ข้อ ๑๓ เมื่อ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ
อ.ก.ค.
กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง
ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยแล้ว
(๑)
ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษถูกต้องและเหมาะสมกับความผิดแล้ว ให้มีมติยก
อุทธรณ์
(๒)
ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด และเห็นว่า
ผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
แต่ควรได้รับโทษหนักขึ้น ให้มีมติให้เพิ่มโทษเป็น
สถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น
(๓)
ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด และเห็นว่า
ผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ควรได้รับโทษเบาลง ให้มีมติให้ลดโทษเป็นสถานโทษ
หรืออัตราโทษที่เบาลง
(๔) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด
และเห็นว่า
ผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงด
โทษ
ให้มีมติให้สั่งงดโทษโดยทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้
(๕) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้อง
และเห็นว่าการกระทำของผู้อุทธรณ์ไม่
เป็นความผิดวินัยหรือยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัย
ให้มีมติให้ยกโทษ
(๖)
ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีมติให้
แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
(๗) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด
และเห็นว่า
กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ให้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่
ถ้าเป็นกรณีที่ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด หรือ
อ.ก.ค. กรม มีความเห็นดังกล่าวและผู้
อุทธรณ์ดำรงตำแหน่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
ผู้
อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดหรืออธิบดี แล้วแต่กรณี
ที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๐๒ วรรค
สาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ให้มีมติให้รายงานตามลำดับถึง
ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๔๒
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อ
ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป
ในกรณีที่เห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง
ตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.
หรือเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการดำเนินการ
ทางวินัยตามมาตรา ๑๐๒
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้ว ให้มี
มติให้เพิ่มโทษเป็นปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามมาตรา ๑๐๔
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือให้ออก ปลดออก
หรือไล่ออกจากราชการตามกฎหมายว่า
ด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้บังคับ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเป็นกรณีที่ อ.ก.ค.
กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด หรือ
อ.ก.ค. กรม มีความเห็นดังกล่าว
และผู้อุทธรณ์ดำรงตำแหน่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ อ.ก.ค.
กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด หรือ อ.ก.ค. กรม ตามมาตรา ๑๐๔
(๒) หรือ (๓) แห่งพระราช
บัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ให้มีมติให้รายงานตามลำดับถึงผู้มีอำนาจ
สั่งบรรจุตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู
พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อพิจารณา
ดำเนินการต่อไป
(๘)
ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม โดยเห็นว่าผู้อุทธรณ์มี
กรณีที่สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือให้ออกราชการตามมาตรา
๑๑๔ (๔) มาตรา
๑๑๕ หรือ มาตรา ๑๑๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้นำ (๗)
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๙) ถ้าเห็นว่าสมควรดำเนินการโดยประการอื่นใด
เพื่อให้มีความถูกต้องตาม
กฎหมายและมีความเป็นธรรม
ให้มีมติให้ดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี
การออกจากราชการของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นเหตุที่จะยุติการพิจารณาอุทธรณ์
แต่
จะมีมติตาม (๒) หรือ (๘) มิได้
และถ้าเป็นการออกจากราชการเพราะตายจะมีมติตาม (๗) มิได้
ด้วย
ในกรณีที่มีผู้ถูกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ได้กระทำร่วมกัน
และเป็นความผิด
ในเรื่องเดียวกันโดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างเดียวกัน
เมื่อผู้ถูกลงโทษคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิ
อุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว
และผลการพิจารณาเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้ถูกลงโทษคนอื่นจะไม่
ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุ
เดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้วให้มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาลงโทษให้มี
ผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย