มาตรา ๕๗ เมื่อปรากฎหลักฐานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่า บริษัทใดมี
ฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของ
ประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงาน
ดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในการนี้จะสั่งให้เพิ่มทุนหรือลด
ทุนด้วยก็ได้
ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าบริษัทใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะ
อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประโยชน์ของประชาชนรัฐมนตรีมีอำนาจ
สั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาต แต่ในกรณีที่บริษัทดำเนินการแก้ไขการบริหารงาน
ให้ถูกต้อง หรือดำเนินการอื่นใดตามคำแนะนำของรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่กำหนด
รัฐมนตรีจะยังไม่สั่งควบคุมบริษัทนั้นหรือยังไม่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ ในการนี้รัฐมนตรี
จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทนั้นให้
บริษัทต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งควบคุมบริษัทใดตามวรรคสอง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่ง
ให้บริษัทนั้นระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่
รัฐมนตรีกำหนด
*[มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๕๗ ทวิ* เมื่อปรากฎหลักฐานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่าบริษัทใด
มีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของ
ประชาชน หรือกรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใดไม่
ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๗ ตรี
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นถอดถอนกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับ
ผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทผู้เป็นต้นเหตุดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้ถอนถอนบุคคลใด ให้บริษัทนั้นแต่งตั้งบุคคลอื่นโดยความเห็น
ชอบจากธนาคารแห่งประเทศเข้าดำรงตำแหน่งแทนภายในเวลาสามสิบวันนับแต่วันถอดถอน บริษัทใดไม่ถอดถอนบุคคลหรือถอดถอนแล้วไม่แต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทน ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้
(๑) ถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงาน
ของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นไม่ถอดถอน
(๒) แต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งถูก
ถอดถอนเป็นเวลาไม่เกินสามปี และให้บุคคลนั้นได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดย
ให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้นและในระหว่างเวลาที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งอยู่ ผู้ถือ
หุ้นของบริษัทจะมีมติเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้
บุคคลซึ่งถูกถอดถอนจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด ๆ ในบริษัทนั้นไม่
ได้ไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม และต้องอำนวยความสะดวกและให้ข้อเท็จจริงแก่บุคคลตาม (๒) หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตาม
มาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมาย
ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดแล้วแต่กรณี
*[มาตรา ๕๗ ทวิ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๕๗ ตรี* ในกรณีที่บริษัทใดไม่เพิ่มทุนหรือลดทุนภายในกำหนดเวลา
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่ง
ประเทศไทยเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามคำสั่งของธนาคารแห่ง
ประเทศไทยดังกล่าว
ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องให้บริษัทใดเพิ่มทุนหรือลดทุนเพื่อให้
บริษัทนั้นสามารถพยุงฐานะและการดำเนินงานต่อไปได้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งให้
บริษัทนั้นเพิ่มทุนหครือลดทุนทันทีก็ได้โดยให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว
เป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ในการเพิ่มทุนหรือลดทุนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มิให้นำบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วของ
บริษัท และมาตรา ๑๒๒๐ มาตรา ๑๒๒๔ มาตรา ๑๒๒๕ และมาตรา ๑๒๒๖ แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา ๑๔๙ วรรคสอง (๒) มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๔
แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๒๑ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ
*[มาตรา ๕๗ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘]
มาตรา ๕๘ ในการสั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗
วรรคสอง ให้รัฐมนตรีแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้บริษัทนั้นทราบ และปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย
ณ สำนักงานของบริษัทนั้น กับทั้งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวัน
อย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๕๙ ในการควบคุมบริษัทให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการควบคุมบริษัท
ขึ้นประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคณะกรรมการที่อำนาจ
และหน้าที่ดำเนินกิจการของบริษัทนั้นได้ทุกประการ และให้ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของ
บริษัทนั้น
ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง
กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและกำหนดอำนาจและหน้าที่พนักงานควบคุม
บริษัทคนหนึ่งหรือหลายคนให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งได้
การตั้งคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน
กรรมการ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖๐ เมื่อรัฐมนตรีได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่บริษัทใด
(๑) ห้ามมิให้กรรมการและพนักงานของบริษัทกระทำกิจการของบริษัทนั้น
อีกต่อไป เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมบริษัท
(๒) ให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทนั้นจัดการอันสมควรเพื่อ
ปกปักรักษาทรัพย์และประโยชน์ของบริษัทไว้ และรีบรายงานกิจการ และมอบทรัพย์สินพร้อม
ด้วยสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการสินทรัพย์ และหนี้สินของ
บริษัทให้แก่คณะกรรมการควบคุมบริษัทโดยมิชักช้า
มาตรา ๖๑ เมื่อบริษัทใดถูกควบคุม ให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือเอกสาร
ของบริษัทนั้นแจ้งการครอบครองให้คณะกรรมการควบคุมบริษัททราบโดยมิชักช้า
มาตรา ๖๒ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา ๕๗ ให้คณะกรรมการควบคุมบริษัท
หรือพนักงานควบคุมบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือให้
แสดง หรือส่งสมุห์บัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และ
หนี้สินของบริษัทที่ถูกควบคุม
มาตรา ๖๓ เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่าบริษัทที่ถูกควบคุม
สามารถจะดำเนินกิจการของตนเองได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควร
ก็ให้สั่งเลิกการควบคุม และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่าง
น้อยหนึ่งฉบับ
เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่า บริษัทที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนิน
กิจการต่อไปได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่งเพิกถอนใบอนุญาต และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๖๔ ในกรณีที่บริษัทใดไม่ประกอบกิจการประเภทที่ได้รับใบอนุญาต
ตามปริมาณที่รัฐมนตรีเห็นสมควรในช่วงระยะเวลาสองปีใด ๆ รัฐมนตรีจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการทุกประเภทหรือประเภทใดประเภทหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตก็ได้
มาตรา ๖๔ ทวิ* ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗
วรรคสอง มาตรา ๖๓ วรรคสอง หรือในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทุกประเภท
ตามมาตรา ๖๔ ให้บริษัทที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเป็นอันเลิกบริษัทจำกัด
*[มาตรา ๖๔ ทวิ เพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๖๕ เมื่อบริษัทใดมีความประสงค์ที่จะเลิกประกอบกิจการตามประเภทที่ได้รับอนุญาต ให้ยื่นขออนุญาตเลิกประกอบกิจการต่อรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๖๕ ทวิ* บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีผลขาดทุน
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง ให้บริษัทนั้นเป็นอันเลิกบริษัทจำกัดและให้ถือว่าใบอนุญาตของ
บริษัทนั้นถูกเพิกถอน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) บริษัทมิได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานภายในระยะ
เวลาที่กำหนดตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง
(๒) บริษัทมิได้ปฏิบัติตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามมาตรา ๒๖ ทวิ
ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(๓) ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบด้วยในโครงการ
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง และบริษัทไม่อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม
(๔) รัฐมนตรีมีคำชี้ขาดยืนตามการไม่ให้ความเห็นชอบด้วยของธนาคาร
แห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม
*[มาตรา ๖๕ ทวิ เพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๖๖* เมื่อมีการเลิกบริษัทตามมาตรา ๖๔ ทวิ หรือมาตรา ๖๕ ทวิ
ให้มีการชำระบัญชีและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
การชำระบัญชีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัด หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดว่าด้วยการชำระบัญชี แล้วแต่กรณี เว้นแต่การใดที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐมนตรี
*[มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๖๗ กรรมการควบคุมบริษัท พนักงานควบคุมบริษัท และผู้ชำระบัญชีอาจได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ค่าใช้จ่ายและเงินค่าตอบแทนในการควบคุมหรือชำระบัญชีบริษัทใดให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น
การควบกิจการและการโอนกิจการ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).