พระราชกำหนด
พระราชกำหนด
จัดสรรทุนสำรองเงินตราเกินจำนวนธนบัตรออกใช้
พ.ศ. ๒๔๙๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๔๙๘
เป็นปีที่ ๑๐
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยเงินตราซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ
เพื่อจัดสรรทุนสำรองเงินตราเกินจำนวนธนบัตรออกใช้
เพื่อประโยชน์แก่เศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๘๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช
๒๔๙๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชกำหนดนี้เรียกว่า
พระราชกำหนดจัดสรรทุนสำรองเงินตราเกินจำนวนธนบัตรออกใช้ พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๒[๑]
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
สินทรัพย์ทุนสำรองเงินตราส่วนที่เกินจำนวนธนบัตรออกใช้เมื่อปิดบัญชีในวันก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ให้จ่ายออกจากทุนสำรองเงินตราและจัดสรร ดังต่อไปนี้
(ก)
ให้โอนสินทรัพย์เงินตราต่างประเทศตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เห็นเป็นการสมควร แต่ต้องไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของส่วนที่เกินจำนวนธนบัตรออกใช้
ไปเป็นสินทรัพย์ของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๔
(ข)
ให้จำหน่ายบัญชีสินทรัพย์เท่ากับ ๒๙๖,๓๒๕,๙๑๓ บาท
เนื่องจากได้จ่ายชดใช้ค่าเสียหายสงคราม
(ค)
ให้จำหน่ายสินทรัพย์เท่ากับ ๗๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อไถ่ถอน พันธบัตรเงินกู้
(เงินตราต่างประเทศ) พ.ศ. ๒๔๙๖ ของรัฐบาล
(ง)
เมื่อจัดการตามข้อ ก. ข้อ ข. และข้อ ค. ข้างต้นแล้ว
สินทรัพย์มีเหลืออยู่เท่าใดให้จ่ายเพื่อชดใช้ข้อผูกพันเงินตราต่างประเทศของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน
มาตรา ๔
ให้จัดตั้งทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้น ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย
มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราให้มีเสถียรภาพเหมาะสมแก่สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
ตลอดจนการลงทุนหาผลประโยชน์
ให้ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นนิติบุคคลและให้ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรทั้งปวงตามประมวลรัษฎากร
มาตรา ๕
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า
คณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
หรือผู้รักษาการแทน เป็นกรรมการ
ให้คณะกรรมการนี้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในนโยบายและควบคุมดูแลการดำเนินกิจการของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา
๔
มาตรา ๖
เพื่อดำเนินกิจการของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ให้คณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
และให้มีอำนาจออกข้อบังคับและวางระเบียบการได้
ผู้จัดการต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิเหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่
ให้ผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นผู้ดำเนินกิจการของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามนโยบายของคณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ในการปฏิบัติกิจการตามความในมาตรา
๗ ผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นผู้กระทำในนามของทุนดังกล่าว
และเป็นตัวแทนของทุนนี้
และเพื่อการนี้คณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอาจมอบอำนาจให้ผู้จัดการปฏิบัติกิจการเฉพาะอย่างได้
แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการดังกล่าวกำหนด
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการทั้งปวงให้จ่ายจากทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
มาตรา ๗
เพื่อให้การเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๔
ให้ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรากระทำได้เฉพาะกิจการ ดังต่อไปนี้
(ก)
การซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและทองคำ
(ข)
การลงทุนแสวงหาผลประโยชน์ในตั๋วเงินคลัง
หรือหลักทรัพย์ระยะเวลาสั้นอย่างอื่นของรัฐบาล
(ค)
การลงทุนแสวงหาผลประโยชน์ในหลักทรัพย์ระยะเวลาสั้นที่มั่นคงในต่างประเทศ
(ง)
การกู้ยืมเงินเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ในขณะใดขณะหนึ่ง
ห้ามมิให้ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราถือตั๋วเงินคลัง
หรือหลักทรัพย์ระยะเวลาสั้นอย่างอื่นของรัฐบาล ไม่ว่าในระยะเวลาใด
เกินกว่าร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ทั้งสิ้นของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
มาตรา ๘
กิจการดังกล่าวในมาตรา ๗ ให้กระทำได้เฉพาะกับธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
และสถาบันการเงินในต่างประเทศ
มาตรา ๙
ผลประโยชน์ของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ให้นำเข้าสมทบทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
มาตรา ๑๐
การเลิกทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและการจัดสรรจำหน่ายสินทรัพย์และหนี้สินของทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าว
ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ
มาตรา ๑๑
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ
โดยที่ทุนสำรองเงินตรามีอยู่เกินจำนวนธนบัตรออกใช้
จึงเป็นการสมควรที่จะจำหน่ายและจัดสรรส่วนที่เกินให้เป็นประโยชน์ต่อการเศรษฐกิจและการเงินของประเทศโดยโอนไปจัดตั้งขึ้นเป็นทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
จำหน่ายบัญชีเนื่องจากได้จ่ายชดใช้ค่าเสียหายสงครามไปแล้ว
จำหน่ายบัญชีเพื่อไถ่ถอนพันธบัตรเงินกู้ (เงินตราต่างประเทศ) พ.ศ. ๒๔๙๖
ที่มีค่าสูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอัตราที่ใช้ตีราคาสินทรัพย์ดังกล่าว
และจำหน่ายชดใช้ข้อผูกพันเงินตราต่างประเทศของรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่มีเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน
พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดจัดสรรทุนสำรองเงินตราเกินจำนวนธนบัตรออกใช้
พ.ศ. ๒๔๙๘ พ.ศ. ๒๔๙๘[๒]
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่ได้ตราพระราชกำหนดจัดสรรทุนสำรองเงินตราเกินจำนวนธนบัตรออกใช้ พ.ศ. ๒๔๙๘
แล้ว
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดจัดสรรทุนสำรองเงินตราเกินจำนวนธนบัตรออกใช้
พ.ศ. ๒๔๙๘ ตามความในมาตรา ๘๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕
แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕
หยก/ปรับปรุง
๕ มีนาคม ๒๕๕๖
สุพิชชา/ตรวจ
๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒/ตอนที่ ๕๒/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๓ กรกฎาคม ๒๔๙๘
[๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒/ตอนที่ ๕๔/หน้า
๑๑๔๑/๒๖ กรกฎาคม ๒๔๙๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).