
มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2521 มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2523
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก
อัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมยังไม่เหมาะสม
สมควร
แก้ไขอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมให้เหมาะสม
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.
2527
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
10) พ.ศ. 2527
ได้กำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค
เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของอธิบดี
ผู้พิพากษาภาค
สมควรกำหนดให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นตำแหน่งข้าราชการ
ตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตุลาการ
และให้ได้รับเงินเดือน
ตามตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.
2528 (มาตรา 4)
มาตรา 4
ผู้ใดเป็นดะโต๊ะยุติธรรมอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้นั้นเป็นดะโต๊ะยุติธรรมต่อไป
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.
2528
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่
มาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
พ.ศ. 2521
กำหนดให้ดะโต๊ะยุติธรรมมีความรู้ภาษาไทยเทียบได้ไม่ต่ำกว่ากว่าระดับประถม
ศึกษาเท่านั้น เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ
สมควรปรับปรุงคุณสมบัติ
ดังกล่าวของดะโต๊ะยุติธรรมให้สูงขึ้น
และโดยที่ดะโต๊ะยุติธรรมมีอำนาจและ
หน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับ
ผู้พิพากษา
สมควรนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งด้วย จึงจำเป็น
ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
เชิงอรรถ
*[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521
*[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2523
*[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527
*[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2528
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).