กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๓ (พ.ศ.
๒๕๒๒)
ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
พ.ศ. ๒๕๒๑
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ และมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวง
ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มีคำสั่งให้มีการเลือกกรรมการ
ตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการ
ข้อ ๒
ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมส่งบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิรับเลือกเป็น
กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิโดยแยกเป็นประเภทข้าราชการตุลาการตามมาตรา
๑๕ (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑
และมิได้เป็นกรรมการตุลาการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว
กับประเภทผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตุลาการมาแล้ว ไปยังข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนตั้งแต่ชั้น
2 ขึ้นไปทุกคน พร้อมด้วยบัตรเลือกกรรมการ
ตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ
และกำหนดวันสุดท้ายที่จะส่งบัตรเลือกให้ถึงสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
กระทรวงยุติธรรม ไว้ด้วย
ในกรณีเลือกซ่อม ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมแจ้งประเภทและจำนวนตำแหน่ง
ที่ว่างไปด้วย
ข้อ ๓ บัตรเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
บัตรทุกบัตรต้องมีลายมือชื่อของปลัดกระทรวงยุติธรรมกำกับเป็นหลักฐาน
ข้อ ๔
ข้าราชการตุลาการซึ่งได้รับเงินเดือนตั้งแต่ชั้น ๒ ขึ้นไป ผู้ใดประสงค์
จะเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้กรอกบัตรเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิโดย
เขียนชื่อผู้ซึ่งตนเลือกด้วยตนเองพร้อมกับลงลายมือชื่อ
แล้วใส่ซองปิดผนึกส่งไปยังเลขาธิการ
ส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
กระทรวงยุติธรรม ถ้าจะส่งทางไปรษณีย์
ให้ส่งโดยลงทะเบียน
ข้อ ๕
ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมตั้งข้าราชการตุลาการไม่น้อยกว่าสามคนเป็น
กรรมการตรวจนับคะแนนการเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้กรรมการเป็นผู้เปิดซองบรรจุบัตรเลือกตามลำดับที่เลขาธิการส่งเสริมงาน
ตุลาการได้รับไว้ ทำการตรวจบัตรเลือกและนับคะแนน
แล้วรายงานผลไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรมภายในเวลาที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำหนด
ในการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีกรรมการอยู่พร้อมกันไม่น้อยกว่าสามคน
ข้อ ๖
บัตรเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไปนี้ให้ถือเป็นบัตรเสีย
(๑) บัตรที่มิใช่บัตรที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมส่งไป หรือไม่มีลายมือชื่อของ
ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำกับเป็นหลักฐาน
(๒) บัตรที่ระบุชื่อผู้รับเลือกเกินประเภทละสี่คน หรือเกินจำนวนตำแหน่งที่ว่าง
ในกรณีเลือกซ่อม
(๓)
บัตรที่ผู้เลือกมิได้เขียนชื่อผู้รับเลือกด้วยตนเองหรือบัตรที่ผู้เลือกไม่ลง
ลายมือชื่อ
(๔) บัตรที่ไปถึงสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม พ้นกำหนด
วันที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำหนดตามข้อ ๒
ข้อ ๗
ในกรณีที่บัตรเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิเลอะเลือนหรือเขียนชื่อ
ผู้รับเลือกไม่ถูกต้อง
จนไม่สามารถทราบเจตนาอันแท้จริงของผู้เลือกได้ หรือเขียนชื่อผู้รับเลือก
ที่เป็นข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๕ (๒) และ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑
ในช่องสำหรับกรอกชื่อผู้รับเลือกที่เป็นผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตุลาการมาแล้ว
หรือกลับกัน ให้ถือว่าบัตรนั้นเสียเฉพาะส่วนที่กล่าวแล้ว
การที่จะถือว่าผู้รับเลือกคนใด เป็นข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๕ (๒) และ
(๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.
๒๕๒๑ หรือเป็นผู้รับบำนาญให้ถือ
ตามความเป็นจริงในขณะเปิดซองบรรจุบัตร
ข้อ ๘
ในการเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ดำรงตำแหน่งตาม
วาระนั้น ข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๕ (๒) และ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ สี่คนที่ได้คะแนนสูงสุด
และผู้รับบำนาญซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตุลาการมาแล้วสี่คนที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ
ถ้าในประเภทใดมีผู้ได้คะแนนสูงสุดมากกว่าสี่คนให้จับสลากระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันอันทำให้มีจำนวนเกินไปกว่านั้นว่าผู้ใดจะได้รับเลือก
การจับสลาก ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้จับต่อหน้ากรรมการตรวจนับ
คะแนนไม่น้อยกว่าสามคน
ในการเลือกซ่อมกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิให้นำความในวรรคหนึ่งและ
วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๙
ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมรายงานผลการเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
เพื่อประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกในราชกิจจานุเบกษา
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
สุธรรม ภัทราคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๕ บัญญัติว่า
วิธีการเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรง
คุณวุฒิให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ขึ้น
[รก.๒๕๒๒/๘๑/๒๑พ./๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๒]
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).