法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. 2545

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
20
มาตรา อารัมภบท

กฎ ก

กฎ ก.ค.

ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์

พ.ศ.

๒๕๔๕

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๔ และมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ

ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ ประกอบกับมาตรา ๑๒๕ และมาตรา ๑๒๖ แห่งพระราช

บัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ก.ค. จึงออกกฎ

ก.ค.ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะ

รัฐมนตรีไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

กฎ ก.ค. นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวัน

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ให้เป็นไป

ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ค. นี้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ได้สำหรับตนเองเท่านั้น จะอุทธรณ์

แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้

การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณ์ให้เห็น

ว่าได้ถูกลงโทษโดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม

หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร และลงลายมือชื่อและที่อยู่ของ

ผู้อุทธรณ์

ในการอุทธรณ์

ถ้าผู้อุทธรณ์ประสงค์จะแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นพิจารณาของ

อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี

ให้แสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือจะทำเป็นหนังสือต่าง

หากก็ได้

แต่ต้องยื่นหรือส่งหนังสือขอแถลงการณ์ด้วยวาจานั้นต่อ อ.ก.ค. หรือ ก.ค. โดยตรง

ภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

เพื่อประโยชน์ในการอุทธรณ์ ผู้จะอุทธรณ์มีสิทธิขอตรวจหรือคัดรายงาน

การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือของผู้สอบสวนได้ ส่วนการขอตรวจหรือคัดบันทึกถ้อย

คำบุคคลพยานหลักฐานอื่น หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ

ที่จะอนุญาตหรือไม่โดยให้พิจารณาถึงประโยชน์ในการรักษาวินัยของข้าราชการ

ตลอดจนเหตุผล

และความจำเป็นเป็นเรื่อง ๆ ไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านอนุกรรมการ หรือกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์

ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑)

รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษ

(๒)

มีส่วนได้เสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษ

(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองผู้อุทธรณ์

(๔)

เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ หรือเป็นคู่สมรส บุพการี

ผู้สืบสันดานหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหาหรือผู้บังคับบัญชาผู้สั่ง

ลงโทษ

การคัดค้านอนุกรรมการ

หรือกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์นั้น ต้องแสดงข้อเท็จ

จริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสืออุทธรณ์

หรือแจ้งเพิ่มเติมเป็นหนังสือก่อนที่ อ.ก.ค. หรือ

ก.ค. แล้วแต่กรณี เริ่มพิจารณาอุทธรณ์

เมื่อมีเหตุหรือมีการคัดค้านตามวรรคหนึ่ง

อนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้นจะขอ

ถอนตัวไม่ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้ ถ้าอนุกรรมการ

หรือกรรมการผู้นั้นมิได้ขอถอนตัว ให้

อนุกรรมการหรือกรรมการที่เหลืออยู่นอกจากอนุกรรมการหรือกรรมการผู้ถูกคัดค้านพิจารณาข้อ

เท็จจริงที่คัดค้านหากเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นน่าเชื่อถือ

ให้แจ้งอนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้นทราบ

และมิให้ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้น เว้นแต่จะพิจารณาเห็นว่า

การให้อนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้น

ร่วมพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า

เพราะจะทำให้ได้ความจริงและเป็นธรรมจะ

ให้อนุกรรมการ

หรือกรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วัน

ทราบคำสั่ง

เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์

ให้ถือวันที่ผู้ถูกลงโทษ ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษเป็นวันทราบคำสั่ง

ถ้าผู้ถูกลงโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษ

และมีการแจ้งคำสั่ง

ลงโทษให้ผู้ถูกลงโทษทราบกับมอบสำเนาคำสั่งลงโทษให้ผู้ถูกลงโทษ

แล้วทำบันทึกลงวันเดือนปี

เวลา และสถานที่ที่แจ้ง

และลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่

แจ้งนั้นเป็นวันทราบคำสั่ง

ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษได้โดยตรง

และได้

แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งลงโทษทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกลงโทษ

ณ ที่อยู่

ของผู้ถูกลงโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ

โดยส่งสำเนาคำสั่งลงโทษไปให้สองฉบับ

เพื่อให้ถูกลงโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่ง

ลงโทษส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ

ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสามสิบวันนับแต่

วันที่ปรากฏในใบตอบรับรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่าผู้ถูกลงโทษได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับ

แทนแล้ว

แม้ยังไม่ได้รับสำเนาคำสั่งลงโทษฉบับที่ให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับ

ทราบคำสั่งลงโทษกลับคืนมา

ให้ถือว่าผู้ถูกลงโทษได้ทราบคำสั่งแล้ว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

การอุทธรณ์ต่อ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม

หรือ อ.ก.ค. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

ให้ทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธาน อ.ก.ค. พร้อมกับ

สำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับ โดยออกนามกรุงเทพมหานคร

จังหวัด หรือกรม แล้วแต่กรณี และยื่น

ที่ส่วนราชการนั้น

การอุทธรณ์ต่อ

ก.ค. ให้ทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธาน ก.ค. หรือเลขาธิการ ก.ค.

พร้อมกับสำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับ และยื่นที่สำนักงาน

ก.ค

การยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์

ผู้อุทธรณ์จะยื่นหรือส่งผ่านผู้บังคับบัญชาก็ได้

และให้ผู้บังคับบัญชานั้นดำเนินการตามข้อ ๑๑

ในกรณีที่มีผู้นำหนังสืออุทธรณ์มายื่นเอง

ให้ผู้รับหนังสือออกใบรับหนังสือ

ประทับตรารับหนังสือและลงทะเบียนรับหนังสือไว้เป็นหลักฐานในวันที่รับหนังสือตามระเบียบว่า

ด้วยงานสารบรรณ

และให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานดังกล่าวเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์

ในกรณีที่ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์

ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง

ออกใบรับฝากเป็นหลักฐานฝากส่ง

หรือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือ

เป็นวันส่งหนังสืออุทธรณ์

เมื่อได้ยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์ไว้แล้ว

ผู้อุทธรณ์จะยื่นหรือส่งคำแถลงการณ์

หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมก่อนที่ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร

อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค.

กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี

เริ่มพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้ โดยยื่นหรือส่ง

ตรงต่อ อ.ก.ค. หรือ ก.ค.

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

อุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องเป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องในสาระสำคัญ

ตามข้อ ๓ และข้อ ๗ และยื่นหรือส่งภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ในกรณีที่มีปัญหาว่าอุทธรณ์รายใดเป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่

ให้

อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย

ในกรณีที่

อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค. กรม ซึ่ง

ทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.ค.

มีมติไม่รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา ให้ผู้อำนวยการ

การประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด อธิบดี หรือสำนักงาน

ก.ค. แล้วแต่กรณี

แจ้งมตินั้นให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว

ในกรณีที่

อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง มีมติตามวรรคสาม

ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์มตินั้นต่อ ก.ค. ได้อีกชั้น

หนึ่ง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบมติของ อ.ก.ค. ดังกล่าว

และให้นำข้อ ๗ มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

การอุทธรณ์มติต่อ

ก.ค. ตามวรรคสี่ ผู้อุทธรณ์จะยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์ผ่าน

ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด หรืออธิบดี

แล้วแต่กรณีก็ได้

ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวส่งหนังสืออุทธรณ์มติพร้อมทั้งเอกสาร

หลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเห็นและมติ

ตลอดจนสำเนารายงานการประชุมของ อ.ก.ค.

หลักฐานการรับทราบมติ อ.ก.ค. ของผู้อุทธรณ์

หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษ หลักฐานการรับทราบ

คำสั่งลงโทษของผู้อุทธรณ์

และเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้งมติของผู้อทธรณ์ไปให้

สำนักงาน ก.ค. โดยเร็ว

ในกรณีที่

ก.ค. มีมติยืนตามมติของ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด

อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

ที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา

หรือกรณีที่ ก.ค. มีมติให้รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา

ให้สำนักงาน ก.ค. แจ้งให้ผู้อุทธรณ์

และประธาน อ.ก.ค. ที่เกี่ยวข้องทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว

ในกรณีที่

ก.ค. มีมติให้รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา ให้ อ.ก.ค. กรุงเทพ

มหานคร อ.ค.ก. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนิน

การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เพื่อมีมติตามข้อ ๑๓ ต่อไป

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ผู้อุทธรณ์จะขอถอนอุทธรณ์ก่อนที่ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค.

จังหวัด อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ.

กระทรวง หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี พิจารณา

วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นก็ได้

โดยทำเป็นหนังสือยื่นหรือส่งตรงต่อ อ.ก.ค. หรือ ก.ค. เมื่อได้ถอน

อุทธรณ์แล้ว การพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นอันระงับ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดสำนักงานการประถม

ศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด

หรือกรมอื่นให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ อ.ก.ค.

กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง ที่

ผู้อุทธรณ์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดนั้น

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา

กรุงเทพมหานคร สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด

หรือกรมอื่นหลังจากที่ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว

และ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ

อ.ก.ค. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ

กระทรวง เจ้าสังกัดเดิมยังมิได้มีมติตามข้อ ๑๓

ให้ส่งเรื่องอุทธรณ์และเอกสารหลักฐานตามข้อ

๑๒ ไปให้ อ.ก.ค.

ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา

กรุงเทพมหานคร สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด หรือกรมอื่น

หลังจากที่ อ.ก.ค.

กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง เจ้า

สังกัดเดิมได้มีมติตามข้อ ๑๓ แล้ว

แต่ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการ

การประถมศึกษาจังหวัด หรืออธิบดีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี

ยังมิได้สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมติ

นั้น

ให้ส่งเรื่องอุทธรณ์และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งมติที่ได้มีไปแล้วและรายงานการ

ประชุม อ.ก.ค. ไปให้ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

ผู้อำนวยการการประถมศึกษา

จังหวัด หรืออธิบดีเจ้าสังกัด แล้แต่กรณี

ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคนใหม่เป็นผู้สั่งหรือปฏิบัติตามข้อ

๑๕

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้รับหนังสืออุทธรณ์ที่ได้ยื่นหรือส่งตามข้อ ๗

วรรคสามให้ผู้บังคับบัญชานั้นส่งหนังสืออุทธรณ์ต่อไปยังผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษภายในสาม

วันทำการนับแต่วันได้รับหนังสืออุทธรณ์

และให้ผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษจัดส่งหนังสืออุทธรณ์

ดังกล่าว

พร้อมทั้งสำเนาหลักฐานการรับทราบคำสั่งลงโทษของผู้อุทธรณ์ สำนวนการสืบสวนหรือ

การพิจารณาในเบื้องต้นตามมาตรา ๙๙

และสำนวนการดำเนินการทางวินัยตามมาตรา ๑๐๒ แห่ง

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

พร้อมทั้งคำชี้แจงของผู้บังคับบัญชาผู้สั่ง

ลงโทษ (ถ้ามี) ไปยังประธาน อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร ประธาน

อ.ก. ค. จังหวัด ประธาน อ.ก.ค.

กรม ประธาน อ.ก.ค. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

หรือสำนักงาน ก.ค. แล้วแต่กรณี ภายใน

เจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ให้ อ.ก.ค.

กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง แล้ว

แต่กรณี

พิจารณาจากสำนวนการสืบสวนหรือการพิจารณาในเบื้องต้นมาตรา ๙๙ และสำนวนการ

ดำเนินการทางวินัยตามมาตรา ๑๐๒

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

และในกรณีจำเป็นและสมควรอาจขอเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

รวมทั้งคำชี้แจงจาก

หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน

บริษัท หรือบุคคลใด ๆ หรือขอให้ผู้แทน

หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน

บริษัท ข้าราชการ หรือบุคคลใด ๆ มา

ให้ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาได้

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ขอแถลงการณ์ด้วยวาจา

หาก อ.ก.ค. พิจารณาเห็นว่าการ

แถลงการณ์ด้วยวาจาไม่จำเป็นแก่การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

จะให้งดการแถลงการณ์ด้วยวาจาก็

ได้

ในกรณีที่นัดให้ผู้อุทธรณ์มาแถลงการด้วยวาจาต่อที่ประชุม

ให้แจ้งให้ผู้ดำรง

ตำแหน่งที่สั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษทราบด้วยว่า

ถ้าประสงค์จะแถลงแก้ก็ให้มาแถลงหรือมอบหมาย

เป็นหนังสือให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แทนมาแถลงแก้ด้วยวาจาต่อที่ประชุมครั้งนั้นได้

ทั้งนี้ ให้

แจ้งล่วงหน้าตามควรแก่กรณี

และเพื่อประโยชน์ในการแถลงแก้ดังกล่าว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่สั่ง

ลงโทษหรือเพิ่มโทษหรือผู้แทนเข้าฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ได้

ในการพิจารณาอุทธรณ์

ถ้า อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค.

กรม หรือ อ.ก.ค. กรม ซึ่งหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

เห็นสมควรที่จะต้องสอบสวนใหม่หรือสอบสวน

เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความถูกต้องและเหมาะสมตามความเป็นธรรม

ให้มีอำนาจสอบสวนใหม่

หรือสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็น โดยจะสอบสวนเองหรือแต่งตั้งคณะกรรมการ

สอบสวนให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมแทนก็ได้

หรือกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่

ต้องการทราบส่งไปให้ผู้สอบสวนเดิมทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้

ในการสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม

ถ้า อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค.

จังหวัด อ.ค.ก. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ.

กระทรวง หรือคณะกรรมการสอบสวนที่

ได้รับแต่งตั้งตามวรรคสี่

เห็นสมควรส่งประเด็นหรือข้อสำคัญใดที่ต้องการทราบไปสอบสวนพยาน

หลักฐานซึ่งอยู่ต่างท้องที่

ให้มีอำนาจกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญนั้นส่งไปเพื่อให้หัวหน้าส่วน

ราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องที่นั้นทำการสอบสวนแทนได้

การสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม

หรือส่งประเด็นหรือข้อสำคัญไปเพื่อให้

ผู้สอบสวนเดิมหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานซึ่งอยู่ต่างท้องที่ดำเนินการตามวรรคสี่

และวรรคห้าในเรื่องเกี่ยวกับกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา

๑๐๒ วรรค

สอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

หรือกรณีกล่าวหาตามมาตรา

๑๑๔ (๔) หรือ มาตรา ๑๑๕

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้นำ

หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาตามาตรา ๑๐๒

วรรคเจ็ด หรือมาตรา ๑๑๕

วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.

๒๕๓๕ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ

อ.ก.ค.

กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง

ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยแล้ว

(๑)

ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษถูกต้องและเหมาะสมกับความผิดแล้ว ให้มีมติยก

อุทธรณ์

(๒)

ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด และเห็นว่า

ผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

แต่ควรได้รับโทษหนักขึ้น ให้มีมติให้เพิ่มโทษเป็น

สถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น

(๓)

ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด และเห็นว่า

ผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

ควรได้รับโทษเบาลง ให้มีมติให้ลดโทษเป็นสถานโทษ

หรืออัตราโทษที่เบาลง

(๔) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด

และเห็นว่า

ผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงด

โทษ

ให้มีมติให้สั่งงดโทษโดยทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

(๕) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้อง

และเห็นว่าการกระทำของผู้อุทธรณ์ไม่

เป็นความผิดวินัยหรือยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัย

ให้มีมติให้ยกโทษ

(๖)

ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีมติให้

แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม

(๗) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด

และเห็นว่า

กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการ

สอบสวนตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสาม

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่

ถ้าเป็นกรณีที่ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด หรือ

อ.ก.ค. กรม มีความเห็นดังกล่าวและผู้

อุทธรณ์ดำรงตำแหน่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

ผู้

อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดหรืออธิบดี แล้วแต่กรณี

ที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๐๒ วรรค

สาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

ให้มีมติให้รายงานตามลำดับถึง

ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๔๒

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อ

ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป

ในกรณีที่เห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง

ตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.

หรือเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการดำเนินการ

ทางวินัยตามมาตรา ๑๐๒

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้ว ให้มี

มติให้เพิ่มโทษเป็นปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามมาตรา ๑๐๔

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ

ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือให้ออก ปลดออก

หรือไล่ออกจากราชการตามกฎหมายว่า

ด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้บังคับ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเป็นกรณีที่ อ.ก.ค.

กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด หรือ

อ.ก.ค. กรม มีความเห็นดังกล่าว

และผู้อุทธรณ์ดำรงตำแหน่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ อ.ก.ค.

กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด หรือ อ.ก.ค. กรม ตามมาตรา ๑๐๔

(๒) หรือ (๓) แห่งพระราช

บัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

ให้มีมติให้รายงานตามลำดับถึงผู้มีอำนาจ

สั่งบรรจุตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู

พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อพิจารณา

ดำเนินการต่อไป

(๘)

ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม โดยเห็นว่าผู้อุทธรณ์มี

กรณีที่สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือให้ออกราชการตามมาตรา

๑๑๔ (๔) มาตรา

๑๑๕ หรือ มาตรา ๑๑๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้นำ (๗)

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๙) ถ้าเห็นว่าสมควรดำเนินการโดยประการอื่นใด

เพื่อให้มีความถูกต้องตาม

กฎหมายและมีความเป็นธรรม

ให้มีมติให้ดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี

การออกจากราชการของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นเหตุที่จะยุติการพิจารณาอุทธรณ์

แต่

จะมีมติตาม (๒) หรือ (๘) มิได้

และถ้าเป็นการออกจากราชการเพราะตายจะมีมติตาม (๗) มิได้

ด้วย

ในกรณีที่มีผู้ถูกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ได้กระทำร่วมกัน

และเป็นความผิด

ในเรื่องเดียวกันโดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างเดียวกัน

เมื่อผู้ถูกลงโทษคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิ

อุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว

และผลการพิจารณาเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้ถูกลงโทษคนอื่นจะไม่

ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุ

เดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้วให้มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาลงโทษให้มี

ผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๑๓ (๗) หรือ

(๘) เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สวนสอบพิจารณาเสร็จแล้ว

ให้ส่งเรื่องให้ อ.ก.ค. กรุงเทพ

มหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. กรม

ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง แล้ว

แต่กรณี เพื่อพิจารณามีมติตามข้อ ๑๓ ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เมื่อ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค. จังหวัด อ.ก.ค. กรม หรือ

อ.ก.ค.

กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง ได้มีมติตามข้อ ๑๓ แล้ว

ให้ผู้อำนวยการการประถมศึกษา

กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด

หรืออธิบดีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี สั่งหรือ

ปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทำได้

ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นจะให้มีการรับรอง

รายงานการประชุมก่อนก็ได้

และเมื่อได้สั่งหรือปฏิบัติตามมติดังกล่าวแล้ว ให้แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบ

เป็นหนังสือโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในกรณีที่ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการ

การประถมศึกษาจังหวัด หรืออธิบดีเจ้าสังกัด สั่งตามข้อ ๑๕

โดยสั่งยกอุทธรณ์ สั่งลดโทษหรือสั่ง

งดโทษ ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์ต่อไปมิได้ แต่ถ้าสั่งเพิ่มโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ

ผู้อุทธรณ์มีสิทธิ

อุทธรณ์หรือร้องทุกข์ แล้วแต่กรณี ได้อีกชั้นหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ในกรณีที่อุทธรณ์ต่อ ก.ค. ตามข้อ ๗

วรรคสอง ให้นำข้อ ๑๒ วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม และข้อ ๑๓

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ เมื่อ ก.ค. ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ ๑๗ และมีมติเป็น

ประการใดแล้วให้สำนักงาน ก.ค. รายงานนายกรัฐมนตรี

เพื่อพิจารณาสั่งการตามมาตรา ๑๒๖

วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.

๒๕๓๕ ต่อไปโดยเร็ว

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับมติของ

ก.ค. และ ก.ค. พิจารณาความ

เห็นของนายกรัฐมนตรีแล้วยืนยันตามมติเดิม ให้สำนักงาน ก.ค.

รายงานต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อ

พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.

๒๕๓๕ โดยเร็ว

เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการตามมติของ

ก.ค. หรือคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา

วินิจฉัยมีมติตามมาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.

๒๕๓๕ เป็นประการใดแล้วให้สำนักงาน ก.ค.

แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือพร้อมทั้งแจ้งให้

ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบหรือดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี

หรือมติคณะ

รัฐมนตรีตามมาตรา ๑๒๖ วรรคสาม

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

โดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การนับระยะเวลาตามกฎ ก.ค. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้น

ให้นับวันถัดจาก

วันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา ส่วนเวลาสิ้นสุด

ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวัน

หยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีที่อุทธรณ์ของข้าราชการครูได้ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่กฎ

ก.ค. นี้ใช้

บังคับ และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นยังไม่แล้วเสร็จ

ให้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นต่อไปตาม

กฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๔๐)

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ กันยายน

พ.ศ. ๒๕๔๕

สิริกร

มณีรินทร์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมาย

ประธาน ก.ค.

หมายเหตุ :

เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ค. ฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๔

แห่งพระราชบัญญัติ

ข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓

บัญญัติให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับแก่

ข้าราชการครูโดยอนุโลม

และในกรณีใดที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกำหนดให้

ก.พ. ออกกฎ ก.พ. ในกรณีนั้นให้ ก.ค. ออกกฎ ก.ค. แทน

และโดยที่มาตรา ๑๒๕ และมาตรา ๑๒๖

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕

กำหนดว่า การอุทธรณ์และการ

พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ

ก.พ.

และ ก.ค. เห็นว่าควรมีกฎ ก.ค.

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการพิจารณา

อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของข้าราชการครูโดยเฉพาะ

จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ค. นี้

พุทธชาด

/ แก้ไข

๑๕

พฤศจิกายน ๒๕๔๕

A+B

(C)

20 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. 2545 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_9174efc243cc49cb

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com