พระราชบัญญัติ
การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นปีที่ ๕๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการทุ่มตลาด พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
ความเสียหาย หมายความว่า ความเสียหายตามหมวด ๓
อุตสาหกรรมภายใน หมายความว่า อุตสาหกรรมภายในตามหมวด ๔
สินค้าที่ถูกพิจารณา[๒] หมายความว่า สินค้ารายที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาดหรือได้รับการอุดหนุน หรือสินค้ารายที่ถูกกล่าวหาว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน
สินค้าชนิดเดียวกัน หมายความว่า สินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการกับสินค้าที่ถูกพิจารณา แต่ในกรณีที่ไม่มีสินค้าดังกล่าวให้หมายความว่าสินค้าที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับสินค้าดังกล่าว
ขั้นตอนทางการค้า หมายความว่า ขั้นตอนต่าง ๆ ในการจำหน่ายสินค้าทอดต่าง ๆ จนถึงผู้บริโภค
ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด หมายความว่า ส่วนที่ราคาส่งออกจากต่างประเทศต่ำกว่ามูลค่าปกติ
ผู้มีส่วนได้เสีย หมายความว่า
(๑) ผู้ผลิตในต่างประเทศ ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ผู้นำเข้าซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณา หรือสมาคมในทางการค้าที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณา แล้วแต่กรณี
(๒)[๓] รัฐบาลของประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออกซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณา
(๒/๑)[๔] ผู้ประกอบสินค้าตามมาตรา ๗๑/๑
(๓) ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศ หรือสมาคมในทางการค้าที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว หรือ
(๔) บุคคลอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
อากร หมายความว่า อากรชั่วคราว อากรตอบโต้การทุ่มตลาด หรืออากรตอบโต้การอุดหนุน แล้วแต่กรณี
คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของกรมศุลกากร และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๑๑ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการพิจารณาการทุ่มตลาด การพิจารณาการอุดหนุน การพิจารณาความเสียหาย การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน การพิจารณาการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน การพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนการทบทวนมาตรการ รวมทั้งการดำเนินการใด ๆ อันเกี่ยวกับพระราชบัญญัตินี้ได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้[๕]
ในกรณีที่สมควร กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งนั้นจะกำหนดให้กรณีหนึ่งกรณีใด อาจกระทำได้โดยออกเป็นประกาศกระทรวงพาณิชย์ก็ได้
บททั่วไป[๖]
มาตรา ๗[๗] การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน และการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ให้คำนึงถึงประโยชน์ของอุตสาหกรรมภายใน ผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะประกอบกัน
มาตรา ๘[๘] เพื่อประโยชน์ในการใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรจะให้กรมการค้าต่างประเทศมีหนังสือขอให้กรมศุลกากรดำเนินการจัดทำทะเบียนการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าใด หรือรวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าก็ได้ ในกรณีนี้ให้กรมศุลกากรมีอำนาจกำหนดให้ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกแจ้งข้อเท็จจริงใด ๆ ตามที่คณะกรรมการร้องขอได้ และให้นำกฎหมายว่าด้วยศุลกากรในส่วนที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับแก่กรณีนี้
มาตรา ๙[๙] ผู้ซึ่งยื่นคำขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน หรือพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน ผู้นำเข้า ผู้ประกอบสินค้า ผู้ผลิตในต่างประเทศ หรือผู้ส่งออกจากต่างประเทศอาจขอรายละเอียดที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการกำหนดมาตรการชั่วคราว การกำหนดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน การขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน การทบทวนอากรหรือการคืนอากร แล้วแต่กรณี ได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
คำขอตามวรรคหนึ่งให้ยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่มาตรการชั่วคราว การกำหนดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน การขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน การทบทวนอากรหรือการคืนอากร มีผลใช้บังคับ
มาตรา ๑๐[๑๐] ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ผู้ใดอาจมีคำขอให้พิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน พิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน ให้ทำความตกลง ให้ทบทวนมาตรการ ให้คืนอากร ตลอดจนการขอข้อมูลข่าวสารใดนั้น ให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจออกประกาศกำหนดให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายได้ตามความเหมาะสมแก่ภาระในการดำเนินงานดังกล่าว
มาตรา ๑๑[๑๑] เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การคืนอากรหรือหลักประกันการชำระอากรตามพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
การทุ่มตลาด
มาตรา ๑๒ การทุ่มตลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในเป็นการกระทำอันมิชอบที่อาจตอบโต้ได้
มาตรา ๑๓ การทุ่มตลาดตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การส่งสินค้าเข้ามาในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ในทางพาณิชย์ โดยมีราคาส่งออกที่ต่ำกว่ามูลค่าปกติของสินค้าชนิดเดียวกัน
มาตรา ๑๔ ราคาส่งออก ได้แก่ ราคาส่งออกจากประเทศผู้ส่งออกมายังประเทศไทยตามที่ได้ชำระหรือควรจะมีการชำระกันจริง
ในกรณีที่ไม่ปรากฏราคาส่งออกหรือราคาส่งออกนั้นไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีการร่วมมือกันหรือจัดให้มีการชดเชยประโยชน์กันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องให้คำนวณหาราคาส่งออกจากราคาสินค้านั้นที่ได้จำหน่ายต่อไปทอดแรกยังผู้ซื้ออิสระ แต่ในกรณีที่สินค้านั้นไม่มีการจำหน่ายต่อไปยังผู้ซื้ออิสระหรือไม่ได้จำหน่ายต่อไปตามสภาพสินค้าที่เป็นอยู่ในขณะนำเข้า ให้คำนวณราคาส่งออกตามหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดที่เหมาะสมแก่กรณีดังกล่าว
ในกรณีตามวรรคสอง การคำนวณหาราคาส่งออกให้หักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ตลอดจนภาษีอากร และกำไรที่ได้รับอันเกิดขึ้นระหว่างการนำเข้าและการจำหน่ายต่อไปออกด้วย
มาตรา ๑๕ มูลค่าปกติ ได้แก่ ราคาที่ผู้ซื้ออิสระในประเทศผู้ส่งออกได้ชำระหรือควรจะมีการชำระกันจริงในทางการค้าปกติสำหรับสินค้าชนิดเดียวกันที่ขายเพื่อการบริโภคภายในประเทศนั้น โดยพิจารณาจากการขายสินค้าดังกล่าวในปริมาณใดปริมาณหนึ่งที่เหมาะสมซึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของปริมาณสินค้านั้นที่ส่งออกจากประเทศผู้ส่งออกมายังประเทศไทย แต่จะนำปริมาณการขายที่ต่ำกว่านั้นมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก็ได้ ถ้ามีเหตุอันรับฟังได้ว่าราคาขายที่พิจารณาจากปริมาณสินค้าดังกล่าวเป็นราคาในตลาดประเทศผู้ส่งออก
ในกรณีไม่ปรากฏราคาตามวรรคหนึ่งหรือราคานั้นไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากมีการร่วมมือกันหรือจัดให้มีการชดเชยประโยชน์กันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือตลาดในประเทศผู้ส่งออกมีลักษณะเฉพาะทำให้ไม่อาจหาราคาที่เปรียบเทียบกันได้โดยเหมาะสม ให้พิจารณาหามูลค่าปกติจากราคาต่อไปนี้
(๑) ราคาส่งออกในทางการค้าปกติของสินค้าชนิดเดียวกันที่ส่งออกจากประเทศผู้ส่งออกไปยังประเทศที่สามที่เหมาะสม ถ้ามีเหตุอันรับฟังได้ว่าราคานั้นแสดงถึงราคาในตลาดประเทศผู้ส่งออก หรือ
(๒) ราคาที่คำนวณจากต้นทุนการผลิตในประเทศแหล่งกำเนิดรวมกับจำนวนที่เหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการจัดการ การขาย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตลอดจนกำไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ในกรณีที่ราคาตามวรรคหนึ่งหรือราคาตามวรรคสอง (๑) ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตรวมกับค่าใช้จ่ายในการจัดการ การขาย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อได้พิจารณาการขายสินค้าดังกล่าวในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สมควรโดยมีปริมาณการขายที่มากพอแล้ว ถ้าปรากฏว่าราคาเหล่านั้นจะไม่สามารถทำให้คืนทุนได้ภายในเวลาที่เหมาะสม จะถือว่าราคานั้นเป็นราคาในทางการค้าปกติที่จะนำมาพิจารณาหามูลค่าปกติไม่ได้ เว้นแต่ราคานั้นสูงกว่าต้นทุนการผลิตถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่อหน่วยที่ปรากฏในการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด
มาตรา ๑๖ ในกรณีที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกไม่ใช้กลไกตลาดการหามูลค่าปกติตามมาตรา ๑๕ ให้พิจารณาเทียบเคียงจากข้อมูลราคาที่เป็นอยู่ในประเทศที่สามซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดและเหมาะสมแก่การเปรียบเทียบ แต่ถ้าหาประเทศที่สามที่เหมาะสมไม่ได้ ให้พิจารณาจากราคาของสินค้าชนิดเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศไทยหรือจากพื้นฐานอื่นใดตามที่เหมาะสมแก่กรณี
มาตรา ๑๗ ในกรณีเป็นการนำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยโดยการส่งออกจากประเทศอื่นซึ่งมิใช่ประเทศแหล่งกำเนิด ให้ใช้ข้อมูลราคาที่เป็นอยู่ในประเทศผู้ส่งออกนั้นเป็นเกณฑ์ในการหามูลค่าปกติตามมาตรา ๑๕ แต่ถ้ามีเหตุอันควรจะใช้ราคาในประเทศแหล่งกำเนิดเป็นเกณฑ์ในการหามูลค่าปกติก็ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่สินค้านั้นเป็นเพียงการขนถ่ายผ่านประเทศผู้ส่งออก หรือสินค้านั้นไม่มีการผลิตในประเทศผู้ส่งออก หรือไม่มีราคาที่จะเปรียบเทียบกันได้ในประเทศผู้ส่งออก
มาตรา ๑๘ การพิจารณาหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดให้มีการเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรมและให้กระทำที่ขั้นตอนทางการค้าเดียวกันและในเวลาเดียวกัน โดยคำนึงถึงบรรดาข้อแตกต่างที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาประกอบด้วย ในกรณีที่ราคาส่งออกและมูลค่าปกติมิได้อยู่บนขั้นตอนทางการค้าเดียวกันหรือเวลาเดียวกัน ให้มีการปรับลดองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอันมีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาออกด้วย
ภายใต้บังคับวรรคหนึ่ง วิธีการหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดต่อหน่วยให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะมีเหตุสมควรที่จะใช้วิธีการอื่น
(๑) เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับราคาส่งออกถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
(๒) เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติกับราคาส่งออกของธุรกรรมแต่ละรายโดยเฉลี่ย หรือ
(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าราคาส่งออกมายังตลาดภายในประเทศมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญระหว่างผู้ซื้อต่างคนกัน ภูมิภาคที่ส่งออก หรือระยะเวลาที่ส่งออก และวิธีการตาม (๑) หรือ (๒) ไม่อาจแสดงสภาพแท้จริงของการทุ่มตลาดได้ ให้เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับราคาส่งออกของธุรกรรมแต่ละรายโดยเฉลี่ย
ในการหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดก็ได้
ความเสียหาย
มาตรา ๑๙ ถ้าบทบัญญัติใดมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ความเสียหายตามพระราชบัญญัตินี้หมายความว่า
(๑) ความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
(๒) ความเสียหายอย่างสำคัญที่อาจเกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน หรือ
(๓) อุปสรรคล่าช้าอย่างสำคัญต่อการก่อตั้งหรือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใน
มาตรา ๒๐ การพิจารณาว่ามีความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในตามมาตรา ๑๙ (๑) ต้องมีพยานหลักฐานโดยตรงสนับสนุนเกี่ยวกับกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ปริมาณของสินค้าทุ่มตลาดและผลของการทุ่มตลาดที่มีต่อราคาของสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศ และ
(๒) ผลกระทบของการทุ่มตลาดนั้นที่มีต่ออุตสาหกรรมภายใน
ในกรณีมีการทุ่มตลาดสินค้าใดจากประเทศผู้ส่งออกมากกว่าหนึ่งประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดพร้อมกัน ถ้าปรากฏว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดและปริมาณการนำเข้าจากแต่ละประเทศดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามมาตรา ๒๘ การพิจารณาความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๑) จะประเมินผลของการนำเข้าจากแต่ละประเทศดังกล่าวรวมกันก็ได้ ถ้ากรณีมีความเหมาะสมต่อสภาพการแข่งขันในระหว่างสินค้าทุ่มตลาดด้วยกันและในระหว่างสินค้าทุ่มตลาดกับสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศ
มาตรา ๒๑ ในการพิจารณาความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๑) ความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าทุ่มตลาดกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยนอกจากผลจากสินค้าทุ่มตลาดแล้วจะต้องพิจารณาผลจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ปรากฏว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในในเวลาเดียวกันประกอบด้วย ปัจจัยดังกล่าวให้รวมถึงปริมาณและราคาของสินค้านำเข้าที่มิได้ขายในราคาที่มีการทุ่มตลาด การที่อุปสงค์ลดลง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค การผูกขาดตัดตอนทางการค้า การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตในต่างประเทศและผู้ผลิตภายในประเทศ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพในการส่งออกและความสามารถในการผลิต
มาตรา ๒๒ การพิจารณาว่ามีความเสียหายอย่างสำคัญที่อาจเกิดแก่อุตสาหกรรมภายในตามมาตรา ๑๙ (๒) ต้องมีข้อเท็จจริงสนับสนุนอันมิใช่เป็นเพียงการกล่าวอ้าง หรือการคาดการณ์ หรือความเป็นไปได้ที่ไกลเกินเหตุ โดยจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เห็นได้ว่าการทุ่มตลาดนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างเห็นได้ชัดและใกล้จะเกิดขึ้น หรือมีแนวโน้มว่าอาจมีสินค้าทุ่มตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างสำคัญได้ถ้าไม่ดำเนินการป้องกันเสียก่อน ในการนี้อาจพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
(๑) อัตราเพิ่มขึ้นที่เห็นได้ชัดของสินค้าทุ่มตลาดอันแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
(๒) ขีดความสามารถของผู้ส่งออกได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและระบายสินค้าได้อย่างอิสระอันแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการมีอยู่ของตลาดส่งออกอื่นที่อาจรองรับสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นประกอบด้วย
(๓) ความชัดเจนของผลของราคาสินค้าทุ่มตลาดที่เป็นการกดหรือลดราคาของสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในและแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้านั้น
(๔) ปริมาณคงเหลือของสินค้าทุ่มตลาด
มาตรา ๒๓ การพิจารณาว่ามีอุปสรรคล่าช้าอย่างสำคัญต่อการก่อตั้งหรือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในตามมาตรา ๑๙ (๓) ต้องมีข้อเท็จจริงที่ทำให้คาดหมายได้ว่าจะทำให้เกิดความล่าช้าอย่างสำคัญซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้หรือระยะเวลาในการก่อตั้งหรือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในด้วย
อุตสาหกรรมภายใน
มาตรา ๒๔ อุตสาหกรรมภายในตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศที่มีผลผลิตรวมกันได้เกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตรวมภายในประเทศของสินค้าชนิดนั้นเว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันรายใดเป็นผู้นำเข้าสินค้าทุ่มตลาด หรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้นำเข้าสินค้าทุ่มตลาดหรือผู้ส่งออกสินค้าทุ่มตลาดจากต่างประเทศ ในกรณีเช่นนี้จะไม่ถือว่าผู้ผลิตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภายในก็ได้
(๒) ถ้าในอาณาเขตของประเทศได้มีการแบ่งตลาดของสินค้าชนิดเดียวกันเป็นตลาดมากกว่าหนึ่งตลาดขึ้นไป จะถือว่าผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในแต่ละตลาดเป็นอุตสาหกรรมภายในแยกต่างหากจากกันก็ได้ ถ้าปรากฏว่าผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของตลาดหนึ่งขายสินค้าของตนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในตลาดนั้น และผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันรายอื่นภายในประเทศมิได้ส่งสินค้าไปยังตลาดนั้นมากพอควรแก่ความต้องการของตลาดดังกล่าว
ให้ถือว่าผู้ผลิตมีความเกี่ยวข้องกับผู้นำเข้าสินค้าทุ่มตลาดหรือผู้ส่งออกสินค้าทุ่มตลาดจากต่างประเทศตามวรรคหนึ่ง (๑) ถ้าปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถควบคุมอีกฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายถูกควบคุมโดยบุคคลที่สาม หรือทั้งสองฝ่ายร่วมกันควบคุมบุคคลที่สาม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยมีเหตุให้เชื่อหรือสงสัยได้ว่าผลจากการเกี่ยวข้องกันจะเป็นเหตุให้ผู้ผลิตรายนั้นมีพฤติกรรมแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเช่นว่านั้น ในการนี้ให้ถือว่าฝ่ายหนึ่งควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้ถ้าฝ่ายแรกอยู่ในฐานะทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติที่จะยับยั้งหรือสั่งการฝ่ายหลังได้
ในกรณีที่มีการแบ่งตลาดตามวรรคหนึ่ง (๒) ความเสียหายให้พิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมภายในประเทศจะไม่เสียหายก็ตาม และให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าทุ่มตลาดที่ส่งมาเพื่อการบริโภคเฉพาะในตลาดนั้นได้ แต่ถ้าปรากฏในทางปฏิบัติว่าการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเฉพาะสินค้าทุ่มตลาดที่ส่งมาเพื่อการบริโภคในตลาดนั้นไม่อาจปฏิบัติได้ หรือเมื่อผู้ส่งออกสินค้าทุ่มตลาดไม่มีข้อเสนอทำความตกลงที่เหมาะสมภายในเวลาอันควรตามมาตรา ๔๔ จะเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าทุ่มตลาดทั้งหมดที่ส่งเข้ามาในประเทศไทยก็ได้
การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด
บททั่วไป
มาตรา ๒๕ การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดนอกจากที่ได้บัญญัติไว้ตามหมวดนี้แล้ว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๖ ข้อมูลข่าวสารใดเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดโดยสาระและเนื้อหา หรือผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นขอให้ปกปิด การพิจารณาจะต้องไม่กระทำการใดให้เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น
ข้อมูลข่าวสารที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารขอให้ปกปิดนั้น การเปิดเผยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้นั้นก่อน และในการพิจารณาจะต้องขอให้ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารจัดทำย่อสรุปที่สามารถเปิดเผยได้เพื่อประกอบการพิจารณา ถ้าผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นไม่จัดทำย่อสรุปดังกล่าวและไม่แจ้งความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ให้มาภายในเวลาที่กำหนด ในการนี้จะไม่รับฟังข้อมูลข่าวสารนั้นประกอบการพิจารณาก็ได้
มาตรา ๒๗ ในกรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียผู้ใดปฏิเสธที่จะนำพยานหลักฐานมาแสดงหรือไม่นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงภายในเวลาตามที่กำหนด หรือไม่ให้ความร่วมมือเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด การพิจารณาจะรับฟังเพียงข้อเท็จจริงเท่าที่มีอยู่หรืออาจรับฟังไปในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้นั้นก็ได้
มาตรา ๒๘ การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดให้เป็นอันยุติ หากปรากฏว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดมีจำนวนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือมีปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๙ ในการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด กรมการค้าต่างประเทศหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี จะดำเนินการเพื่อให้มีการตรวจสอบความเป็นจริงของข้อกล่าวอ้างหรือพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับการพิจารณาก็ได้
การตรวจสอบความเป็นจริงนั้นจะกระทำในขั้นตอนใดของกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและจะกระทำในประเทศไทย ประเทศผู้ส่งออก หรือประเทศที่เกี่ยวข้องก็ได้
มาตรา ๓๐ ก่อนที่จะประกาศคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการเกี่ยวกับผลการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสยื่นข้อโต้แย้งในการป้องกันผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้น ทั้งนี้ ต้องให้ระยะเวลาอันควรสำหรับการยื่นข้อโต้แย้งดังกล่าว
มาตรา ๓๑ เมื่อมีการประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายตามมาตรา ๓๙ แล้ว หากพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าในชั้นที่สุดอาจต้องมีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่ก่อนวันใช้บังคับมาตรการชั่วคราว คณะกรรมการอาจขอให้กรมศุลกากรเรียกหลักประกันอากรตามพระราชบัญญัตินี้สำหรับสินค้าที่ถูกพิจารณาที่นำเข้ามาตามระยะเวลาที่กำหนดได้ ในการนี้ ให้กรมศุลกากรมีอำนาจเรียกหลักประกันตามจำนวนที่คณะกรรมการมีคำขอ
การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณา
มาตรา ๓๒ ให้เริ่มดำเนินกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด เมื่อมีคำขอของกรมการค้าต่างประเทศหรือของบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา ๓๓
มาตรา ๓๓[๑๒] บุคคลหรือคณะบุคคลอาจยื่นคำขอในนามของอุตสาหกรรมภายในต่อกรมการค้าต่างประเทศเพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด
คำขอตามวรรคหนึ่งจะถือว่าเป็นคำขอที่ยื่นในนามของอุตสาหกรรมภายในได้ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในประเทศซึ่งมีการผลิตรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของผู้ที่ได้แสดงความเห็นทั้งส่วนที่สนับสนุนและส่วนที่คัดค้านรวมกัน ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีใดปริมาณการผลิตของฝ่ายสนับสนุนนั้นต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันทั้งหมดในประเทศ
การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
มาตรา ๓๔ ถ้าคำขอตามมาตรา ๓๓ มีรายละเอียดหรือหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการให้ครบถ้วนหรือถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด
เมื่อคำขอมีรายละเอียดและพยานหลักฐานครบถ้วนและถูกต้องแล้ว ให้กรมการค้าต่างประเทศเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
มาตรา ๓๕ เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอตามมาตรา ๓๒ แล้ว ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้รัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้องทราบถึงการมีคำขอดังกล่าว
มาตรา ๓๖ ผู้ยื่นคำขออาจถอนคำขอได้ แต่ถ้าได้มีการประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายตามมาตรา ๓๙ แล้ว คณะกรรมการจะยุติการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดหรือดำเนินการพิจารณาต่อไปก็ได้
มาตรา ๓๗ ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและความเสียหาย ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยไม่ชักช้า
ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอนั้นไม่มีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดหรือความเสียหายให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๓๘ ถ้ารัฐบาลของประเทศใดร้องเรียนว่าสินค้าทุ่มตลาดจากประเทศอื่นที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในของประเทศนั้น และคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยเห็นสมควรให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดตามที่ถูกกล่าวหานั้น ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการต่อไป โดยให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ แต่การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การการค้าโลกก่อน
เมื่อกรมการค้าต่างประเทศเห็นสมควร หรือเมื่ออุตสาหกรรมภายในร้องเรียนว่ามีการนำสินค้าจากประเทศอื่นเข้าไปทุ่มตลาดในอีกประเทศหนึ่งและก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน และกรมการค้าต่างประเทศเห็นว่าคำร้องดังกล่าวมีมูล ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการร้องขอให้ทางการประเทศนั้นดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไป
หลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย
มาตรา ๓๙ ในการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนประเด็นการทุ่มตลาดและความเสียหาย เริ่มต้นโดยการออกประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายในราชกิจจานุเบกษา และลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันหรือเผยแพร่โดยวิธีการอื่นใดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อให้สาธารณชนรับรู้ ตามที่เห็นสมควร[๑๓]
ประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ระบุสินค้า
(๒) ประเทศผู้ส่งออกและประเทศที่เกี่ยวข้อง
(๓) ข้อเท็จจริงโดยสังเขป
(๔) การขอรับข้อมูลข่าวสารอันเป็นรายละเอียดตลอดจนค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
(๕) ระยะเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นเป็นหนังสือ
(๖) กำหนดเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียแจ้งความจำนงขอแถลงการณ์ด้วยวาจาประกอบการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย
ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายให้ผู้ยื่นคำขอทราบ และในกรณีที่ทราบที่อยู่ของผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ผู้นำเข้าหรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าว ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งเป็นหนังสือให้บุคคลเหล่านั้นทราบประกาศนั้นด้วย
มาตรา ๔๐ เมื่อได้ดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายเสร็จแล้วให้กรมการค้าต่างประเทศสรุปผลการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
มาตรการชั่วคราว
มาตรา ๔๑ ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยเบื้องต้นว่ามีการทุ่มตลาดและมีความเสียหาย ถ้าขณะนั้นปรากฏว่ามีความจำเป็นต้องป้องกันความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน คณะกรรมการอาจใช้มาตรการชั่วคราวโดยประกาศเรียกเก็บอากรชั่วคราวหรือหลักประกันการชำระอากรชั่วคราวดังกล่าวได้
อากรชั่วคราวที่เรียกเก็บตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่สูงกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดที่ประเมินขณะที่มีคำวินิจฉัยเบื้องต้น
ในกรณีมีการใช้มาตรการชั่วคราว ให้นำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การเรียกเก็บอากรชั่วคราวเสมือนอากรดังกล่าวเป็นอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น และอากรชั่วคราวที่เก็บได้รวมทั้งเงินที่บังคับจากหลักประกันการชำระอากรนั้นให้เก็บรักษาไว้เพื่อปฏิบัติตามมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ จนกว่าจะสิ้นเหตุที่จะต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว
มาตรา ๔๒ มาตรการชั่วคราวจะนำมาใช้ก่อนหกสิบวันนับแต่วันประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายไม่ได้
มาตรการชั่วคราวต้องใช้ตามระยะเวลาที่จำเป็นและตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) กรณีปกติจะกำหนดให้เก็บเกินสี่เดือนไม่ได้
(๒) ถ้ามีคำขอของผู้ส่งออกจากต่างประเทศที่มีสัดส่วนมากพอสมควร คณะกรรมการจะประกาศขยายเวลาเก็บอากรชั่วคราวเกินกว่าสี่เดือนแต่ไม่เกินหกเดือนก็ได้
(๓) ในกรณีมีการพิจารณาประเด็นว่าถ้าเรียกเก็บอากรต่ำกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดจะเพียงพอต่อการขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ คณะกรรมการจะประกาศขยายเวลาการเก็บอากรชั่วคราวกรณีตาม (๑) เกินกว่าสี่เดือนแต่ไม่เกินหกเดือนหรือกรณีตาม (๒) เกินกว่าหกเดือนแต่ไม่เกินเก้าเดือนก็ได้
ความตกลงเพื่อระงับการทุ่มตลาด
มาตรา ๔๓ การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดอาจยุติลงสำหรับผู้ส่งออกจากต่างประเทศรายหนึ่งรายใดโดยไม่มีการใช้มาตรการชั่วคราว หรือไม่เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ถ้าสามารถทำความตกลงกันได้ระหว่างผู้ส่งออกรายนั้นกับกรมการค้าต่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาหรือระงับการส่งออกสินค้าในราคาทุ่มตลาด
กรมการค้าต่างประเทศจะทำความตกลงได้ต่อเมื่อกรณีเป็นที่พอใจว่าความตกลงนั้นจะขจัดผลเสียหายจากการทุ่มตลาดได้ แต่ความตกลงดังกล่าวจะกำหนดให้มีการเพิ่มราคาสูงกว่าที่จำเป็นเพื่อขจัดส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดไม่ได้
ความตกลงจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว
มาตรา ๔๔ การทำความตกลงจะกระทำได้ภายหลังที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว
ความตกลงนั้น ผู้ส่งออกจากต่างประเทศจะเป็นฝ่ายเสนอหรือกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นฝ่ายเสนอก็ได้
กรมการค้าต่างประเทศจะไม่ยอมรับข้อเสนอทำความตกลงของผู้ส่งออกจากต่างประเทศเพราะเหตุผลในทางนโยบายหรือเหตุผลใด ๆ ก็ได้ และถ้าเป็นกรณีที่สามารถแจ้งเหตุผลให้ได้ ก็ให้แจ้งให้ผู้ส่งออกจากต่างประเทศทราบด้วย
มาตรา ๔๕ การที่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศผู้ใดไม่เสนอทำความตกลงหรือไม่ยอมรับข้อเสนอทำความตกลงของกรมการค้าต่างประเทศ จะต้องไม่นำเหตุนั้นมาพิจารณาไปในทางเสียประโยชน์ต่อผู้นั้น
มาตรา ๔๖ ผู้ส่งออกจากต่างประเทศที่ทำความตกลงกับกรมการค้าต่างประเทศต้องให้ข้อมูลข่าวสารตามระยะเวลาที่กำหนด และต้องยอมให้กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบความเป็นจริงของข้อมูลข่าวสารนั้นได้ ถ้ามีการฝ่าฝืนความตกลงก็อาจใช้ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในการกำหนดมาตรการชั่วคราวและดำเนินกระบวนพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไปได้
มาตรา ๔๗ แม้ได้มีการทำความตกลงกันแล้ว คณะกรรมการจะดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไปก็ได้ ถ้าผู้ส่งออกจากต่างประเทศประสงค์เช่นนั้นในการทำความตกลง หรือเป็นกรณีที่ทำความตกลงกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศได้เพียงบางราย หรือเมื่อมีการฝ่าฝืนความตกลง หรือคณะกรรมการเห็นสมควรเพราะเหตุอื่น
ในกรณีตามวรรคหนึ่งเมื่อสิ้นสุดการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่า
(๑) ไม่มีการทุ่มตลาดหรือไม่มีความเสียหาย ก็ให้ยุติการดำเนินการตามความตกลงนั้น แต่ถ้าปรากฏในขณะนั้นว่ากรณีน่าจะมีการทุ่มตลาดหรือมีความเสียหายเกิดขึ้นถ้ามิได้มีการดำเนินการตามความตกลงนั้น คณะกรรมการจะวินิจฉัยให้ดำเนินการตามความตกลงนั้นต่อไปตามระยะเวลาที่สมควรก็ได้
(๒) มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหาย ก็ให้ดำเนินการตามความตกลงนั้นต่อไป
(๓) มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหายเนื่องจากมีการฝ่าฝืนความตกลง คณะกรรมการอาจวินิจฉัยให้เก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่ก่อนวันประกาศใช้บังคับมาตรการชั่วคราวไม่เกินเก้าสิบวันก็ได้ แต่จะใช้กับสินค้าทุ่มตลาดที่นำเข้าก่อนมีการฝ่าฝืนความตกลงนั้นไม่ได้
มาตรา ๔๘ ให้นำบทบัญญัติแห่งหมวด ๘ มาใช้บังคับกับความตกลงเพื่อระงับการทุ่มตลาดโดยอนุโลม
อากรตอบโต้การทุ่มตลาด
มาตรา ๔๙ ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าให้มีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นให้กำหนดได้เพียงเพื่อขจัดความเสียหายและจะเกินกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดมิได้
อากรตอบโต้การทุ่มตลาดต้องกำหนดให้เหมาะสมกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศแต่ละรายที่ทุ่มตลาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามความตกลงเพื่อระงับการทุ่มตลาดตามส่วนที่ ๕ ของหมวด ๕
ในกรณีที่มีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าใด ให้นำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับกับการเรียกเก็บอากรดังกล่าวเสมือนอากรนั้นเป็นอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น และอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่เก็บได้ให้เก็บรักษาไว้เพื่อปฏิบัติตามมาตรา ๕๙ จนกว่าจะสิ้นเหตุที่จะต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว
มาตรา ๔๙/๑[๑๔] ในกรณีที่ผู้นำเข้าไม่ชำระอากรหรือชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาดไม่ครบถ้วนหรือค้างชำระค่าอากรดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของกรมศุลกากรในการเรียกเก็บอากร เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ การกักของ การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน การขายทอดตลาด และการดำเนินการเกี่ยวกับของตกค้าง รวมทั้งการลดเงินเพิ่ม งดหรือลดเบี้ยปรับ ทุเลาการชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาด เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ
ในกรณีที่ผู้นำเข้าไม่เห็นด้วยกับการประเมินอากร เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ การลดเงินเพิ่ม และงดหรือลดเบี้ยปรับ ของกรมศุลกากรตามวรรคหนึ่ง ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ให้นำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองโดยอนุโลม
บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัลตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรไม่นำมาใช้กับการเก็บอากร เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับที่จัดเก็บได้จากอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามมาตรานี้
มาตรา ๔๙/๒[๑๕] ผู้นำเข้าอาจยื่นคำขอคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต่อกรมศุลกากรได้หากภายหลังปรากฏว่ามีการส่งสินค้าที่ได้ชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาดกลับออกไปนอกราชอาณาจักรและให้เป็นอำนาจของกรมศุลกากรในการพิจารณาคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ บทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง และบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเปรียบเทียบ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๕๐[๑๖] ในกรณีที่หาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามมาตรา ๑๘ วรรคสาม อากรตอบโต้การทุ่มตลาดให้กำหนดให้เหมาะสมกับผู้ได้รับการสุ่มเป็นตัวอย่างแต่ละราย
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการสุ่มเป็นตัวอย่าง ให้กำหนดอัตราไว้ไม่เกินอัตราถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด แต่ถ้าผู้ที่ไม่ได้รับการสุ่มตัวอย่างรายใดได้ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนโดยครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ให้คณะกรรมการกำหนดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดให้เหมาะสมสำหรับผู้นั้น เว้นแต่การกำหนดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับแต่ละรายจะเป็นภาระเกินสมควรและอาจทำให้การไต่สวนไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ เนื่องจากมีผู้ได้ให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จะกำหนดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดไม่เกินอัตราถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักดังกล่าวก็ได้
มาตรา ๕๑ ในกรณีที่มีความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๑) หรือมีความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๒) ซึ่งถ้ามิได้มีการใช้มาตรการชั่วคราวมาก่อนน่าจะทำให้เกิดความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๑) ได้ คณะกรรมการจะกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่มีการใช้มาตรการชั่วคราวก็ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
ถ้าอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่คณะกรรมการกำหนดตามวรรคหนึ่งมีอัตราสูงกว่าอากรชั่วคราวส่วนต่างที่เกิดขึ้นนั้นจะเรียกเก็บมิได้ แต่ถ้าอากรตอบโต้การทุ่มตลาดมีอัตราต่ำกว่าอากรชั่วคราวก็ให้คืนผลต่างของอากรส่วนที่เกินให้ด้วย
มาตรา ๕๒ ในกรณีที่มีความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๒) หรือ (๓) คณะกรรมการอาจกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดได้ตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่ามีความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๒) และ (๓) แล้วแต่กรณี และอากรที่เรียกเก็บหรือหลักประกันต่าง ๆ ที่ได้บังคับใช้ตามมาตรการชั่วคราวให้คืนโดยไม่ชักช้า
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการทุ่มตลาดหรือไม่มีความเสียหาย บรรดาอากรชั่วคราวที่เรียกเก็บหรือหลักประกันที่ให้ไว้ตามมาตรการชั่วคราวให้คืนโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๕๓ ในกรณีที่มีการใช้มาตรการตามมาตรา ๓๑ คณะกรรมการอาจกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหลังจากวันประกาศไต่สวนแต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวันก่อนวันที่ใช้มาตรการชั่วคราวก็ได้ ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปนี้
(๑) เคยมีการทุ่มตลาดสินค้ารายนั้นและมีความเสียหายหรือผู้นำเข้าได้รู้หรือควรได้รู้ว่าผู้ส่งออกจากต่างประเทศได้ทุ่มตลาดและอาจมีความเสียหาย และ
(๒) ความเสียหายได้เกิดขึ้นจากการเร่งนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดเป็นจำนวนมากภายในเวลาอันสั้น ซึ่งจากช่วงเวลา ปริมาณการนำเข้าและพฤติการณ์อื่นที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่าจะบั่นทอนผลการใช้บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นอย่างมาก หากไม่กำหนดให้มีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดก่อนวันที่ใช้มาตรการชั่วคราว
ก่อนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามวรรคหนึ่ง ต้องให้ผู้นำเข้าได้มีโอกาสเสนอความเห็นด้วย
ระยะเวลาการไต่สวน
มาตรา ๕๔ การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดจนถึงการดำเนินการให้มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าให้มีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการทุ่มตลาดและไม่มีความเสียหาย ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศไต่สวน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ให้ขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน
ระยะเวลาตอบโต้การทุ่มตลาดและการทบทวน
มาตรา ๕๕ อากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามหมวด ๖ ให้นำมาใช้ได้ตลอดเวลาที่มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหาย
มาตรา ๕๖ การทบทวนความจำเป็นในการใช้บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไป ให้กระทำได้เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรหรือเมื่อมีคำขอจากผู้มีส่วนได้เสียหลังจากได้ใช้บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี โดยในคำขอดังกล่าวผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนเพื่อยุติการเรียกเก็บหรือเปลี่ยนแปลงอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดได้ แต่ต้องเสนอพยานหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับปัญหาการทุ่มตลาดหรือความเสียหายที่สมควรให้มีการทบทวนการใช้บังคับอากรดังกล่าวในระหว่างนั้น
การพิจารณาการทบทวนจะต้องพิจารณาโดยรวดเร็ว และจะต้องเสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศให้มีการทบทวน
การพิจารณาทบทวนไม่กระทบถึงการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในระหว่างนั้น
มาตรา ๕๗[๑๗] อากรตอบโต้การทุ่มตลาดให้เรียกเก็บได้เป็นระยะเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันเริ่มใช้บังคับหรือนับแต่วันที่ผลการทบทวนครั้งสุดท้ายซึ่งมีการพิจารณาทบทวนทั้งปัญหาการทุ่มตลาดและปัญหาความเสียหายใช้บังคับ เว้นแต่เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรให้ทบทวนหรือเมื่อบุคคลหรือคณะบุคคลมีคำขอในนามของอุตสาหกรรมภายในให้ทบทวนภายในเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด และคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าการยุติการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจะทำให้มีการทุ่มตลาดและความเสียหายต่อไปหรือฟื้นคืนมาอีก ทั้งนี้ การพิจารณาทบทวนจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศให้มีการทบทวน
การพิจารณาทบทวนไม่กระทบถึงการเรียกเก็บอากรในระหว่างระยะเวลาที่อากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามวรรคหนึ่งยังมีผลใช้บังคับ แต่หากการพิจารณาทบทวนไม่แล้วเสร็จหลังพ้นกำหนดระยะเวลาที่อากรตอบโต้การทุ่มตลาดมีผลใช้บังคับ ให้คณะกรรมการเรียกหลักประกันการชำระอากรในระหว่างนั้นจนกว่าผลการพิจารณาทบทวนจะใช้บังคับ
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าการยุติการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจะทำให้มีการทุ่มตลาดและความเสียหายต่อไปหรือฟื้นคืนมาอีก ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่วันที่มีการเรียกหลักประกันการชำระอากรตามวรรคสอง
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยให้ยุติการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด บรรดาหลักประกันการชำระอากรที่ให้ไว้ในระหว่างการทบทวน ให้คืนโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๕๘[๑๘] ผู้ส่งออกจากต่างประเทศหรือผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศรายใดซึ่งมิได้ส่งสินค้าทุ่มตลาดเข้ามาในช่วงระยะเวลาที่นำข้อมูลมาใช้เพื่อการไต่สวนการทุ่มตลาดแต่ได้ส่งสินค้าทุ่มตลาดเข้ามาหลังช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาจขอให้ทบทวนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับตนเป็นการเฉพาะรายได้ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศหรือผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศรายอื่นซึ่งอยู่ในบังคับถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าว
ให้ถือว่าผู้ขอทบทวนมีความเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศหรือผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศรายอื่นตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถควบคุมอีกฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายถูกควบคุมโดยบุคคลที่สาม หรือทั้งสองฝ่ายร่วมกันควบคุมบุคคลที่สาม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการนี้ ให้ถือว่าฝ่ายหนึ่งควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้ ถ้าฝ่ายแรกอยู่ในฐานะทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติที่จะยับยั้งหรือสั่งการฝ่ายหลังได้
ในระหว่างการทบทวนตามวรรคหนึ่งจะเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดกับสินค้านำเข้าที่ส่งออกหรือผลิตจากผู้ขอทบทวนดังกล่าวไม่ได้ แต่คณะกรรมการอาจขอให้กรมศุลกากรเรียกหลักประกันอากรก็ได้ ในการนี้ ให้กรมศุลกากรมีอำนาจเรียกหลักประกันอากรตามจำนวนที่คณะกรรมการมีคำขอ
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่ามีการทุ่มตลาด ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดย้อนหลังไปนับแต่วันที่ประกาศให้มีการทบทวน แต่หากคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าไม่มีการทุ่มตลาด ให้คืนหลักประกันอากรที่เรียกไว้โดยไม่ชักช้า
การพิจารณาทบทวนจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศให้มีการทบทวน
มาตรา ๕๙[๑๙] ผู้นำเข้าอาจขอคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในขณะหนึ่งขณะใดได้ ถ้าผู้นั้นพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด หรือส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดลดลงต่ำกว่าอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่ใช้บังคับ
การขอคืนอากรตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศภายในหกเดือนนับแต่วันชำระอากร
การพิจารณาคืนอากรต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการรับคำขอ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๖๐[๒๐] ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ ส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ ของหมวด ๕ และหมวด ๖ มาใช้บังคับแก่การทบทวนและการขอคืนอากรตามหมวดนี้โดยอนุโลม
การอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาล
มาตรา ๖๑ ผู้ใดไม่พอใจคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการตามมาตรา ๔๙ หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในการขอให้ทบทวนตามมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนั้น
การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการเรียกเก็บหรือคืนอากรตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะสั่งเป็นอย่างอื่น
การอุดหนุน
มาตรา ๖๒ ในหมวดนี้
รัฐบาล[๒๑] หมายความว่า รัฐบาลของประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออกซึ่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศไทย และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานของรัฐด้วย
วิสาหกิจ หมายความว่า วิสาหกิจหรืออุตสาหกรรม หรือกลุ่มวิสาหกิจ หรือกลุ่มอุตสาหกรรม
มาตรา ๖๓[๒๒] การอุดหนุนตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดเนื่องจากรัฐบาลกระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งหมายความรวมถึง
(ก) การกระทำใด ๆ เกี่ยวกับการโอนเงิน เช่น การให้เงิน การให้กู้ยืมเงิน การเข้าร่วมทุน หรือการกระทำใดเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถทางการเงิน หรือการลดภาระหนี้ เช่น การค้ำประกันเงินกู้
(ข) การทำให้รายได้ที่รัฐบาลพึงจะจัดเก็บได้ตามปกติต้องสูญเสียไป เช่น การให้เครดิตภาษีหรือการให้สิ่งจูงใจทางภาษีอากรอื่น แต่การให้สินค้าส่งออกได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรประเภทที่เรียกเก็บจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศหรือการคืนภาษีอากรดังกล่าวในจำนวนไม่เกินภาระภาษีอากรที่เกิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
(ค) การจัดหาสินค้าหรือบริการอื่นใดนอกจากสาธารณูปโภคทั่วไป หรือการซื้อสินค้า หรือ
(ง) การให้เงินผ่านกลไกสนับสนุนทางการเงิน หรือการมอบหมายหรือสั่งให้เอกชนดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม (ก) (ข) หรือ (ค) ซึ่งไม่แตกต่างจากการดำเนินการตามปกติที่รัฐบาลพึงดำเนินการเอง
(๒) ให้การสนับสนุนด้านรายได้หรือด้านราคาไม่ว่าในรูปแบบใดทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อเพิ่มการส่งออกสินค้าใดหรือลดการนำเข้าสินค้าใด
มาตรา ๖๓/๑[๒๓] การอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในเป็นการกระทำอันมิชอบที่อาจตอบโต้ได้
มาตรา ๖๔[๒๔] การอุดหนุนใดที่ให้แก่วิสาหกิจบางรายจะเป็นการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงหรือไม่ ให้พิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) การที่รัฐบาลให้การอุดหนุนแก่วิสาหกิจบางรายโดยชัดแจ้ง เป็นการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจง
(๒) การอุดหนุนที่มีกฎหมาย กฎ หรือระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการได้รับการอุดหนุนและจำนวนเงินอุดหนุนที่ใช้เป็นการทั่วไปและมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขนั้นอย่างเคร่งครัด ไม่เป็นการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจง ทั้งนี้ หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขดังกล่าวต้องไม่เอื้อประโยชน์แก่วิสาหกิจบางรายมากกว่าวิสาหกิจรายอื่น และต้องสอดคล้องกับเหตุผลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การกำหนดจำนวนลูกจ้างหรือขนาดของวิสาหกิจ
(๓) ในกรณีที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตาม (๑) และ (๒) หากคณะกรรมการมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงโดยพฤตินัย คณะกรรมการอาจนำปัจจัยอื่นดังต่อไปนี้มาพิจารณาประกอบด้วย (ก) การจำกัดจำนวนวิสาหกิจที่จะได้รับการอุดหนุน (ข) การให้วิสาหกิจบางรายได้รับหรือได้ใช้ประโยชน์จากการอุดหนุนมากกว่าวิสาหกิจรายอื่น (ค) จำนวนเงินอุดหนุนที่ให้แก่วิสาหกิจบางรายมีสัดส่วนที่มากกว่าที่ให้แก่วิสาหกิจรายอื่น และ (ง) การมีดุลพินิจที่จะเลือกให้การอุดหนุน ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องและระยะเวลาที่มีโครงการอุดหนุนดังกล่าวด้วย
การอุดหนุนที่ให้แก่วิสาหกิจบางรายที่ตั้งอยู่ในบางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เป็นการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจง แต่หากการอุดหนุนนั้นเป็นการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอากรที่มีหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่ถือว่าเป็นการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจง
การอุดหนุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงและมิให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับ
(๑) การอุดหนุนที่มีเงื่อนไขเพื่อการส่งออกไม่ว่าโดยนิตินัยหรือโดยพฤตินัย และให้รวมถึงการอุดหนุนตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ การอุดหนุนที่มีเงื่อนไขเพื่อการส่งออกโดยพฤตินัย ได้แก่ การอุดหนุนที่มีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับการส่งออกหรือรายได้จากการส่งออก ทั้งที่เกิดขึ้นจริงหรือที่คาดการณ์ไว้
(๒) การอุดหนุนที่มีเงื่อนไขเพื่อให้มีการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศแหล่งกำเนิดมากกว่าสินค้านำเข้า
การพิจารณาว่ามีการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรานี้ต้องมีพยานหลักฐานโดยตรงสนับสนุน
มาตรา ๖๕[๒๕] (ยกเลิก)
มาตรา ๖๖[๒๖] (ยกเลิก)
มาตรา ๖๗[๒๗] (ยกเลิก)
มาตรา ๖๘ อากรตอบโต้การอุดหนุนให้คำนวณจากประโยชน์ที่ได้รับในช่วงระยะเวลาที่นำข้อมูลมาใช้เพื่อการไต่สวนการอุดหนุน โดยกำหนดเป็นอัตราต่อหน่วยของสินค้าของผู้ที่ได้รับการอุดหนุนแต่ละราย[๒๘]
ถ้าผู้รับการอุดหนุนมีภาระหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนใดให้แก่รัฐบาลที่ให้การอุดหนุน ผู้รับการอุดหนุนจะขอให้หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวออกก็ได้ แต่ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นของผู้รับการอุดหนุน
อากรตอบโต้การอุดหนุนนั้นให้กำหนดเพียงเพื่อขจัดความเสียหาย และจะเกินกว่าประโยชน์ที่ผู้รับการอุดหนุนได้รับมิได้
มาตรา ๖๙ การคำนวณหาประโยชน์ที่ได้รับตามมาตรา ๖๓ ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(๑) การที่รัฐบาลเข้าร่วมทุนไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่การลงทุนนั้นไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติตามปกติของภาคเอกชนในประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออก
(๒) การที่รัฐบาลให้กู้ยืมเงินไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่มีส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้กู้ต้องชำระและประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นตัวเงินได้อันเนื่องมาจากการกู้ยืมจากรัฐบาลกับการกู้ยืมทางพาณิชย์ที่เปรียบเทียบกันได้ในตลาด ในกรณีนี้ประโยชน์ที่ได้รับคือส่วนต่างของจำนวนดังกล่าว
(๓) การที่รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่มีส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้ได้รับการค้ำประกันต้องชำระและประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นตัวเงินได้ระหว่างการค้ำประกันโดยรัฐบาลกับการค้ำประกันโดยเอกชนในทางพาณิชย์และให้นำความใน (๒) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๔) การที่รัฐบาลให้สินค้าหรือบริการหรือการซื้อสินค้าไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่เป็นการให้โดยได้รับค่าตอบแทนที่น้อยกว่าอัตราที่สมควรหรือการซื้อสินค้าที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าอัตราที่สมควร ซึ่งอัตราที่สมควรให้พิจารณาจากสภาพทางการตลาดที่เป็นอยู่ในประเทศที่รัฐบาลให้สินค้าหรือบริการหรือที่ซื้อสินค้านั้น[๒๙]
การคำนวณประโยชน์ที่ได้รับ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงดังกล่าวจะกำหนดให้กรณีหนึ่งกรณีใดเป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดก็ได้
มาตรา ๗๐ การพิจารณากำหนดอากรตอบโต้การอุดหนุน ให้นำบทบัญญัติหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ หมวด ๕ หมวด ๖ หมวด ๗ หมวด ๘ และหมวด ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) บทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๒ (๒) และ (๓) มิให้ใช้บังคับในการใช้มาตรการชั่วคราว
(๒) ความตกลงเพื่อระงับการอุดหนุนระหว่างผู้ส่งออกกับกรมการค้าต่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้ส่งออกด้วย
มาตรา ๗๐/๑[๓๐] ในกรณีที่ผู้นำเข้าไม่ชำระอากรหรือชำระอากรตอบโต้การอุดหนุนไม่ครบถ้วนหรือค้างชำระค่าอากรดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของกรมศุลกากรในการเรียกเก็บอากร เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ การกักของ การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน การขายทอดตลาด และการดำเนินการเกี่ยวกับของตกค้าง รวมทั้งการลดเงินเพิ่ม งดหรือลดเบี้ยปรับ ทุเลาการชำระอากรตอบโต้การอุดหนุน เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ
ในกรณีที่ผู้นำเข้าไม่เห็นด้วยกับการประเมินอากร เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ การลดเงินเพิ่ม และงดหรือลดเบี้ยปรับ ของกรมศุลกากรตามวรรคหนึ่ง ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ให้นำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองโดยอนุโลม
บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัลตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรไม่นำมาใช้กับการเก็บอากร เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับที่จัดเก็บได้จากอากรตอบโต้การอุดหนุนตามมาตรานี้
มาตรา ๗๐/๒[๓๑] ผู้นำเข้าอาจยื่นคำขอคืนอากรตอบโต้การอุดหนุนต่อกรมศุลกากรได้หากภายหลังปรากฏว่ามีการส่งสินค้าที่ได้ชำระอากรตอบโต้การอุดหนุนกลับออกไปนอกราชอาณาจักรและให้เป็นอำนาจของกรมศุลกากรในการพิจารณาคืนอากรตอบโต้การอุดหนุน ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ บทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง และบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเปรียบเทียบ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๑[๓๒] เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอจากผู้ยื่นคำขอในนามของอุตสาหกรรมภายในหรือกรมการค้าต่างประเทศให้พิจารณาตอบโต้การอุดหนุน ก่อนที่จะเปิดการไต่สวน ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้รัฐบาลของประเทศซึ่งสินค้าดังกล่าวถูกพิจารณาว่าได้มีการอุดหนุนทราบและขอให้รัฐบาลของประเทศนั้นมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับการอุดหนุนและความเสียหายของอุตสาหกรรมภายในตามคำขอ
การปรึกษาหารือจะดำเนินการในขั้นตอนใดระหว่างการพิจารณาตอบโต้การอุดหนุนก็ได้ และกรมการค้าต่างประเทศต้องให้โอกาสตามควรในการปรึกษาหารือนั้น แต่การปรึกษาหารือไม่เป็นเหตุกระทบการดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณาตอบโต้การอุดหนุน
ในการปรึกษาหารือกรมการค้าต่างประเทศต้องให้โอกาสประเทศซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณาได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการพิจารณา เว้นแต่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดโดยสาระและเนื้อหา หรือผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นขอให้ปกปิด
การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน[๓๓]
มาตรา ๗๑/๑[๓๔] ในหมวดนี้
มาตรการตอบโต้ หมายความว่า มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน
ผู้ประกอบสินค้า หมายความว่า
(๑) ผู้ที่นำสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ซึ่งยังทำไม่สำเร็จที่ผลิตจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้มาทำให้สำเร็จในประเทศไทยหรือในประเทศอื่น หรือ
(๒) ผู้ที่นำส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนของสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ที่ผลิตจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้มาประกอบเป็นสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ในประเทศไทยหรือในประเทศอื่น
มาตรา ๗๑/๒[๓๕] การขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนตามหมวดนี้ ให้ใช้กับการนำเข้าสินค้าที่มีการไต่สวนแล้วปรากฏว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้
มาตรา ๗๑/๓[๓๖] การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ตามมาตรา ๗๑/๒ ต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
(๑) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้าอันเกิดจากการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเหตุอันควรหรือเหตุผลทางเศรษฐกิจสนับสนุนอย่างเพียงพอ แต่เป็นไปเพื่อมิให้อยู่ภายใต้บังคับการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนหรือเพื่อมิให้อยู่ภายใต้บังคับอัตราอากรตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
(๒) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้าตาม (๑) มีผลเป็นการบั่นทอนผลการใช้บังคับมาตรการตอบโต้ในด้านของราคาหรือปริมาณ และ
(๓) หลักฐานการทุ่มตลาดโดยเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติของสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่คำนวณขึ้นก่อนหน้ากับราคาส่งออกของสินค้าที่ถูกพิจารณาหรือราคาขายของสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของผู้ผลิตในต่างประเทศ ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ หรือผู้ประกอบสินค้า ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาด้วย หรือหลักฐานการได้รับการอุดหนุน
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาเหตุอันควรหรือเหตุผลทางเศรษฐกิจ การบั่นทอนผลการใช้บังคับมาตรการตอบโต้ในด้านของราคาหรือปริมาณ และหลักฐานการทุ่มตลาดหรือการได้รับการอุดหนุน ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๗๑/๔[๓๗] การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการดำเนินธุรกิจตามมาตรา ๗๑/๓ (๑) ได้แก่
(๑) การแก้ไขดัดแปลงสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้เพียงเล็กน้อยโดยไม่มีผลต่อลักษณะหรือคุณสมบัติที่สำคัญของสินค้านั้น ไม่ว่าการแก้ไขดัดแปลงสินค้าดังกล่าวจะทำในประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้หรือในประเทศอื่น
(๒) การส่งออกสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้จากประเทศที่ถูกใช้มาตรการดังกล่าวมาประเทศไทยโดยผ่านประเทศอื่น
(๓) การส่งออกสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้จากประเทศที่ถูกใช้มาตรการดังกล่าวมาประเทศไทยโดยผ่านผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกรายที่ไม่ถูกเรียกเก็บหรือรายที่ถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราที่สินค้านั้นถูกเรียกเก็บ
(๔) การนำสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ซึ่งยังทำไม่สำเร็จที่ผลิตจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้มาทำให้สำเร็จ หรือการนำส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนของสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ที่ผลิตจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้มาประกอบเป็นสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ในประเทศไทยหรือในประเทศอื่น โดยให้พิจารณาดังต่อไปนี้
(ก) การทำให้สำเร็จหรือการประกอบเป็นสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ได้เริ่มดำเนินการหรือมีการดำเนินการที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน และ
(ข) สินค้าที่ถูกทำให้สำเร็จหรือประกอบเป็นสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มหรือมูลค่าส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนดังนี้
๑) ในกรณีสินค้าที่ถูกทำให้สำเร็จมีมูลค่าเพิ่มของสินค้านั้นน้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของต้นทุนการผลิต หรือ
๒) ในกรณีส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนของสินค้าที่ผลิตจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละหกสิบของมูลค่าส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนทั้งหมดของสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ เว้นแต่สินค้าที่ประกอบขึ้นจากส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของต้นทุนการผลิต
๓) การคำนวณมูลค่าเพิ่มตาม ๑) และ ๒) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
(๕) การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการดำเนินธุรกิจอื่นใด ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๗๑/๕[๓๘] ให้เริ่มดำเนินกระบวนการพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้เมื่อมีคำขอของกรมการค้าต่างประเทศหรือของบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา ๗๑/๖
การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้หลังจากคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุด ให้มีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน
มาตรา ๗๑/๖[๓๙] บุคคลหรือคณะบุคคลอาจยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศในนามของผู้ผลิตในประเทศซึ่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้
คำขอตามวรรคหนึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตในประเทศซึ่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ ในปริมาณไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้ทั้งหมดในประเทศ
การยื่นคำขอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
มาตรา ๗๑/๗[๔๐] ถ้าคำขอตามมาตรา ๗๑/๖ มีรายละเอียดหรือหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการให้ครบถ้วนหรือถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด
เมื่อคำขอมีรายละเอียดและพยานหลักฐานครบถ้วนและถูกต้องแล้ว ให้กรมการค้าต่างประเทศเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
มาตรา ๗๑/๘[๔๑] ผู้ยื่นคำขอตามมาตรา ๗๑/๖ อาจถอนคำขอได้ แต่ถ้าได้มีการประกาศไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ตามมาตรา ๗๑/๑๐ แล้ว คณะกรรมการจะยุติการพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้หรือดำเนินการพิจารณาต่อไปก็ได้
มาตรา ๗๑/๙[๔๒] ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยไม่ชักช้า
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอนั้นไม่มีมูลเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๗๑/๑๐[๔๓] ในการพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ เริ่มต้นโดยการออกประกาศไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ในราชกิจจานุเบกษา และลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันหรือเผยแพร่โดยวิธีการอื่นใดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อให้สาธารณชนรับรู้ ตามที่เห็นสมควร
ประกาศไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ต้องมีรายการตามที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งประกาศไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ให้ผู้ยื่นคำขอ ผู้ผลิตในต่างประเทศ ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ หรือผู้ประกอบสินค้า ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ และรัฐบาลของประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้องทราบ และในกรณีที่ทราบที่อยู่ของผู้นำเข้าที่เกี่ยวข้องหรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าว ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งเป็นหนังสือให้บุคคลเหล่านั้นทราบประกาศนั้นด้วย
มาตรา ๗๑/๑๑[๔๔] การเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นรวมทั้งสิทธิการดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียและผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๗๑/๑๒[๔๕] ให้นำมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๐ มาใช้บังคับแก่การไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้โดยอนุโลม
มาตรา ๗๑/๑๓[๔๖] ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ ให้ขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนกับการนำเข้าสินค้าที่หลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ในอัตราไม่เกินอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บกับสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้จากประเทศผู้ส่งออกนั้น
ในการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนตามวรรคหนึ่ง ให้เริ่มตั้งแต่วันที่มีการจัดทำทะเบียนการนำเข้าสินค้า ในการนี้ ให้กรมศุลกากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรดังกล่าวตามที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัย
การขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนตามวรรคหนึ่ง ให้เปลี่ยนแปลงหรือยุติตามการเรียกเก็บอากรของสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้
มาตรา ๗๑/๑๔[๔๗] ในกรณีที่มีการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน หากผู้นำเข้าไม่ชำระอากรหรือชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนไม่ครบถ้วน
หรือค้างชำระค่าอากรดังกล่าว ให้นำมาตรา ๔๙/๑ หรือมาตรา ๗๐/๑ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๑/๑๕[๔๘] ในกรณีที่มีการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนผู้นำเข้าอาจยื่นคำขอคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนต่อกรมศุลกากรได้ หากภายหลังปรากฏว่ามีการส่งสินค้าที่ได้ชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ให้นำมาตรา ๔๙/๒ หรือมาตรา ๗๐/๒ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๑/๑๖[๔๙] การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้จนถึงการดำเนินการให้มีคำวินิจฉัยว่าให้ขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน หรือมีคำวินิจฉัยว่าไม่มีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าเดือนนับแต่วันประกาศไต่สวน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นให้ขยายได้อีกไม่เกินสามเดือน
มาตรา ๗๑/๑๗[๕๐] เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควร หรือเมื่อมีคำขอจากผู้มีส่วนได้เสียหลังจากที่ได้มีการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี คณะกรรมการอาจพิจารณาทบทวนเพื่อยุติการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนได้
การพิจารณาทบทวนจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศให้มีการทบทวน
การพิจารณาทบทวนไม่กระทบถึงการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนในระหว่างนั้น
มาตรา ๗๑/๑๘[๕๑] ผู้นำเข้าอาจขอคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรืออากรตอบโต้การอุดหนุนที่ถูกเรียกเก็บจากการขยายการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน ในขณะหนึ่งขณะใดได้ถ้าผู้นั้นพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ตามมาตรา ๗๑/๓
การขอคืนอากรตามวรรคหนึ่งต้องยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศภายในหกเดือนนับแต่วันชำระอากรดังกล่าว
การพิจารณาคืนอากรจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการรับคำขอดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๗๑/๑๙[๕๒] ให้นำมาตรา ๗๑/๓ มาตรา ๗๑/๔ มาตรา ๗๑/๖ วรรคสาม มาตรา ๗๑/๗ มาตรา ๗๑/๘ มาตรา ๗๑/๙ มาตรา ๗๑/๑๐ มาตรา ๗๑/๑๑ และมาตรา ๗๑/๑๒ มาใช้บังคับแก่การทบทวนและการขอคืนอากร ตามมาตรา ๗๑/๑๗ และมาตรา ๗๑/๑๘ โดยอนุโลม
มาตรา ๗๑/๒๐[๕๓] ผู้ใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามมาตรา ๗๑/๑๓ หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในการขอให้ทบทวนตามมาตรา ๗๑/๑๗ และมาตรา ๗๑/๑๘ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนั้น และให้นำมาตรา ๖๑ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
คณะกรรมการ
มาตรา ๗๒ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ* ผู้ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมอบหมายหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
ให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นเลขานุการและแต่งตั้งข้าราชการของกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการ
การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ การบัญชี นิติศาสตร์ การเกษตร และการอุตสาหกรรม สาขาละหนึ่งคน
มาตรา ๗๓ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑)[๕๔] พิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน และพิจารณาตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) ให้ความเห็นชอบในการทำความตกลงเพื่อระงับการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน
(๓) ให้คำแนะนำในการออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๗๔ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี
ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบสองปีให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดโดยวิธีจับสลาก และให้ถือว่าการออกจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยวิธีจับสลากเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่[๕๕]
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้[๕๖]
มาตรา ๗๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
(๔) ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) เป็นบุคคลล้มละลาย
มาตรา ๗๖[๕๗] ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนโดยเร็ว และให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งแทนดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนแทน เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระนั้นเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการแต่งตั้งก็ได้
ในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ ต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่ไม่น้อยกว่าสามคน
มาตรา ๗๗ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ในการประชุม ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุมด้วย แต่กรรมการคนใดจะขอให้รวมความเห็นแย้งของตนไว้ในคำวินิจฉัยก็ได้
กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาด ห้ามมิให้กรรมการผู้นั้นเข้าร่วมการประชุมในเรื่องนั้น[๕๘]
มาตรา ๗๘ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๗๙ บรรดาการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่ค้างพิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ดำเนินการต่อไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษซึ่งสินค้านำเข้าเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. ๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ จนกว่าจะเสร็จสิ้น
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันการทุ่มตลาด พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวบางประการไม่เหมาะสมกับการขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ ไม่มีหลักการเรื่องการตอบโต้การอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้ามายังประเทศไทย และไม่สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน สมควรบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ให้มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศและให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
*พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕[๕๙]
附則
มาตรา ๑๗ ในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้แก้ไขคำว่า อธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ เป็น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่ และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒[๖๐]
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๒๗ เมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นครั้งแรกหลังจากที่พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และกรรมการดังกล่าวดำรงตำแหน่งครบสองปี ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดโดยวิธีจับสลาก และให้ถือว่าการออกจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยวิธีการจับสลากเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
มาตรา ๒๘ มิให้นำมาตรา ๔๙/๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗๐/๑ วรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ และมาตรา ๔๙/๒ และมาตรา ๗๐/๒ แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่การนำเข้าที่ได้นำเข้ามาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๙ บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นคำขอตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และให้การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอนั้น ๆ อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่คำขอตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๕๖ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และผู้ยื่นคำขอยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดและพยานหลักฐานเกี่ยวกับคำขอให้ครบถ้วนและถูกต้องตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๓๐ บรรดากฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีกฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๓๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น แต่พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่มีการบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ จึงไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่จะคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับความเสียหายจากการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนได้ ประกอบกับพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังมีบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการทุ่มตลาดและการอุดหนุนบางประการที่ยังไม่ครอบคลุมขั้นตอนในทางปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น เพื่อให้การใช้บังคับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์แก่การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พิมพ์มาดา/เพิ่มเติม
๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒
นุสรา/ตรวจ
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๒๒ ก/หน้า ๕๙/๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒
[๒] มาตรา ๔ นิยามคำว่า สินค้าที่ถูกพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓] มาตรา ๔ นิยามคำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔] มาตรา ๔ นิยามคำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย (๒/๑) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕] มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๖] หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๗ ถึง มาตรา ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๗] มาตรา ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๘] มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๙] มาตรา ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๐] มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๑] มาตรา ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๒] มาตรา ๓๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๓] มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๔] มาตรา ๔๙/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๕] มาตรา ๔๙/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๖] มาตรา ๕๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๗] มาตรา ๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๘] มาตรา ๕๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๑๙] มาตรา ๕๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๐] มาตรา ๖๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๑] มาตรา ๖๒ นิยามคำว่า รัฐบาล แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๒] มาตรา ๖๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๓] มาตรา ๖๓/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๔] มาตรา ๖๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๕] มาตรา ๖๕ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๖] มาตรา ๖๖ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๗] มาตรา ๖๗ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๘] มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๒๙] มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๐] มาตรา ๗๐/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๑] มาตรา ๗๐/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๒] มาตรา ๗๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๓] หมวด ๑๐/๑ การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน มาตรา ๗๑/๑ ถึง มาตรา ๗๑/๒๐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๔] มาตรา ๗๑/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๕] มาตรา ๗๑/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๖] มาตรา ๗๑/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๗] มาตรา ๗๑/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๘] มาตรา ๗๑/๕ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓๙] มาตรา ๗๑/๖ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๐] มาตรา ๗๑/๗ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๑] มาตรา ๗๑/๘ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๒] มาตรา ๗๑/๙ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๓] มาตรา ๗๑/๑๐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๔] มาตรา ๗๑/๑๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๕] มาตรา ๗๑/๑๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๖] มาตรา ๗๑/๑๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๗] มาตรา ๗๑/๑๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๘] มาตรา ๗๑/๑๕ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔๙] มาตรา ๗๑/๑๖ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๐] มาตรา ๗๑/๑๗ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๑] มาตรา ๗๑/๑๘ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๒] มาตรา ๗๑/๑๙ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๓] มาตรา ๗๑/๒๐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๔] มาตรา ๗๓ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๕] มาตรา ๗๔ วรรคสาม เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๖] มาตรา ๗๔ วรรคสี่ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๗] มาตรา ๗๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๘] มาตรา ๗๗ วรรคสี่ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๕๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๕
[๖๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖/ตอนที่ ๖๗ ก/หน้า ๑๐๘/๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).