มาตรา 15
ข้าราชการตุลาการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่
ได้รับแต่งตั้ง ดังต่อไปนี้
(1) ประธานศาลฎีกาให้ได้รับเงินเดือนชั้น 9
(2) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และรองประธานศาลฎีกาให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น 8
(3) ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
และอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น 7
(4) ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลชั้นต้น รองอธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง
และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ
ในศาลอุทธรณ์ ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 6
*[3]
`(5)
รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ได้รับ
เงินเดือนชั้น 5-6'
(6) ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 3-4
(7) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดและผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 2-3
(8) ผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้ได้รับเงินเดือนชั้น1
สำหรับข้าราชการตุลาการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อ
เทียบกับตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้น
ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการได้เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนในชั้นสูงขึ้น
ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น
แต่ถ้าผู้นั้นได้รับ
เงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นของ
ชั้นที่เลื่อนขึ้น
ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่
มาตรา 16
ให้ประธานศาลฎีกาได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง
เดือนละสองหมื่นบาท
และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้รับเงินเพิ่มสำหรับ
ตำแหน่งเดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท
มาตรา 17
การบรรจุข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรง
ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีการ
สอบคัดเลือกตามความในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้
แต่ถ้าผู้ใด
(1) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.ต.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(2) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ
โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปีหรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี
ซึ่ง ก.ต. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนัก
อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้
ในมาตรา 27 (1) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(3) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต และสอบไล่ได้ชั้น
เกียรตินิยมตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 27 (1) (ค)
เป็นเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือ
(4) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศไทย
และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 27 (1) (ค)
เป็นเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
เมื่อ ก.ต. พิจารณาเห็นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 27 (2) ถึง
(12) และได้ทำการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมาย
แล้วเห็นสมควรที่จะให้
เข้ารับราชการ ก็ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้
ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และอัตราส่วน
ของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ตามที่ ก.ต. กำหนด
มาตรา 18
ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา
จะต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาและได้รับการอบรมจากกระทรวง
ยุติธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ผลของการอบรมเป็นที่พอใจของกระทรวง
ยุติธรรมว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ
และความประพฤติเหมาะสมที่จะ
เป็นผู้พิพากษา
ผู้ช่วยผู้พิพากษาผู้ใดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้วเป็นเวลาสองปี
และผลของการอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวใน
วรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
ในปีแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ให้รัฐมนตรีด้วย
ความเห็นชอบของ ก.ต. มีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
มาตรา 19
การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการ
นอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.ต.
โดยคำนึงถึง
ความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติ
การปฏิบัติราชการของ
บุคคลนั้น
เทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่จะได้รับแต่งตั้งนั้น ๆ
เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบ
บังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง
ก่อนเข้ารับหน้าที่ผู้พิพากษาครั้งแรก
ผู้พิพากษาต้องถวายสัตย์
ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ ก.ต. กำหนด
มาตรา 20
การเลื่อนชั้นและขั้นเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
ในชั้นหนึ่ง ๆ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อน ก.ต. เห็นชอบ
สำหรับการ
เลื่อนขั้นเงินเดือนโดยปกติให้เลื่อนปีละหนึ่งขั้นโดยคำนึงถึงความอุตสาหะ
และความสามารถในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติตามระเบียบวินัย
ตลอดจน
คุณภาพและปริมาณของผลงานที่ได้ปฏิบัติมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็น
ชอบของ ก.ต. ก่อน
มาตรา 21
การสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราว
มีกำหนดไม่เกินหกเดือนในตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่ง
ที่ผู้นั้นดำรงอยู่ ให้รัฐมนตรีสั่งได้และแจ้งให้ ก.ต. ทราบ
แต่ถ้าเกิน
หกเดือนต้องได้รับอนุมัติของ ก.ต. ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจ
สั่งให้ช่วยราชการตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา 22
เพื่อประโยชน์แก่ราชการศาลยุติธรรม ให้ข้าราชการ
ตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่คงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม
ต่อไปจนกว่าจะเข้ารับหน้าที่ในตำแหน่งใหม่
มาตรา 23
การโอนข้าราชการตุลาการไปเป็นข้าราชการธุรการ
ข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายอื่น
ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อข้าราชการ
ตุลาการผู้นั้นยินยอม และ ก.ต. เห็นชอบ
การให้ข้าราชการตุลาการไปทำงานในตำแหน่งข้าราชการธุรการ
หรือตำแหน่งการเมืองในกระทรวงยุติธรรม
ให้รัฐมนตรีสั่งได้เมื่อ ก.ต.
เห็นชอบ
ในระหว่างปฏิบัติงานเช่นว่านี้ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะทำการ
พิจารณาพิพากษาคดีมิได้
มาตรา 24
การโอนข้าราชการธุรการมาเป็นข้าราชการตุลาการ
โดยได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอนมาอาจทำได้เมื่อ
ก.ต. เห็นชอบ
แต่ข้าราชการธุรการนั้นต้องเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการนอกจาก
ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษามาแล้ว
มาตรา 25
ข้าราชการตุลาการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการ
ตุลาการไปโดยมิได้มีความผิดหรือมีมลทินหรือมัวหมองในราชการ
หรือไป
รับราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น
เมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการ
ตุลาการ ถ้าผู้นั้นมีคุณสมบัติตามความในมาตรา 27 (2) ถึง
(12) ให้
รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
มาตรา 26
ข้าราชการตุลาการผู้ใดไปรับราชการทหารตาม
กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดย
ไม่มีความเสียหายและประสงค์จะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการโดย
ได้รับเงินเดือนเท่าที่ได้รับอยู่ในขณะที่ไปรับราชการทหารนั้น
ให้ยื่นคำขอ
ภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร
ในกรณี
เช่นว่านี้ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.ต. เห็นชอบ
การสอบคัดเลือก
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).