มาตรา ๒๐
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
พุทธศักราช ๒๔๗๘ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ (ฉบับที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๔๗๙ ได้บัญญัติขึ้นในสมัยที่ยังมิได้มีกฎหมายแบ่งส่วนราชการเป็นภาค
และในปัจจุบันนี้ตำแหน่งของพนักงานอัยการบางตำแหน่งได้เปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมแห่งการบริหารราชการ
ซึ่งเป็นเหตุให้มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่
นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติบางมาตราหมดความจำเป็นที่จะคงให้บัญญัติไว้ในขณะนี้ เช่น
บทบัญญัติเฉพาะกาล เป็นต้น จึงเป็นการสมควรที่จะปรับปรุงเสียใหม่
เพื่อให้พนักงานอัยการในส่วนราชการประจำภาคได้มีอำนาจดำเนินคดีภายในเขตภาค
และให้พนักงานอัยการได้มีอำนาจหน้าที่ตรงตามตำแหน่ง
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๐[๙]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากตำแหน่งผู้อำนวยการอัยการภาค ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำภาค
ได้ถูกยกเลิกโดยกฎหมายให้เลิกภาค
แต่ส่วนราชการประจำภาคแต่เดิมยังมีความจำเป็นในทางวิชาการเกี่ยวกับงานอัยการและงานที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้อำนวยการอัยการภาค มาเป็นผู้อำนวยการอัยการเขต
เพื่อทำหน้าที่พนักงานอัยการประจำเขต โดยได้เสนอพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่ออกเป็นเขต
เป็นส่วนหนึ่งแล้ว
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๒[๑๐]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากชื่อตำแหน่งของพนักงานอัยการผู้เป็นหัวหน้าส่วนราชการ กรม
อัยการส่วนกลางและประจำเขต ซึ่งเรียกว่า ผู้อำนวยการกอง
และ ผู้อำนวยการอัยการเขต ยังไม่เหมาะสม
จึงสมควรให้เรียกชื่อเสียใหม่ว่า อัยการพิเศษฝ่ายคดี
อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา อัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ
และ อัยการพิเศษประจำเขต โดยลำดับ
เพื่อให้ตรงตามสายงานและให้สอดคล้องกับคำที่เรียกตำแหน่งอื่นๆ ของพนักงานอัยการ
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๗[๑๑]